Digiqole ad

“MULTIBIRD จักรวาลธงไชย” 40 ปี ซอฟต์พาวเวอร์ตัวพ่อ

 “MULTIBIRD จักรวาลธงไชย” 40 ปี ซอฟต์พาวเวอร์ตัวพ่อ
Social sharing
Digiqole ad

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 408 วันที่ 1-7 ธันวาคม 2566หน้า 31

หน้า 2-3

MULTIBIRD จักรวาลธงไชย

40 ปี ซอฟต์พาวเวอร์ตัวพ่อ

           จากวันนั้นถึงวันนี้ ตลอดระยะเวลา 40 ปีเต็ม ( ปี 2526-2566) “พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์” เจ้าของฉายา “ดาวค้างกรุ” และ “ป๋าพันปี” ได้สร้าง “ความสุข ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด” ให้กับแฟน ๆ ชาวไทยและต่างชาติ มาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้แต่ผลงานล่าสุด คอนเสิร์ตแห่งปีที่ทุกคนรอคอย “แบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ ครั้งที่ 12 (BABB BIRD BIRD SHOW #12/2023) ตอน MULTIBIRD จักรวาลธงไชย” แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า พี่เบิร์ดในวัย 65 ปี (เกิดวันที่ 8 ธันวาคม 2501) จะรักษามาตรฐานความเป็น “ซูเปอร์สตาร์” เมืองไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่นมาทุกยุคทุกสมัย

ศิลปินผู้ไม่เคยหมดไฟ-ไม่ตกยุค

            พี่เบิร์ด ธงไชย เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับเว็บไซต์ https://positioningmag.com/  เมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการที่ไม่เคยหมดไฟในการทำงานว่า คือเราต้องรู้ให้จริงก่อนว่าเราทำอะไร ต้องรู้ให้จริงก่อน เช่น หน้าที่ของเราเป็นนักข่าว ต้องรู้ให้จริงว่านักข่าวขายอะไร ทำไมต้องเป็นนักข่าว นักข่าวที่ดีคืออะไร ไม่ควรทำคืออะไร ไม่ควรพูดคืออะไร ควรทำคืออะไร ควรทำการบ้านแค่ไหน อย่างนี้ครับ จริง ๆ ความนานมันดีนะ มันดีกว่าความเร็ว เพราะความนานทำให้เรามั่นใจ แค่มั่นใจก็พอแล้ว

“พี่เบิร์ดเป็นคนนะ เป็นเหมือนทุกๆ คน เป็นเหมือนคนรุ่นใหม่ เป็นคนรุ่นเก่า เป็นคนทุกรุ่นเลย พี่เบิร์ดไม่เคยคิดว่าใครจะรุ่นใหม่ใครจะรุ่นเก่า That’s people ทั้งนั้น คนทั้งนั้นเลย การ name it คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นเก่า นั่นแหละคืออันตรายที่สุด วันๆ ไม่ทำอะไร คิดถึงแต่เรื่องที่เราจะ name it ว่าอันนี้แก่ อันนี้อ่อน อันนี้เด็ก อันนี้เกย์ อันนี้แต๋ว อันนี้ตุ๊ด มันเหนื่อยนะ สู้เอาเวลาเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองดีกว่า”

พี่เบิร์ดยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเป็นคนดังคือถึงแม้ว่าไม่มีคนดู ไม่มีคนเห็นพี่เบิร์ด แต่ต้องทำให้เหมือนคนดูพี่เบิร์ดตลอด ต้องออกกำลังกาย ต้องกินให้น้อย ต้องนอนให้เยอะ ต้องไม่ไปในสถานที่อโคจร พี่เบิร์ดไม่เคยไปเลย ไม่มีเลยนะ แล้วในความคิดไม่เคยคิดจะลาออกจากการเป็นศิลปินเลยแม้แต่วินาทีเดียว ไม่เคยเลย เพราะพี่เลือกแล้ว และพี่ born to be ด้วย พี่ทำงานแบบนี้มานานๆ เนี่ย ยิ่งทำให้เรารู้ว่าเรามาได้ถูกทางแล้ว เราจึงไม่มีอาการเบื่อ ท้อน่ะมี คนเรามันต้องมีแน่ ‘อะไรวะเนี่ย กูจะทำได้หรอ’ มันมีอยู่แล้ว การที่ต้อง “ฮึบ (กัดฟัน) ต้องทำได้” มันก็มีครับ

