ชัยชนะของ “ชัชชาติ” กับภารกิจผู้ว่าฯกทม.สมัย 2
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา จบลงด้วยผลที่คนส่วนใหญ่คาดหมายไว้แล้ว เมื่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สามารถรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เอาไว้ได้อีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียง 1.53 ล้านคะแนน ทิ้งห่างผู้สมัครทุกคนแบบไม่เห็นฝุ่น แม้ผลงานตลอดระยะเวลา 4 ปีในสมัยแรกจะมีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ควบคู่กันมาก็ตาม
หากย้อนกลับไปประเมินผลงานในสมัยแรก หลายคนยอมรับตรงกันว่า ผู้ว่าฯชัชชาติเป็นคนที่ทุ่มเททำงานหนัก ลงพื้นที่แทบทุกวัน รับฟังปัญหาประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และไม่เคยมีมลทินเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำวิจารณ์ที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “ขยันแต่กลับไม่มีผลงานระดับเปลี่ยนเมือง” ที่คนเมืองหลวงสามารถจดจำได้แม้จะได้รับความไว้วางใจอย่างท่วมท้น
แล้วเมื่อผลงานไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นพลิกโฉมเมือง เหตุใดประชาชนกรุงเทพฯ จึงยังพร้อมใจกันลงคะแนนเลือกเขากลับมาอย่างถล่มทลาย ? คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวนายชัชชาติเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่ภาพลักษณ์ของคู่แข่งขันในครั้งนี้ด้วย
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองตรงกันว่าที่ “ชัชชาตินอนมา” ก็เพราะไม่มีคู่แข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อ ไม่มีผู้สมัครคนใดที่โดดเด่นพอให้ชาวกทม.ได้เปรียบเทียบ ไม่มีใครนำเสนอนโยบายที่แตกต่างจนทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าควรเปลี่ยนตัวผู้บริหารเมืองหลวง ดังนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยเลือกใช้หลักคิดแบบ “ของเดิมยังไม่แย่ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน” มากกว่าการเดิมพันกับตัวเลือกใหม่ที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในผลคะแนนเลือกตั้ง จะพบประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะผู้ที่คว้าอันดับสองกลับเป็น มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ซึ่งได้รับคะแนนเสียงถึง 304,494 คะแนน มากกว่าผู้สมัครจากพรรคประชาชนอย่าง ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่มาอันดับสามคะแนน 188,144 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง อนุชา บูรพชัยศรี ได้เพียงอันดับสี่ด้วยคะแนนเพียง 106,739 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพการเมืองกรุงเทพฯ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นเจ้าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเลือกตั้งแทบทุกระดับในเมืองหลวงมักมีฐานเสียงเหนียวแน่น แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวแทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป คะแนนเสียงที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าพรรคเก่าแก่พรรคนี้กำลังสูญเสียอัตลักษณ์ทางการเมือง
ส่วนพรรคประชาชนแม้พรรคจะเคยสร้างปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งระดับชาติด้วยการกวาดสส.กทม.ได้จำนวนมาก หรือในวันเดียวกับการเลือกผู้ว่าฯก็สามารถกวาด สก.ได้มากถึง 22 คน แต่คนกทม.ก็ไม่เทคะแนนให้กับดร.โจที่เสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯรู้จักแยกแยะถึงศักยภาพของคนที่จะเข้ามาการบริหารเมืองกับเสียงในสภา ไม่ใช่อาศัยเพียงกระแสของพรรคหรืออุดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้น
สำหรับเจ๊ติ่ง – มัลลิกา ศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ที่มาลงอิสระในนามกลุ่มเพื่อนมัลลิกาและเน้นการหาเสียงอย่างดุดันได้รับคะแนนถึง 3 แสนเสียง แม้จะห่างชั้นจากผู้ชนะอยู่มาก แต่ก็สะท้อนว่าฐานเสียงของกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมในกรุงเทพฯ ยังมีอยู่ไม่น้อย เชื่อว่าคนที่เลือกกาให้มัลลิกาไม่คิดว่าผู้สมัครหญิงคนนี้จะชนะ แต่เพราะเบื่อชัชชาติ ไม่เอาพรรคประชาชน หรือเลิกรักพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
