Digiqole ad

GRAND OPENING! ไทยแลนด์แดนสวรรค์ความเท่าเทียม (อีบุ๊กบางกอกทูเดย์)

 GRAND OPENING!  ไทยแลนด์แดนสวรรค์ความเท่าเทียม (อีบุ๊กบางกอกทูเดย์)
Social sharing

Digiqole ad

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๗ ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๗

หน้า 2-3 สกู๊ปปก

GRAND OPENING!

ไทยแลนด์แดนสวรรค์ความเท่าเทียม

            ของขวัญในเทศกาล ‘PRIDE MONTH’ ของประเทศไทยในปี 2567  ต้องบอกว่านาทีนี้คงไม่มีอะไรจะเลิศเลอเพอร์เฟคไปกว่า “พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว”  และมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้ง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้สามารถใช้บังคับได้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 120 วัน

นายกฯ เศรษฐา เบิกเนตรทันที

            ทันทีที่ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ผ่านวุฒิสภา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผ่านเพจ เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin  ว่า

            “ผมขอชื่นชมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจากหัวใจ ที่เราช่วยกันผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม จนผ่านมาถึงจุดนี้ พวกเราต่อสู้เรียกร้องกันมายาวนาน เพราะเราเชื่อในสิทธิที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันของคนทุกคน วันนี้เป็นเวลาของเราทุกคนแล้วครับ

กฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถแต่งงานกันได้แล้ว คู่รักที่แต่งงานกันยังมีสิทธิทุกอย่างตามกฎหมายเช่นเดียวกับสามี-ภรรยาทุกคู่ วันนี้ เรามีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชีย และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เราจะเดินไปด้วยกันต่อ เพื่อผลักดันกฎหมาย และข้อเรียกร้องอื่น ๆ อีก

งานฉลองที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ เราฉลองให้กับความสำเร็จที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน ฉลองให้กับจุดเริ่มต้นของความรักที่เท่าเทียม ‘ความหลากหลาย’ ไม่ใช่ ‘ความแตกต่าง’ ขอให้ทุกความรักงดงาม และเต็มไปด้วยพลังครับ

Today we celebrate another significant milestone in the journey of our Equal Marriage Bill. I am proud of the collective effort of all stakeholders which reiterates the power of “unity in diversity” of the Thai society. We will continue our fight for social rights for all people regardless of their status. As we celebrate today, we are proud to be a Pride Friendly Destination and look forward to bringing World Pride to Thailand in 2030.”

            เปิดทำเนียบต้อนรับอย่างเป็นทางการครั้งแรก

            ต้องบอกว่าที่ผ่านยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนเปิดทำเนียบต้อนรับและเลี้ยงรับรองกลุ่มชาว LGBTQIAN+ อย่างเป็นทางการ คงจะมีรัฐบาลของนายเศรษฐานี่แหละ ที่ได้รับคะแนนความนิยมจากคนกลุ่มนี้ไปแบบเต็ม ๆ

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2567) เวลา 17.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายในงานเลี้ยงรับรองเพื่อแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียม เนื่องในโอกาสที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ผ่านวุฒิสภา

โดยในงาน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ต้อนรับขบวนสมรสเท่าเทียมซึ่งเดินทางจากรัฐสภามาถึงทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งคณะรัฐมนตรี เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ผู้ก่อตั้งและคณะทำงานบางกอกไพรด์ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เครือข่ายพันธมิตรสีรุ้ง และสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมงานครั้งนี้อย่างคับคั่ง

สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสนุกสนาน รื่นเริง มีการจัดงานเป็นถนนสายรุ้งแห่งความเท่าเทียม และมีกิจกรรมมากมาย ทั้ง workshop ระบายสีแห่งความเท่าเทียม ตู้ Sticker และ Photo Booth จำลองใบสำคัญการสมรส ซุ้มดอกไม้ จุดถ่ายภาพแสดงสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียม พร้อมของที่ระลึก (เข็มกลัดสมรสเท่าเทียม Love wins) สายสะพาย สะท้อนถึงชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ และความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. นี้ อย่างมาก โดยนายกรัฐมนตรีพูดเสมอว่า ในฐานะประชาชนก็มีความเชื่อมั่นถึงความเท่าเทียมในสังคม และต้องการผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและเป็นภาพลักษณ์ที่งดงามของไทยในเวทีโลก นายกรัฐมนตรีตระหนักดีถึงความรักในทุกรูปแบบ และเข้าใจดีถึงการรอคอยของพี่น้อง LGBTQIAN+ การรวมพลังกันต่อสู้มาอย่างอดทน ซึ่งในวันนี้ถือเป็นอีกวันที่คนไทยได้เฉลิมฉลองไปด้วยกัน และแสดงความยินดีให้กับจุดเริ่มต้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทย และยืนยันที่จะเดินด้วยกันเพื่อผลักดันกฎหมายและข้อเรียกร้องอื่นๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า รัฐบาลจัดงานฉลองในวันนี้ ให้กับความสำเร็จที่กฎหมายเท่าเทียมผ่าน ฉลองให้กับความรักที่เท่าเทียม “ความหลากหลาย” ไม่ใช่ “ความแตกต่าง”

โดยในโอกาสนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวยินดีที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ขอขอบคุณวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานราชการ เอกชน ภาคประชาสังคม พี่น้องประชาชนทุกคน จากนี้ไปพี่น้องชาวหลากหลายทางเพศจะสามารถสมรส เป็นครอบครัว มีสิทธิการจัดการทรัพย์สินสมรส การจัดการทางอาญา มรดก การยินยอมให้รักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในฐานะคู่สมรสทั้งประกันสังคม การกู้ร่วมในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ วันนี้รัฐบาลยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนความเท่าเทียม ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน และที่ 3 ในเอเชีย ที่สามารถแต่งงานภายใต้ความหลากหลายได้ พร้อมขอยืนยันว่าไทยเราเดินหน้าโดยไม่ทิ้งใคร ไม่ทิ้งกลุ่มใดไว้ข้างหลัง ขอเชิญชวนทุกคนเดินทางมาประเทศไทย

           สถานีต่อไป ‘World Pride 2030’ ประเทศแรกในเอเชีย

พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการประกาศใช้ ยังมี พ.ร.บ. อื่น ๆ ที่กำลังเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คือผลงานสำคัญที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศให้เกิดขึ้นจริง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญให้ความหลากหลายทางเพศผลิบานแบบเท่าเทียมกับเพศอื่นในสังคมไทย และเป็นการส่งต่อไปยังโอกาสสำคัญ นั่นคือการเป็นเจ้าภาพงาน ‘World Pride 2030’ ที่รัฐบาลไทยต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง

โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลขอให้คำมั่น จะเดินหน้านำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็น ‘Pride Friendly Destination’ ผลักดันสิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ ของบุคคลทุกเพศ ให้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สนับสนุนทุกกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2030 ไทยจะขอรับการสนับสนุนเป็นเจ้าภาพงาน ‘World Pride 2030’ และรัฐบาลจะดำเนินการด้านที่เกี่ยวข้อง โดยยังมีกฎหมาย และกิจกรรมที่พร้อมจะผลักดัน เพื่อการที่จะสนับสนุนพี่น้องชาว LGBTQIAN+ ทุกคน

ทั้งนี้ ‘World Pride’ คือเทศกาลเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่มีความสำคัญในระดับโลก จัดขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2540 และจัดขึ้นในทุก 2 ปี การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความพร้อมในหลายด้าน ทั้ง กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ สถานที่จัดงาน และความเป็นมิตรกับชุมชนแห่งความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ

พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมที่มีโอกาสจะได้ประกาศใช้ภายในปีนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เราพร้อมแล้วที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทุกเพศให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการแก้ไขและร่างกฎหมายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศเพิ่มเติมอีกหลายหลายฉบับ