            “สำหรับเรื่องท้อนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานทั้งนั้นเลยครับ เรื่องเต้น เรื่องร้อง แต่พี่เบิร์ดจะไม่ยอมพูดคำว่า ‘ไม่เอา ไม่ไหว’ ไม่เคยได้ยินจากปากพี่เบิร์ดเลย มีแต่คำว่า ‘ไม่พอ พอแล้วเหรอ’ แล้วพี่เบิร์ดค่อยไปเหนื่อยที่บ้าน อะไรแบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องอยู่คนเดียว ไม่สามารถจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าเหนื่อย เพราะพี่เบิร์ดไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ทำงานกับทั้งหมู่คณะเลยครับ

            “แบรนด์พี่เบิร์ด” ทรงพลังและแข็งแกร่ง

            “เส้นทางเดินของพี่จากวันนั้นมาถึงวันนี้มันเป็นเส้นทางที่ทำให้พี่มีความสุขกับชีวิตและการทำงานของพี่ตลอด พี่มีความสุขในทุกๆ วันที่รู้ว่าจะได้ทำงาน มีคนถามว่าพี่เอาพลังมาจากไหนถึงได้เต็มที่กับงานทุกชิ้น พี่เบิร์ดเชื่อว่าพลังที่มาจากตัวพี่มันมาจากการที่พี่ได้ทำงาน พี่ทำไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่ต้องเก็บเกี่ยวอยู่ตลอดคือประสบการณ์ กับสิ่งที่ควรจะทำในแต่ละวัน ที่เราต้องทำไปเรื่อยๆ พี่เบิร์ดไม่ถึงเส้นชัยสักที และพี่ก็ไม่เคยนึกถึงเส้นชัยด้วย พี่ไม่เคยจะไปถึงจุดมุ่งหมายสุดท้ายเลย เพราะพี่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเป็นเส้นชัย”

พี่เบิร์ดกล่าวถึงหลักแห่งความสำเร็จในการทำงานมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต ที่ไม่แปลกว่า ถ้าเปรียบพี่เบิร์ดเป็นสินค้านับว่าเป็นแบรนด์ที่สตรองมีความทรงพลังและแข็งแกร่งมากระทั่งถึงปัจจุบัน พี่เบิร์ดยังกล่าวด้วยว่า พี่แค่ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่างงานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ Go งานคือการ Move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ ทุกอย่างสำหรับพี่ พี่ขอให้เหมือนกับเมื่อวานนี้ เพราะถ้าเรามั่นใจว่าเราก็อปปี้เมื่อวานนี้ได้แล้ว แล้วพรุ่งนี้ก็ก็อปปี้วันนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมั่นใจ ได้ว่าเราได้ทำทุกๆ วันดีที่สุดแล้ว

สำหรับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานนั้น พี่เบิร์ด กล่าวด้วยว่า  ผลงานทุกครั้งมาจากแฟนคลับ ด้วยความที่พี่เบิร์ดอยากทำให้แฟนเพลงทุกคนมีความสุข เฉกเช่นทุกๆ ครั้งที่เคยได้ฟังเพลงหรือดูคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด ไม่ว่าจะผ่านมาแล้วกี่ปีก็ตาม พี่เบิร์ดจึงต้องทุ่มเทดูแลตัวเองให้ดูดีทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้มีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาดีที่สุด และทำให้แฟนคลับมีความสุขมากที่สุด จึงนับเป็นเรื่องจำเป็นที่พี่เบิร์ดต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความคิดเพราะถือเป็น “สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด” และเป็นสินทรัพย์ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์เนื้องานดีๆ ที่จะนำไปสู่ความสุขของแฟนเพลง ตั้งแต่ตอนออกอัลบั้มชุดแรกเลย ตอนนั้นพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) พูดว่า เราอยู่ในที่โล่งได้รับกลิ่นดอกไม้มากกว่าคนอื่น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะโดนแสงแดดแผดเผามากกว่าคนอื่นด้วย เพราะเป็นเป้าสายตาของทุกคน”

