Digiqole ad

ORI โชว์แกร่งQ1/64กำไรพุ่ง40% แตะ 825 ล.

 ORI โชว์แกร่งQ1/64กำไรพุ่ง40% แตะ 825 ล.
Advertisement

ORI โชว์ผลงาน Q1/2564 แกร่ง! กำไรพุ่งเกือบ 40% แตะ 825 ล้าน อัตรากำไร 21% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ตั้ง “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” นั่งประธานกรรมการบริหาร ร่วมลุย NEXT LEVEL

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” เผยผลประกอบการ Q1/2564 กำไรสุทธิพุ่งแตะ 825 ล้านบาท หลังกวาดรายได้แกร่ง 3,869 ล้านบาท เติบโตทั้ง QoQ และ YoY สร้างสถิติรักษาอัตรากำไรสุทธิระดับ 21% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หลังโครงการกลุ่ม Inventory สร้างยอดโอนกรรมสิทธิ์แกร่ง แย้มQ2/2564 เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ สร้างยอดโอนตามแผน หลังพบสัญญาณต่างชาติยังมองสถานการณ์ในไทยเชิงบวก พร้อมสนใจร่วมทุนต่อเนื่อง ล่าสุดบอร์ดไฟเขียวตั้ง “ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย” อดีต ผอ.ธนาคารออมสิน นั่งประธานกรรมการบริหาร ร่วมต่อยอดแผน ORIGIN NEXT LEVEL

Advertisement

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เผยว่า จากผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 3,869 ล้านบาท เติบโตขึ้น 61% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (%YoY) และเติบโตขึ้น 35% จากไตรมาสก่อนหน้า (%QoQ) ขณะเดียวกัน บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 825 ล้านบาท เติบโตขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (%YoY) และเติบโตขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อนหน้า (%QoQ)

“แม้ในช่วงต้นไตรมาส 1/2564 ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกที่ 2 แต่เรายังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดให้ทำธุรกรรมกับเราได้ผ่านหลากหลายช่องทาง การออกแคมเปญทางการตลาดใหม่ๆ ทำให้สามารถระบายสินค้ารอการขาย หรือ Inventory สร้างยอดโอนกรรมสิทธิ์ใหม่ๆ และรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

นายพีระพงศ์ กล่าวต่อว่า จากผลประกอบการดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 21% รักษาระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไว้ได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และสูงกว่าอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สำหรับสถานการณ์ในไตรมาส 2/2564 นั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการแพร่ระบาดในระลอกที่ 3 มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่า 2 ระลอกที่ผ่านมา และมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมพื้นที่ที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. ซึ่งอาจกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจจากต่างประเทศยังคงมีมุมมองที่ดีต่อสถานการณ์ในประเทศไทยและมั่นใจในการดำเนินงานของบริษัท โดยขณะนี้ยังมีพันธมิตรทั้งรายเดิมและรายใหม่พิจารณาเข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว และกลุ่มโครงการที่กำลังจะเปิดตัว ขณะเดียวกัน การดำเนินการกระจายวัคซีน COVID-19 ยังคงเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง และน่าจะส่งผลให้ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังทยอยฟื้นตัว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2564 นี้ บริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ แฮมป์ตัน ศรีราชา มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท, โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์ พระราม 5 มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท และ โครงการแกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท มูลค่าทั้ง 3 โครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 4,200 ล้านบาท ตามแผนงานเดิม ขณะเดียวกัน ก็จะเดินหน้าโอนกรรมสิทธิ์โครงการสร้างเสร็จใหม่เพิ่มเติมตามแผนงานอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท เทพารักษ์, โครงการ ดิ อออริจิ้น รัชดา ลาดพร้าว, โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์ พระราม 5 และ โครงการแกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,850 ล้านบาท

นายพีระพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแต่งตั้ง ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหาร เนื่องจากเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการการเงินและธนาคาร และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญให้กับองค์กรใหญ่ด้านการเงินและการธนาคารหลายแห่ง อาทิ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งของ ดร.ชาติชาย จะช่วยส่งเสริมให้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ สามารถเดินหน้าแผนงาน ORIGIN NEXT LEVEL โดยเฉพาะในด้าน Business Expansion ได้อย่างแข็งแกร่ง เติบโตอย่างยั่งยืน โดยตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป

สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 86 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 2/2564) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin) ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 133,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ฯลฯ เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/D4l03

Related post