กสทช.ไฟเขียวแผนสื่อ 5 ปี เบรกโรดแมปทีวีดิจิทัล
กสทช. ชู “National Streaming Platform” รับศึกแพลตฟอร์มโลก แต่บอร์ดเสียงแตกปมประมูลคลื่น-จอดำ C-Band สั่งสำนักงานศึกษาทางเลือกใหม่ใน 30 วัน ท่ามกลางแรงกดดันผู้ประกอบการหวั่นอุตสาหกรรมทีวีไทยไร้อนาคต หากยังไร้ข้อสรุปก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทย เมื่อที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573)
ซึ่งจะใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเทคโนโลยีและการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม แม้แผนแม่บทจะผ่านความเห็นชอบ แต่ประเด็นสำคัญที่ทั้งอุตสาหกรรมจับตา คือ “แผนที่นำทางกิจการโทรทัศน์” กลับยังไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากกรรมการ กสทช. ยังเห็นต่างในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะแนวทางจัดสรรคลื่นความถี่หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในปี 2572 รวมถึงการยุติใช้คลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์สำหรับระบบดาวเทียม C-Band หรือ “จานดำ”
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่า แผนแม่บทฉบับใหม่มุ่งยกระดับระบบนิเวศสื่อไทยให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศได้ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือการผลักดัน “National Streaming Platform” หรือแพลตฟอร์มกลางของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งเป็นกลไกสนับสนุนการเผยแพร่เนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ลดความเสี่ยงที่คอนเทนต์ไทยจะถูกกลืนหายไปในระบบแพลตฟอร์มระดับโลก
สำหรับแผนแม่บทดังกล่าวยังวางแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมสื่อในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การสนับสนุนการผลิตเนื้อหาคุณภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค การพัฒนาเทคโนโลยีการแพร่ภาพ รวมถึงการกำหนดทิศทางรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ก่อนเสนอประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการมากที่สุดกลับยังไม่มีข้อสรุป เมื่อที่ประชุมยังไม่สามารถเห็นชอบร่าง Roadmap กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2569-2573 ได้ เนื่องจากยังมีข้อถกเถียงถึงรูปแบบการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุในเดือนเมษายน 2572
ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดประมูลใบอนุญาตใหม่เมื่อใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลง แต่คำถามสำคัญคือควรให้ใครเป็นผู้เข้าประมูล ระหว่างแนวทางให้ผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) เป็นผู้ประมูลคลื่นแล้วจัดสรรต่อให้ช่องรายการ หรือคงระบบเดิมที่ผู้ประกอบการช่องรายการเป็นผู้เข้าประมูลโดยตรง
ทั้งนี้แนวทางแรกถูกมองว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการทีวีในระยะยาว และทำให้การบริหารคลื่นความถี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมาย รวมถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากผู้ให้บริการ MUX บางรายก็เป็นเจ้าของช่องโทรทัศน์ด้วย
ขณะที่แนวทางประมูลแบบเดิม แม้จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่า แต่หลายฝ่ายเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจทีวีดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากแพลตฟอร์ม OTT และบริการสตรีมมิงระดับโลก
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจมีความซับซ้อน คือช่วงเวลาสิ้นสุดใบอนุญาตของผู้ให้บริการโครงข่ายและผู้รับใบอนุญาตช่องรายการไม่ตรงกัน โดยใบอนุญาต MUX จะหมดอายุในปี 2571 ส่วนใบอนุญาตช่องทีวีจะสิ้นสุดในปี 2572 ส่งผลให้การออกแบบระบบใหม่ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องของการให้บริการและผลกระทบต่อประชาชน
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมีมติให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายงานวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบทางกฎหมาย และความเป็นไปได้ของแต่ละแนวทาง ก่อนนำกลับมาเสนอให้บอร์ดพิจารณาภายใน 30 วัน
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน คือข้อเสนอให้ยุติการใช้คลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับการส่งสัญญาณดาวเทียมระบบ C-Band ซึ่งปัจจุบันยังมีประชาชนกว่า 10 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 60% ของผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศ ใช้รับชมผ่านระบบดังกล่าว
ทั้งนี้กรรมการหลายคนแสดงความกังวลว่าหากมีการยุติการใช้งานโดยไม่มีแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน จะกระทบสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล จึงเห็นควรให้สำนักงาน กสทช. ศึกษาผลกระทบ มาตรการเยียวยา และแนวทางรองรับอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ
ด้านการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อไทย ที่ประชุมเห็นชอบให้นำแนวทางกำกับดูแลบรรจุไว้ในแผนแม่บทฉบับใหม่ โดยยืนยันว่าตามกฎหมาย OTT ถือเป็นกิจการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง แต่การดำเนินการในอนาคตจะเน้นการทำงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อสร้างกลไกความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม มากกว่าการเข้าไปควบคุมผู้ผลิตเนื้อหาหรืออินฟลูเอนเซอร์โดยตรง
โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนใบอนุญาตและภาระด้านกฎระเบียบ กับแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยมีข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลน้อยกว่า
นอกจากนี้ กสทช. ยังเริ่มจับตาบทบาทของผู้ผลิตสมาร์ตทีวี ซึ่งกำลังกลายเป็น “Gatekeeper” ของระบบนิเวศสื่อ ผ่านการกำหนดแอปพลิเคชันหรือบริการที่ผู้บริโภคมองเห็นเป็นลำดับแรกบนหน้าจอ ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงเนื้อหาของผู้ผลิตไทยในอนาคต
แม้การผ่านแผนแม่บทฉบับใหม่จะถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปอุตสาหกรรมสื่อ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังรอคำตอบคืออนาคตของทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 ซึ่งยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องการประมูลคลื่น รูปแบบโครงสร้างอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านของผู้ชม
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการและองค์กรวิชาชีพยังคงกดดันให้ กสทช. เร่งสรุป Roadmap ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างชัดเจน โดยเตือนว่าหากความไม่แน่นอนยังยืดเยื้อต่อไป อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อไทยอย่างรวดเร็ว