“ดังนั้นต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ พี่เลยเริ่มดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ แต่ดูแค่นี้ยังไม่พอ พี่ต้องทำให้เขาเห็น เช่น สิ่งที่เขาเห็นคือร่างกายที่แข็งแรงของเรา ซึ่งตอนนี้พี่เบิร์ดคิดแล้วว่า พี่จะเลี้ยง ‘ลูกของพี่’ ให้ดี ซึ่งลูกของพี่ก็คือตัวของพี่เอง พี่จะเลือกให้เขากิน เลือกให้เขาอยู่เลือกให้เขานอน เลือกให้เขาออกกำลังกาย เลือกให้เขามอง เลือกให้เขาได้ยิน เลือกให้เขาทำ เพื่อให้เขาเป็นคนดีของสังคม จะได้เป็น ‘เบิร์ด’ ที่ออกไปมีแต่คนรัก ทั้งหมดนี้ พี่ต้องเตรียมทุกอย่างเลย ทั้งรูปร่าง หน้าตา ความคิดบวก ฝึกมันเข้าไว้ให้มาจากข้างใน และบอกตัวเองว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด เพราะว่างานประจำของเราคือ การดูแลตัวเอง ปกติพี่จะเตรียมตัวมาตลอด ไม่ได้เตรียมเฉพาะงานใดงานหนึ่ง คือพี่เตรียมชีวิตของพี่เพื่อมาทำงานนี้ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งต้องคิดมากขึ้นว่าทำยังไงถึงจะดี”

            การดูแลตัวเองสำคัญที่สุด

หนึ่งในหลักสำคัญของการเป็นศิลปินในสไตล์พี่เบิร์ดนั้น พี่เบิร์ดบอกว่า ประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้เราได้เรียนรู้จะพัฒนา “โนว์ฮาว (Know-how)” ในการดูแลตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเพื่อที่จะเป็น “เบิร์ด-ธงไชย” ที่พร้อมจะมอบเสียงเพลง รอยยิ้ม และความสุขให้กับแฟนคลับต่อไป การมีความสุขกับชีวิตและการทำงานของตัวเองตลอด มีความสุขในทุกๆ วันที่รู้ว่าจะได้ทำงาน ถึงแม้ว่าชีวิตเราจะโดนอะไรมาหนักๆ มากก็จริง แต่พก็มีบทเรียนให้เรียนรู้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ว่าคิดได้ในทันที แต่มันค่อยคิดได้หลังจากนั้น ทำให้เรามีต่อมความเข้าใจ ต่อมร้องไห้ต่อมอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นมาครบหมด แล้วชีวิตก็มีเรื่องที่เสียใจจนแทบจะเป็นลมเลยเหมือนกัน แต่สุดท้ายชีวิตคือการเรียนรู้ว่า อะไรคือเรื่องที่ควรก้าวผ่าน หรือเรื่องไหนที่เราแก้ไม่ได้ก็ยอมรับมัน ฉะนั้น มันดีเหลือเกินกับการที่มีอายุเยอะขึ้น เพราะเราได้เรียนรู้ เข้าใจและฝึกฝนที่จะยอมรับหรือก้าวผ่านเรื่องต่างๆ มากขึ้น

ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า “You’re so old.” มันก็จะเป็นอย่างนั้น ฉะนั้น อย่าไปเชื่อเรื่องอายุเราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราตื่นตัว เราทำสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขแบบนี้ต่อไป ร่างกายและจิตใจมันก็จะยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา คนมักจะขีดเส้นไว้ที่อายุ 60 หลังจากนั้นก็จะเป็นกราฟลง ถ้าเราไม่คิดต่อ มันจะติดอยู่แค่นั้น แต่พี่อยากบอกว่า หลัง 60 คือวงรอบถัดไปของธงไชย แมคอินไตย์ ทุกคนจะได้เห็นกัน ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ด้วยหน้าตาที่ยังเด็กอ่อนวัย และยังกวนขนาดนี้ เรายังได้เห็นกันไปอีกนานแน่นอน