การเป็นเจ้าภาพงาน ‘World Pride’ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยส่งผลดีกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่าง ธุรกิจแฟชั่น , ผับบาร์สำหรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในไทย ถือเป็นการปักหมุดหมายเการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ให้ประเทศไทยเป็น สวรรค์ของความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน

           ‘World Pride 2030’ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของคนไทยและกลุ่ม LGBTQIAN+ เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนแสดงศักยภาพการเป็นพื้นที่แห่งการแสดงออก ส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพให้กับคนทุกเพศ รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้เรื่องสิทธิและความหลากหลายทางเพศในระดับบุคคล ชุมชนและสังคม ให้กับคนในภูมิภาคนี้อีกด้วย

เมื่อกฎหมายผ่านเรียบร้อยแล้ว จะเป็นแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของสังคมไทย ที่ทั้งมอบสิทธิ ให้พื้นที่และยอมรับเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศได้มีสิทธิ์ มีศักดิ์ศรีอย่างที่ควรมี พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโอกาสใหญ่ระดับโลกอย่าง ‘World Pride 2030

บันไดก้าวสู่สิทธิพื้นฐานคู่รักทุกเพศ

นอกจาก พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถสมรสกันได้ตามกฎหมายแล้ว ยังมาพร้อมสิทธิในการสมรสที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

  1. สิทธิในการหมั้น แต่งงาน และหย่าร้าง คู่สมรส LGBTQIAN+ จะได้รับสิทธิตามกฎหมายในการหมั้น หรือแต่งงาน ซึ่งสามารถจดทะเบียนสมรสในไทยและใช้สิทธิคู่สมรสได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคู่สมรสชายหญิง รวมไปถึงในกรณีที่ต้องการหย่าร้างทั้งโดยสมัครใจหรือฟ้องหย่า ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมเช่นกัน
  2. สิทธิในการเป็นผู้ปกครองของบุตรบุญธรรมร่วมกัน ช่วยให้คู่สมรส LGBTQIAN+ สามารถรับบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายเป็นบุตรบุญธรรมของตนได้ ต่างจากเดิมที่กลุ่ม LGBTQIAN+ จะสามารถเป็นผู้ปกครองบุตรบุญธรรมได้เพียงคนเดียว เนื่องจากไม่ได้เป็นคู่สมรสกันตามกฎหมายเหมือนคู่ชายหญิง
  3. สิทธิในการดูแลชีวิตของคู่สมรสตามกฎหมาย ซึ่งมีสิทธิในการลงนามยินยอมให้รักษาพยาบาลอีกฝ่ายได้ในฐานะคู่สมรส และเป็นผู้ตัดสินใจแทนเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ คู่สมรส LGBTQIAN+ ยังมีสิทธิรับประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรสเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล และสิทธิประกันสังคม
  4. สิทธิในการรับมรดกจากคู่สมรส หากผู้ที่ได้รับมรดกเป็นคู่สมรส LGBTQIAN+ ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง คู่สมรสจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดก และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตจะถือเป็นทายาทโดยธรรมอันมีสิทธิรับมรดกของคู่สมรสที่เสียชีวิตได้ตามกฎหมายเช่นกัน
  5. สิทธิในการจัดการทรัพย์สินหรือสินสมรสร่วมกัน โดยคู่สมรส LGBTQIAN+ จะมีสิทธิในการบริหารจัดการสินสมรสร่วมกันตามกฎหมาย ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน โบนัส หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือโดยระบุว่าเป็นสินสมรส รวมทั้งทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งรวมไปถึงการถือครองอสังหาฯ อย่างบ้าน/คอนโดมิเนียมเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมเป็นเหมือนบันไดนำพาคู่รัก LGBTQIAN+ ไปสู่สิทธิขั้นพื้นฐานในหลากหลายด้าน รวมไปถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอย่างการเปิดโอกาสในการกู้ร่วมเพื่อซื้ออสังหาฯ ในฐานะคู่สมรส (ที่มา : policywatch.thaipbs.or.th)