กลับมาที่ชัชชาติเมื่อคนเมืองหลวงกว่า 1.5 ล้านเสียงเลือกเขากลับมาอีกครั้ง ความหมายของชัยชนะครั้งนี้ย่อมแตกต่างจากเมื่อสี่ปีที่แล้ว ในปี 2565 ชัชชาติเข้ามาเพราะกระแสและภาพลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ในปี 2569 เขากลับมาพร้อมกับความคาดหวังที่คนเมืองไม่ได้ต้องการเห็นเพียงผู้ว่าฯ ที่ขยันลงพื้นที่ ไลฟ์สดทุกเช้า หรือเดินตรวจงานทุกเย็นอีกต่อไป หากแต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดสมัยแรก สิ่งที่ประชาชนพบเห็นบ่อยครั้งคือการซ่อมฟุตปาธ การลอกท่อระบายน้ำ การตัดแต่งต้นไม้ การจัดระเบียบสายสื่อสาร การเก็บขยะ การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย หรือการรับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบดิจิทัล งานเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร และสมควรได้รับการชื่นชมเมื่อดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาก็คืองานเหล่านี้เป็น “งานประจำ” ที่คนลงคะแนนให้ไม่ต้องการเห็นภาพที่ซ้ำซากอีกสี่ปี
กรุงเทพมหานครในวันนี้กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าการเก็บขยะหรือแก้น้ำท่วมเฉพาะหน้า เมืองหลวงของประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ขณะที่คนวัยทำงานจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาที่อยู่อาศัยมีราคาแพง การจราจรยังคงติดอันดับเมืองที่รถติดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาประจำฤดูกาล ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฝนตกหนักผิดปกติและน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหารายวัน
ผู้ว่าฯชัชชาติในสมัยที่สองจึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างมรดกให้กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับระบบระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร การเชื่อมโยงข้อมูลเมืองอัจฉริยะให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้จริง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรให้เข้าใกล้มาตรฐานเมืองชั้นนำของโลก การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะในระดับชุมชน หรือแม้แต่การปฏิรูประบบราชการของกทม.ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนการบริการประชาชนอย่างจริงจัง
อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนจับตามองคือ ความสามารถในการประสานงานกับรัฐบาลกลาง เกือบทุกยุคทุกสมัยปัญหาหลายเรื่องของกรุงเทพฯ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยอำนาจของผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ การแก้ปัญหาฝุ่น หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่าง ๆ กับกรุงเทพมหานคร หากผู้ว่าฯชัชชาติสามารถใช้ประสบการณ์จากสมัยแรกสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานได้มากขึ้น ก็อาจทำให้หลายโครงการเดินหน้าได้เร็วกว่าปัจจุบัน
ท้ายที่สุด ชัยชนะกว่า 1.5 ล้านเสียงไม่ใช่เพียงตัวเลขแห่งความสำเร็จ แต่เป็น “สัญญาประชาคม” ระหว่างผู้ว่าฯ กับคนกรุงเทพฯ ว่าอีก4ปีจากนี้ เมืองหลวงของประเทศไทยจะต้องดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด หากสมัยแรกถูกจดจำในฐานะยุคของผู้ว่าฯที่ขยัน โปร่งใส และเข้าถึงประชาชน สมัยที่สองก็ควรเป็นยุคที่กรุงเทพมหานครก้าวข้ามการบริหารแบบแก้ปัญหารายวัน ไปสู่การวางรากฐาน “เมืองแห่งอนาคต” เมืองหลวงที่มีความสามารถในการแข่งขันกับมหานครชั้นนำของโลก เมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีโอกาสทางเศรษฐกิจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทุกวัย
หากผู้ว่าฯชัชชาติสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ชัยชนะครั้งนี้ก็จะไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของนักการเมืองคนหนึ่งที่คนเมืองหลวงจะจดจำ แต่ยังจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับคนที่จะอาสามาเป็นผู้ว่าฯกทม.คนต่อๆไปด้วย
—