“พี่เบิร์ดเติบโตมาจากความไม่มีอะไรเลย แต่ได้ความรักพ่อแม่ทดแทนเข้าไป มันอิ่มมากเดินมาเรื่อยๆ ก็เจอความรักที่ทุกคนให้มา ฉะนั้นเมื่อมันมีความรักแล้ว วันที่เราไม่มีอะไรมันยังแปลว่ามีอะไรเยอะเลย แล้วพี่จะไปตามหาอะไรอีก พี่ไม่ตามหาอะไรแล้ว เพราะแค่นี้มันก็เป็น Wealth (ความมั่งคั่ง) ที่มีค่าที่สุดสำหรับพี่มากๆ ซึ่ง Wealth ตรงนี้ก็มาจากการที่เรารู้จักเป็นผู้ให้คนอื่นก่อน นั่นคือการให้ความสุขกับคนดู เมื่อเราส่งความสุขนั้นออกไปทำให้คนดูมีความสุข พลังแห่งความสุขเหล่านั้นก็จะถูกส่งกลับมาหาเรา กลายเป็นทรัพย์สินมหาศาลที่ตายไปก็ใช้ไม่หมด” (ที่มา : Trust Magazine)

            ถอดบทเรียนแบบพี่เบิร์ด

พี่เบิร์ด ธงไชย เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Lessons บทเรียนชีวิต ทาง ไทยพีบีเอส ซึ่งพี่เบิร์ดได้ถอดบทเรียนของตัวเองออกมาดังนี้คือ

1.ในชีวิตยิ่งไม่แข่งขัน ยิ่งแพ้ : การเป็นศิลปินของ “พี่เบิร์ด” เป็นการแข่งขันกับตัวเองมาตลอด ก่อนขึ้นเวทีคอนเสิร์ตทุกครั้งพี่เบิร์ดบอกว่า ต้องรู้ก่อนว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ถ้าง่าย เราจะไม่ทำ เพราะว่าง่าย ๆ ทำกันเองได้ แต่ถ้ายาก ๆ ส่งมาให้พี่เบิร์ดได้เลย สำหรับพี่ไม่ได้นะ พี่ต้องทำตามความเหมาะสมของคนที่ควรจะเป็น ไม่ทำตามคำสั่งใครด้วย ทำตามคำสั่งสิ่งที่ควรจะเป็น อย่างการเป็นนักร้อง ต้องแข็งแรง ต้องเป็นนักกีฬา ต้องเต้นได้ ร้องได้ และต้องทำทุกอย่างได้ พี่เอาความจนจากบางแคมาใส่ มันเลยกลายเป็นคนคิดความเชื่อเช่นนี้

 

2.พื้นหลังจากครอบครัวเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จ : จากชีวิตจริงในวัยเด็กของพี่เบิร์ดที่เติบโตอยู่ที่สลัมบางแค พร้อมกับความยากลำบาก และความจนในครอบครัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงทะเลาะวิวาท แต่มุมมองของพี่เบิร์ด สิ่งที่สวยงาม และมีความสุขที่สุดคือการได้เห็นรอยยิ้มของกันและกัน ซึ่งจากเหตุการณ์ช่วงในวันคริสมาสต์ที่ไม่เคยลืม

ตอนเด็ก ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมวันคริสมาสต์ต้องมีดนตรี ทำไมป๊ากับแม่ต้องทำอาหาร และให้ลูกเดินถือไปแจกให้กับชาวบ้านทุกหลัง ซึ่งได้กลับมาเพียงคำอวยพร และเสียงขอบคุณจากพวกเขา พี่รู้สึกว่ามีความสุขมาก ๆ พี่เข้าใจในสิ่งที่แม่พยายามปลูกฝัง และสอนว่า เอาไปให้คนอื่นก่อน เหลือแล้วค่อยเอากลับมากินกัน

สิ่งเหล่านี้คือความทรงจำตั้งแต่เด็กที่ไม่มีวันลืม เป็นสิ่งที่ได้รับคำสอน รอยยิ้ม จากครอบครัวและคนรอบข้างมากมาย ถึงแม้ว่าจะเกิดเป็นลูกคนที่ 9 ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องที่ค่อนข้างระหองระแหง แต่ด้วยความจน มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เรามีความพยายาม และมีความมุ่งมั่นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นผลทำให้เราไปถึงจุดสูงสุดของความสำเร็จได้อย่างดี ด้วยสิ่งที่ไม่เคยมี ไม่เคยทำได้ จึงเป็นแรงผลักดันให้เราไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ในที่สุด

