ค้าขายไทย-จีนหยุดไม่ได้ กับการขาดดุลที่มีเหตุผล
มองภาพการค้าการลงทุนระหว่างไทย–จีน ในปี2568 ตั้งแต่มกราคม–พฤศจิกายน ถือว่ายังเติบโตมาโดยตลอด เฉพาะในด้านการค้าทั้งนำเข้าและส่งออกสินค้าก็ยังคงขยายตัวมีมูลค่าการค้ารวมเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องมา 12 ปี
จีนในวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆเยอะมากจากที่ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานในหลากหลายเมืองและมณฑล ต้องยอมรับว่าเขาพัฒนาไปไกลมากโดยเฉพาะด้านการผลิต เราต้องศึกษาจากจีนอีกมาก อาทิ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเมื่อสิบปีก่อนอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันกล่าวได้ว่า 99% จีนผลิตเองหมด ซัพพลายเชนเขาดีมากพึ่งพาตนเองได้
สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปชมโรงงานบริษัทล่านเฉาที่เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง บริษัทนี้คนไทยอาจไม่รู้จักแต่ที่จีนถือเป็นยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆของจีน มีเทคโนโลยีด้านเซิร์ฟเวอร์ บิ๊กดาต้า คลาวด์ เซอร์วิส เป็นผู้ให้บริการจัดเก็บฐานข้อมูล หน่วยงานต่างๆของรัฐบาลจีน เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ ใช้งานทุกด้านทุกระดับ ช่วยให้รัฐบาลจีนสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทนี้มีความสนใจอยากมาลงทุนในไทย
อีกตัวอย่างคือโรงงานผลิตรถยนต์และรถบรรทุก อีชี่ ค่ายเดียวกับที่ผลิตรถยนต์หงฉี AUDI และ รถบรรทุกFAW ที่เมืองฉางชุน มีพื้นที่ใหญ่มากหลายตารางกิโลเมตร ผลิตรถได้ 5 แสนคันต่อปี อัตราการผลิต 5-6 นาทีต่อคันสำหรับรถเก๋ง และ 7-8 นาทีต่อคันสำหรับรถบรรทุก กำลังการผลิตรถบรรทุกของโรงงานแห่งนี้เทียบเท่ากับกำลังการผลิตรถยนต์ของทั้งยุโรป ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยคุณภาพรถจีนเทียบเท่ารถยุโรปแต่ราคาถูกกว่า
นอกจากนี้ยังได้ไปชมโรงงานผลิตรถบรรทุกจ้งชี่ หรือ SINO TRUCK ขนาด 1-50 ตัน ซึ่งมการทำตลาดในไทย ทั้งสองค่ายสนใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทย ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ใช้อะไหล่ชิ้นส่วนในประเทศเกิน40%ตามเงื่อนไขการลงทุนของบีโอไอ มีแบรนด์มากขึ้น เกิดการแข่งขัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
มองกรณีนี้อาจจะมีผลกระทบกับแบรนด์เดิม เช่นรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่เข้ามาลงทุนมาเปิดตลาดการแข่งขันมาก ค่ายอื่นๆที่เคยครองตลาดอาจจะเสียส่วนแบ่ง เหตุผลเพราะค่ายเดิมปรับตัวช้า ในขณะที่จีนเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ระบบการผลิตของจีนต้นทุนต่ำ ผลิตจำนวนมาก การสูญเสียน้อย รถEVจีนตอนนี้เขาต่อสู้กันเองลดราคาแข่งกันแทบทุกเดือน ผู้บริโภคได้ประโยชน์ อาจจะมีผู้แพ้ ค่ายเล็กอานจะสู้ไม่ได้แล้วถอนตัว แต่ค่ายใหญ่ๆอย่างBYDที่ลงทุนเป็นหมื่นล้าน หรืออย่างค่ายหงฉีที่จะเข้ามาตั้งโรงงานประกอบในไทยประมาณปี 2570 เมื่อลงทุนแล้วไม่ถอนตัวง่ายๆให้เสียชื่อเสียง
อีกเหตุผลคือรถหลายแบรนด์ของจีนเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเจ๊งไม่ได้ และวันนี้เขาต้องกระจายการลงทุนออกนอกประเทศ เมื่อสิบปีก่อนในจีนลงทุนรถEVมาก ขยายตัวมากหวังผลิตส่งออกขายทั่วโลก แต่วันนี้มีสงครามการค้า มีการสกัดกั้นรถจีน เศรษฐกิจโลกก็ชะลอตัวลง นิ่งหมด โตยาก จีนเองก็ไม่โต โรงงานในประเทศผลิตแล้วจะเอาไปไหน จนที่เดือดร้อนคือซัพพลายเชน รถยนต์1คันมีกี่โรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้ จึงต้องพยายามขยายฐานออกนอกประเทศ ไม่ต้องขนรถทั้งคัน เอาไปประกอบนอกประเทศก็ได้