 โอกาสเติบโตธุรกิจบริการไทย

ทางด้าน สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทย นอกจากจะช่วยยกระดับด้านความเท่าเทียมทางเพศของไทยแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะธุรกิจบริการในหลากหลายสาขา จากการศึกษาของสถาบันด้านการวิจัย The William Institute ในสหรัฐอเมริกา พบว่า ภายหลังที่สหรัฐฯ ได้มีการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมทั่วประเทศในช่วงปี 2558-2562 สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่คู่รักเพศเดียวกันใช้ในการจัดงานแต่งงานมูลค่าประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การใช้จ่ายด้านการเดินทางท่องเที่ยวของผู้เข้าร่วมงานแต่งงาน 543.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้จากการเก็บภาษีการจัดงานแต่งงาน 244.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึง 45,000 ราย

ธุรกิจบริการที่จะมีโอกาสเติบโตจากการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีหลากหลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแต่งงาน เช่น ธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพ ธุรกิจเช่าชุดแต่งงาน สิทธิในการสมรสจะช่วยเพิ่มความต้องการในการจัดงานเฉลิมฉลองการแต่งงานมากขึ้น โดยบริษัทให้บริการจัดงานแต่งงานของไทย Wonders and Weddings คาดการณ์ว่ายอดจองการจัดงานแต่งงานจะเพิ่มมากขึ้น โดยการจองจัดงานแต่งงานของกลุ่ม LGBTQIAN+ 1.จะคิดเป็นร้อยละ 25 จากยอดจองทั้งหมด 2.การจัดงานแต่งงานถือเป็นการฉลองก้าวสำคัญ (milestone) ของชีวิตของหลายคน ซึ่งกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศก็ต้องการเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญนี้เช่นกัน โดยจากข้อมูลของบริษัท IPSOS ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านตลาดข้ามชาติให้ข้อมูลว่าประชากรร้อยละ 9 ของไทย ระบุตนเองว่าเป็นกลุ่ม LGBTQIAN+ ซึ่งความต้องการในการจัดงานเฉลิมฉลองที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแต่งงานเติบโตอย่างมาก

 

เพื่อคว้าโอกาสจากการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไทยควรผลักดันในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานแต่งงานของทุกเพศสภาพในเอเชีย เนื่องจากความพร้อมในด้านกฎหมาย ความเป็นเลิศในด้านการจัดงานและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องของไทย และการมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งทางด้านธรรมชาติ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสถานที่สำหรับการจัดงานแต่งงานและฮันนีมูน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับไทยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี หากกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยครอบคลุมถึงการอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสมรสได้ ภาครัฐต้องคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกในด้านการจดทะเบียนสมรส โดยเฉพาะในเรื่องเอกสาร วีซ่า ระยะเวลาในการดำเนินการ และสนับสนุนให้ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องในการจัดงานแต่งงานมีมาตรฐานและคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับคู่รักต่างชาติ เพื่อที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของคู่รัก LGBTQIAN+ ทั่วโลกในการแต่งงาน

ธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหาร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQIAN+ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยที่เป็นจุดหมายการเดินทางที่เป็นมิตร โดยข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council ระบุว่า สัดส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว LGBTQIAN+ คิดเป็นร้อยละ 10 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 16 ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 195 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ชอบเดินทางท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย ดังนั้น การมีกฎหมายที่รองรับและสภาพสังคมที่เป็นมิตรจะแสดงถึงการยอมรับและให้เกียรติกลุ่ม LGBTQIAN+ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้รู้สึกปลอดภัยและสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น