“ซึ่งเชื่อว่าทุกคน ทุกครอบครัว มีพื้นหลังในชีวิตที่แตกต่างกันไป บางคนมีทรัพย์สิน มีกำลังเพียงพอที่จะผลักดันคน ๆ หนึ่งไปให้ถึงฝั่งฝัน แต่อีกมุมหนึ่งของโลกยังมีอีกหลายคนที่มีใจสู้ พร้อมที่เดินในเส้นทางที่ตัวเองได้ฝันไว้ แต่อาจเป็นเส้นทางที่แสนขรุขระ มีหลุมมีบ่อ และอุปสรรคให้ท้าทายมากมาย แต่อย่างไรก็ตามครอบครัวยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่พร้อมจะหนุนหลังผลักดันให้เราเดินบนถนนที่เรียบ และใช้ชีวิตได้ตามความฝันให้สำเร็จ”

3.ใช้ใจบันดาลแรง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ : ทุกครั้งที่เรากำลังพยายามทำ ทุ่มเท เหน็ดเหนื่อย แต่น้อยคนที่จะเห็นในสิ่งที่เราพยายาม หากมองย้อนกลับไปในจุดที่เราไม่มีอะไร แต่มีขึ้นมาได้ เพราะโอกาสที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นมาให้ จึงต้องพยายามทำมันให้ออกมาดีที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งที่อายุเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มักมีหลายโปรเจกต์ถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ บางครั้งมันอาจจะหมดแรง ท้อแท้ แต่ก็ยังต้องใช้ใจในการบันดาลแรง คือลงมือทำในวันที่ไม่มีใครเห็น เช่นการออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง เพื่อขึ้นโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตได้อย่างสง่างาม รวมถึงแรงบันดาลใจ แรงผลักดันในการเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างสนุกสนาน จากครอบครัว คนดู ทีมงาน และทุกคน

ลมใต้ปีกที่ทำให้พี่เบิร์ดบินสูงขึ้น มันเกิดจากลมทั้งตัวที่ผลักดัน ทั้งคนดู ทีมงาน และทุกคนที่ช่วยกัน Support ให้เบิร์ดมีทุกวันนี้ ทุกครั้งที่โค้งตัว และเงยขึ้นมา พี่จะเห็นเหมือนภาพวาด เพราะไม่มีครั้งไหน ที่นั่งไหน หายหรือแหว่งไป ทุกครั้งผู้คนแน่นเอียด เต็มทุกที่นั่ง

“ซึ่งเชื่อว่าคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ดเป็นต้นแบบการทำโชว์หลายเวทีในประเทศไทย ไม่ใช่แค่การทุ่มเทแรงกายในแสดง ร้องเพลง แต่เป็นการที่ทุ่มเทความรักลงไปด้วยทุกครั้ง เช่นเดียวกับการเลือกใช้ชีวิตของทุกคน เมื่อเวลาทำงานในสิ่งที่รัก แม้จะขาดกำลังใจ หรือรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้กับสิ่งเหล่านั้น จงอย่ายอมแพ้ ใช้มือข้างที่ถนัดของชีวิตลงมือทำ และใช้ใจบันดาลแรง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ ต่อไป”

4.ดูแลรักษาหัวใจของผู้อื่น : ที่ผ่านมาพี่เบิร์ดดูแลทีมงานทุกคนกว่า 100 ชีวิต เพราะรู้ว่าทุกคนทุ่มเท และพร้อมในการเป็นฟันเฟืองเดียวกันบนเวทีคอนเสิร์ต เพื่อให้โชว์ออกมาดีที่สุด ทุกครั้งที่ได้เห็นทีมงานทุกคนมารวมตัวพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด เห็นถึงความตั้งใจของทีมงานทุกคน ซึ่งทำให้ต้องตอบแทนด้วยการตั้งใจในการฝึกซ้อม และดูแลเอาใจใส่ทีมงานทุกคนให้ดีที่สุด พี่เบิร์ดสัญญากับตัวเองแล้วว่า ต้องไปให้ถึงที่สุด ให้ทุกคนมีความสุขที่สุด เพราะได้ส่งป๊าแม่ ส่งคนที่เรารักไปอยู่บนสวรรค์ ตอนนี้เหลือแต่หน้าที่ของเราที่จะทำให้คนบนโลกใบนี้ มีความสุข และได้รู้จักกับ “เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์” ให้มากที่สุด

“ทุกโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตที่ออกมาสวยงามได้ ไม่ใช่แค่ผู้นำที่ยืนอยู่บนเวที แต่เป็นเพราะทุกคนที่อยู่เบื้องหลังให้กันและกันมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าทุกครั้งพี่เบิร์ดพยายามเอาใจใส่ทีมงาน และคนดูอยู่เสมอ ไม่มีแม้คำพูดที่แสดงถึงการถอดใจกับคอนเสิร์ตครั้งไหน ๆ เพราะเข้าใจและรับรู้ได้ว่า มีแฟนเพลงอีกมากมายที่ตั้งตารอดู และทุกครั้งไม่อยากให้งานจบลง เพียงเพราะเห็นใจคนดูที่เฝ้ารอคอยมาคอนเสิร์ต สงสารความตั้งใจของทีมงาน สงสารเก้าอี้ที่หลังจากทุกคนลุกกลับบ้านก็จะเหลือเพียงความว่างเปล่า นี่อาจเป็นสิ่งที่คน ๆ หนึ่งจะตอบแทนความรักด้วยการดูแลรักษาหัวใจของคนอื่น และไม่เคยลืมดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเช่นกัน เพื่อให้มีกำลังกายและใจดูแลคนรอบข้าง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ แม้วันที่เราจะอยู่จุดบนสุดของชีวิตก็ตาม”

5.โลกไม่หยุดหมุน จงอย่าหยุดเรียนรู้ : ถึงแม้การเลือกเดินในเส้นทางความฝันจะทำให้เราได้มีชื่อเสียงที่โด่งดัง มีประสบการณ์มากมายในชีวิต แต่สิ่ง ๆ หนึ่งที่ทุกวันนี้ที่ยังตีความผ่านบทเพลงไม่ได้ นั่นคือความรัก ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากในชีวิตสำหรับใครหลาย ๆ คนเช่นกัน ทำให้ได้เรียนรู้ และเข้าใจกับการจัดการของความเหงาที่เผลอเข้ามาในชีวิตเรา เพียงลงมือทำบางอย่างเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป แต่สำหรับพี่เบิร์ด หากมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เข้ามาพรากความรักจากแฟนเพลงให้หายไป อาจมีความรู้สึกนึกคิดอยู่บ้าง แต่คงไม่ถึงกับเสียใจ เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้มีบทเพลงให้เลือกฟังมากมาย เช่นเดียวกับอาหารที่มีให้เราเลือกกินได้หลากหลายเมนู

“ความพยายามและความตั้งใจส่งต่อเป็นความสำเร็จในเรื่องการร้องเพลง โชว์ เต้น รวมถึงการคว้าปริญญาเอกที่ผ่านมา จนเกิดเป็นความภูมิใจที่คน ๆ หนึ่งจะพยายามทำมันได้ถึงทุกวันนี้ แต่คงจะไม่หยุดการเรียนรู้แม้ที่ผ่านมาจะมีประสบการณ์มากมายเพียงใด ก็ไม่เท่ากับการสะสมประสบการณ์ในวิชาชีวิต ตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ ทุกคนต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ทุก ๆ วัน และต้องอนุญาตให้ตัวเองได้เปิดใจรับการหมุนของโลกไปพร้อมกัน ไม่ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เชื่อว่าทุกคนคงมีความฝัน มีสิ่งที่อยากจะลงมือทำมากมาย และหวังให้ทุกคนเปิดใจเรียนรู้จากบทเรียนในชีวิต เพื่อเก็บสะสมเป็นประสบการณ์สู่เส้นทางความสำเร็จ”