หลายโรงงานที่มีโอกาสไปดูงานเขามีความต้องการจะมาลงทุนในไทย เพราะไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ มีFTAกับนานาชาติ ผลิตที่ไทยแล้วส่งไปยุโรป อเมริกา เอเชียได้ เราสะดวกมีความได้เปรียบเทียบเท่ากับคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ด้านการท่องเที่ยวตอนต้นปีคาดหวังปีทองไทย–จีน จะมีนักท่องเที่ยวจีนกลับมาถึง 9 ล้านคน แต่ถึงตอนนี้อาจไม่ถึง 5 ล้านคน แล้วนักท่องเที่ยวหายไปไหน ส่วนหนึ่งมองว่าหนีไปเที่ยวเวียดนาม เกลาหลีใต้ ญี่ปุ่น แต่อีกเหตุผลคือ “จีนเที่ยวจีน” เพราะมีการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในจีนอีกมาก มีการรณรงค์ให้คนจีนเที่ยวในประเทศโดยไม่จำเป็นต้องบินไปต่างประเทศ ซึ่งจีนทำได้ดีมาก ขณะเดียวกันค่าเครื่องบินไปต่างประเทศแพงขึ้นมาก
อย่างไรก็ตามคนจีนที่มีกำลังจ่ายก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวจีนที่ออกนอกประเทศวันนี้มีคุณภาพ ต่างจากอดีตก่อนเกิดโควิด-19 ที่เป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ เคยมาไทย 11 ล้านคน ทริปหนึ่งเป็นพันคนแต่ไม่ค่อยใช้เงิน นั่งรถอย่างเดียว ไกด์พาไปเข้าร้านขายหัว 2 ชั่วโมงซื้อ–ไม่ซื้ออีกเรื่อง กลางคืนก็กลับโรงแรมดึกๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ โรงแรม 3-4 ดาวเหนื่อย โรงแรม 5-6 ดาวเต็มหมด กล้านอนคืนละเป็นหมื่น คนมีเงินก็ไม่อยากอยู่ในประเทศ อยากออกนอกประเทศไปช็อปปิ้ง
ช่วงที่คนจีนน้อยลงไม่ใช่เบื่อไทย แต่คนจีนกลัวความปลอดภัย เพราะมีข่าวไม่ดีออกไปตลอดทั้งเรื่องลักพาตัว เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เรื่องตึกถล่ม เรื่องปัญหาชายแดนอาจจะไม่เท่าไร เหมือนอย่างเช่นกรณีประเทศญี่ปุ่น ทันทีที่รัฐบาลจีนประกาศเตือนว่าไปญี่ปุ่นช่วงนี้อาจจะไม่ปลอดภัย คนจีนพากันยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นทันทีเกือบ 5 แสนคน
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่13-17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ไทย–จีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ เชื่อว่าการค้าขาย การแลกเปลี่ยนไปมาจะสะดวกยิ่งขึ้น คนจีนที่รับข่าวสารดีๆจะกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น ตอนนี้สองฝั่งไม่ต้องขอวีซ่ามีความสะดวกในการเดินทาง
ประเด็นดุลการค้าไทย–จีน ที่ไทยขาดดุลมากขึ้นมาตลอดนับสิบปี โดยปี 2567 ไทยขาดดุลจีน 1.6 ล้านล้านบาท ปี 2568 คาดว่าอาจจะขาดดุล 1.8-2 ล้านล้านบาทนั้น เชื่อว่าการค้าขายระหว่างไทย–จีนนั้นหยุดไม่ได้ และการขาดดุลเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล เพราะไทยนำเข้าวัตถุดิบจากจีนมาก นำเข้าเครื่องจักรจากจีน อุปกรณ์การเกษตร ฯลฯที่มีความทันสมัยและราคาถูกกว่าญี่ปุ่นหรือยุโรป นำเข้าส่วนประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาประกอบ มาผลิตเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆประเทศ
อย่างไรก็ตามทราบว่ารัฐบาลก็มีการติดตามเรื่องสินค้านำเข้าที่ไร้คุณภาพ ขาดมาตรฐานอุตสาหกรรม และไม่เสียภาษี โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์ซึ่งมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยนิยมสินค้าราคาถูก
************************