ธุรกิจประกันภัยและธุรกิจทางการเงิน เป็นอีกหนึ่งธุรกิจบริการที่จะเติบโตมากขึ้น กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้สนับสนุนให้คู่รักหลากหลายเพศได้รับสิทธิในการดูแลชีวิตของคู่รัก สิทธิในการดูแลจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส การเป็นตัวแทนทางกฎหมายและการสามารถรับมรดกจากคู่สมรสได้ ทำให้คู่ LGBTQIAN+ สามารถทำประกันชีวิตให้กันและสามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์ หรือสร้างความมั่นคงในฐานะครอบครัว เช่น การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกัน การถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินร่วมกัน ซึ่งการได้รับการรับรองจากรัฐจะช่วยสร้างความเชื่อถือให้กับธุรกิจประกันภัยและธุรกิจบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น ส่งผลทำให้ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการในการทำประกันภัยหรือการร่วมสร้างครอบครัวหรือธุรกิจร่วมกับคู่รัก

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจอื่น ๆ เฉพาะกลุ่ม เช่น ธุรกิจการให้คำปรึกษาและการวางแผนครอบครัวสำหรับคู่รักหลากหลายเพศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงและนันทนาการ โดยเฉพาะซีรีส์วาย ซึ่งสร้างรายได้ให้กับไทยเป็นอย่างมาก และยังสามารถสอดแทรกวัฒนธรรม สินค้าและบริการของไทยได้เป็นอย่างดี ทำให้ไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก รวมถึงโอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลระดับโลก ‘World Pride’ ซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในระดับสากลและก่อให้เกิดรายได้ในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องของไทยได้อย่างมหาศาล

กฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับไทย และมีส่วนเสริมในการผลักดันเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคบริการให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภค LGBTQIAN+ เป็นกลุ่มผู้บริโภคศักยภาพที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาภาคบริการของไทยเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการไทยผ่านตลาดกลุ่มผู้บริโภค LGBTQIAN+ มากขึ้น

            ถอดรหัส LGBTQIAN+

โลกสมัยใหม่ของเราเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นหลายคนจึงสงสัยกับคำว่า ‘LGBTQIAN+ คืออะไร ซึ่งแต่ก่อนอาจะคุ้นแต่คำว่า ‘LGBT’ หรือ ‘LGBTQ’ เท่านั้น มาทำความรู้จักกันอีกสักครั้งกับคำว่า ‘LGBTQIAN+

            ‘LGBTQIAN+ เป็นคำย่อที่ต่างประเทศใช้เรียกกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยคำนี้เป็นการรวมเอาตัวอักษรแรกของคำเรียกอัตลักษณ์ทางเพศของคนแต่ละกลุ่มมารวมกัน ตัวอักษร L G B T Q นั้นย่อมาจากคำว่า Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (บางที่อาจจะหมายถึง Questioning) โดย 4 ตัวอักษรแรกนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 1990s ก่อนที่จะเพิ่มตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกเพศสภาพ ซึ่งแต่ละตัวอักษรนั้นหมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ต่างกัน ดังนี้

L-Lesbian : นิยมใช้สื่อถึงเพศหญิงที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้กับเพศหญิงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจจะสบายใจที่จะใช้คำว่า “Gay” หรือ “Gay Woman” มากกว่า ก็สื่อได้เช่นกัน

           G-Gay : นิยมใช้สื่อถึงเพศชายที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้แก่เพศชายด้วยกัน แต่โดยทั่วไปแล้วคำนี้สามารถใช้สื่อถึงเพศที่ชอบเพศเดียวกันกับตนได้ทั้งหมด (เช่น Gay Man, Gay Woman) แต่มักจะพบการใช้ถึง ชาย-ชาย มากกว่า

          B-Bisexual : มักสื่อถึงบุคคลที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ให้กับผู้ที่มีเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีเพศต่างจากตน