            “ศิลปินแห่งชาติ” ที่สุดแห่งชีวิต

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรองประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ได้แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 โดยมีบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ จำนวน 12 ราย โดยแบ่งตามสาขา โดยมี “พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์” ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ซึ่งไม่เพียงเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของพี่เบิร์ดแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ยังสร้างความปีติให้กับแฟนเพลงคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย

โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ 1. มีสัญชาติไทย 2. มีชีวิตอยู่ในวันประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ 3. เป็นผู้มีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีผลงานดีเด่น เป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะในสาขานั้น 4. เป็นผู้สร้างสรรค์และพัฒนาศิลปะในสาขาที่ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ 5. เป็นผู้ผดุง ถ่ายทอด เผยแพร่ เป็นต้นแบบศิลปะในสาขาที่ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ 6. เป็นผู้ทุ่มเท อุทิศตนเพื่องานศิลปะ และมีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 7. ไม่มีความประพฤติเสื่อมเสีย และ 8. ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

พี่เบิร์ดเผยความรู้สึกภายหลังจากที่รับทราบข่าวดีที่สุดในชีวิตว่า รู้สึกหัวใจพองโต และรู้สึกดีใจมากๆ ระหว่างที่ทราบข่าว กำลังซ้อมดนตรี พอมีคนมาบอก ก็รู้สึกช็อกไปสักครู่หนึ่ง และคิดต่อว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง เพราะคำว่า ศิลปินแห่งชาติ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ผู้ที่ได้รับการยกย่องไปแล้ว และกรรมการที่ตัดสินล้วนเป็นครูทั้งหมด ทั้งนี้อยากฝากนักร้องรุ่นใหม่ๆ ในเรื่องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพราะบางครั้งฟังแล้วก็อาจจะไม่รู้เรื่อง และเคยคิดว่า อาจเป็นเพราะวัยที่แตกต่าง แต่ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อย่าลืมว่า คุณเป็นคนไทย ส่วนตัวพี่เบิร์ดคงไม่มีอะไรฝาก แต่จะทำในสิ่งที่พี่เบิร์ดทำมาตลอดชีวิต และจะทำตลอดไป คือการเป็นนักร้อง เป็นคนที่ทำให้ทุกคนมีความสุข การได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญในชีวิต ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีต่อไป และจะไม่หยุดอย่างแน่นอน (ที่มา : Matichon Online)

“คำว่า…ศิลปินแห่งชาติ…ยิ่งใหญ่มากสำหรับพี่เบิร์ด ความเป็นศิลปินแห่งชาติเขายิ่งใหญ่ของเขาอยู่แล้ว เขายิ่งใหญ่ด้วยการตัดสิน เขายิ่งใหญ่ด้วยคนที่ได้ไป เขายิ่งใหญ่ด้วยกรรมการ เขาคัดกรองแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย แล้วมีช่วงที่เผ็ด เร้าใจมากมายกว่าจะได้ตัวศิลปินแห่งชาติมา พี่เบิร์ดไม่รู้จะทำได้หรือเปล่าเพราะว่าศิลปินแห่งชาติเขาเรียบร้อยกันทั้งนั้นเลย พี่เบิร์ดเป็นลิงอยู่คนเดียว ดีใจและภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ในความบากบั่นทำงานเบิร์ดว่าความเป็นไทยมันสวยงาม ร้องรำ ทำได้หมดครับ แม้กระทั่งโรงลิเกที่เราเคยดูแถวบ้านบางแค นั่นก็คือ ครูของเบิร์ดนะครับ เบิร์ดได้ยินตลอดเวลา ทำให้เบิร์ดได้มีวันนี้เหมือนกัน ขอขอบคุณ กระทรวงวัฒนธรรม และคนไทยทุกคนนะครับที่รักและเมตตาเบิร์ด ขอบคุณมากครับ”

ภาพ : อินเทอร์เน็ต

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 408 วันที่ 1-7 ธันวาคม 2566หน้า 31

หน้า 2-3

MULTIBIRD จักรวาลธงไชย

40 ปี ซอฟต์พาวเวอร์ตัวพ่อ

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๐๘ ระหว่างวันที่ ๑-๗ ธันวาคม ๒๕๖๖

https://book.bangkok-today.com/books/attq/index.html#p=1

(สามารถพลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)

 

Facebook Comments

Related post