          T-Transgender : ในขณะที่คำอื่นอาจจะบ่งบอกถึงความชอบของแต่ละคนในจิตใจ แต่คำนี้แตกต่างด้วยการสื่อถึง “รูปลักษณ์ภายนอก” คำนี้ให้ความหมายถึงบุคคลที่มีความพึงพอใจต่อเพศสภาพของตนที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชาย ไปสู่หญิง หรือจากหญิง ไปสู่ชาย อย่างไรก็ตามคำนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้น แต่เป็นความหมายสำหรับใครก็ตามที่ “ข้ามเพศ” จากที่ตนเองมีอยู่ ไปสู่เพศสภาพที่เขาสบายใจที่สุด

            Q-Queer : คำว่า “Queer” เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ครอบคลุมกับอัตลักษณ์ทางเพศคำอื่น ๆ เพราะบางครั้งการเรียกตนเองว่าเลสเบี้ยน เกย์ หรืออื่น ๆ ก็ดูจะจำกัดเกินไป “Queer” จึงเป็นอีกหนึ่งคำที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่ทอดเงาไปยังคำอื่น ๆ ในกลุ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นในบางที่ ตัวอักษร “Q” ยังสามารถหมายถึง “Questioning” ซึ่งมีความหมายตรงตัวก็คือกลุ่มที่คนที่ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังคงตั้งคำถามกับความชอบและรสนิยมของตนเอง เป็นช่วงที่กำลังตั้งคำถามหรือค้นหาตนเองอยู่

            I-Intersex : คำนี้สื่อถึงบุคคลที่เกิดมาพร้อมกับอวัยวะเพศ หรือระบบสืบพันธุ์ที่ไม่ตรงกับหมวดหมู่เพศชายหรือหญิงทั่วไป บางครั้งอาจมีการผ่าตัดเพื่อปรับเพศของเด็กทารกที่เป็น intersex ให้เข้ากับมาตรฐานเพศชาย หรือหญิง แต่การผ่าตัดนั้นไม่ได้กำหนดเพศที่เขาเป็น จนเป็นที่พูดคุยกันเรื่องประเด็นทางจริยธรรม เกี่ยวกับการรักษาทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นกับเด็ก Intersex ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์ แต่เป็นความผันแปรของธรรมชาติ

            A-Asexual : บุคคลที่ไม่ฝักใจทางเพศ คือผู้ที่ไม่มีความสนใจหรือความรู้สึกรักทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความหลากหลายของความรู้สึกและอัตลักษณ์ทางเพศ บางคนอาจไม่รู้สึกรักใคร่แบบชู้สาว ในขณะที่บางคนก็อาจมี  คนที่ไม่ฝักใจทางเพศบางคนเลือกใช้ชีวิตโสดและไม่สนใจในเรื่องการมีคู่ครอง แต่ในเวลาเดียวกัน บางคนก็เลือกที่จะมีความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘เควียร์พลาโทนิก รีเลชันชิป’ (queerplatonic relationship) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ความรู้สึกเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง โดยไม่มีเรื่องเพศหรือความรู้สึกรักแบบชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างคนต่างเพศ คนเพศเดียวกัน หรือรักได้ทั้งสองเพศ.

N-Non-Binary : ใช้สื่อถึงบุคคลที่ไม่คิดว่าตัวเอง เป็นเพศชายหรือเพศหญิง เป็นคำที่ใช้ในการอธิบายความหลากหลายของอัตลักษณ์และการแสดงออกทางเพศที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเพศชายหรือเพศหญิงเท่านั้น

ส่วนสัญลักษณ์สุดท้ายในกลุ่มคำนี้คือ เครื่องหมาย “+” ใช้สื่อถึงเพศอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในตัวอักษร 5 ตัวแรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าชื่อเรียกของกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของคนแต่กลุ่ม แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการจดจำชื่อเรียก คือการที่เราเข้าใจและยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่อย่างแท้จริง ( ที่มา : ooca.co)

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๗ ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๗

หน้า 2-3 สกู๊ปปก

GRAND OPENING!

ไทยแลนด์แดนสวรรค์ความเท่าเทียม

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๗
ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๗
https://book.bangkok-today.com/books/ixfz/#p=1
(สามารถพลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)

 

 

 

Facebook Comments


Social sharing

Related post