Digiqole ad

6 เทรนด์ “พฤติกรรมผู้บริโภค” หลังมีวัคซีนโควิด เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน คนไม่ต้องปฎิสัมพันธ์กันแบรนด์จะใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร

 6 เทรนด์ “พฤติกรรมผู้บริโภค” หลังมีวัคซีนโควิด เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน คนไม่ต้องปฎิสัมพันธ์กันแบรนด์จะใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร

จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ซึ่งในแง่ของการทำธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่เกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภค ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งวันนี้ เอ็นไวโร ไทยแลนด์ จะพาไปสำรวจเทรนด์ผู้บริโภค ที่จะเกิดขึ้นในช่วงหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีการนำวัคซีนเข้ามาจะมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไป

(8 เมษา 64 กรุงเทพฯ) นางสาวสรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไวโร (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) บริษัทวิจัย ยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค และอีกหลายสาขาทั่วโลก ได้วิเคราะห์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่มีการนำวัคซีนเข้ามา มาดูกันว่าจะมีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อธุรกิจจะได้ตรียมความพร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทยผู้บริโภคเหล่านั้น คู่แข่งเลือดใหม่ เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน คนไม่ต้องปฎิสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดการแข่งขันในรูปแบบใหม่และสร้างปรากฎการณ์ใหม่ชนิดตำราเรียนเขียนไม่ทัน 6 พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดจะเป็นอย่างไรบ้าง

1.ชอบย้อมใจ

จาก google keyword trend ปี 2020 พบว่าคนไทยพิมพ์คำว่า โรคซึมเศร้า สูงขึ้นถึง 39% และข้อมูลจาก gallup แสดงสถิติด้าน HR ล่าสุด พบว่าเฉลี่ย 67%

Advertisement
ของคนทำงานประสบภาวะ burnout (เหนื่อยล้า หมดไฟ) ถึงขั้น WHO ต้องขึ้นทะเบียนเป็นโรคใหม่กันเลยทีเดียว ภาวะเหล่านี้เชื่อมโยงกับ อัตราการฆ่าตัวตาย ในหลายประเทศ สูงขึ้นรวมถึงประเทศไทยที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นถึง 22% จากปี 2019 ประเทศต่างเห็นแนวโน้มของการฆ่าตัวตายของประชากรที่สูงขึ้น จึงได้พยายามหาทางป้องกันกรณีดังกล่าว โดยการสนับสนุนการลงทุนในกลุ่ม Mental wellness มากขึ้น จากรายงานของ global mental wellness เองเราเห็นการเติบโตขอ การลงทุนใน Mental Wellness โดยตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.21 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้น 5 เท่าจากปี 2014 จะเห็นได้ว่าการลงทุนของสตาร์ทอัพด้าน Mental health and mental wellness ก็มีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในครึ่งปีแรกของปี 2020 เพื่อช่วยกันสร้างสุขภาวะทางจิตใจที่แข็งแรงให้มนุษย์ชาติ ผู้บริโภคเองก็ตระหนักถึงสภาวะเครียด ก็จะคอยย้อมใจตัวเองจากข้อมูลของทางเอ็นไวโร ไทยแลนด์พบว่า 51% จะปล่อยวางมากขึ้น เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันขนาดนี้ เราก็น่าจะเห็นการเปลี่ยนไปของการอุปโภคบริโภค ที่หันมาเสพสินค้าที่ช่วยย้อมใจ กินใช้อะไรที่จะทำให้รู้สึกดีดังนั้นสินค้าเดิมๆ ไม่ได้ตอบโจทย์ เราจึงต้องหาสินค้าใหม่เพื่อมาเจาะตลาด ตัวอย่างเช่น สินค้าจากสารสกัดกัญชาเป็นสินค้าอนาคตที่มาแรง เพราะกัญชาเป็นส่วนผสมสินค้าอุปโภค บริโภค ที่หลากหลายและจะทำให้ผู้บริโภคมีภาวะความเครียดที่น้อยลง มีความสุขมากขึ้น ซึ่งเข้ากับความต้องการในอนาคตเป็นอย่างดี โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ จากสารสกัดกัญชามากมาย เช่น น้ำหอม เครื่องดื่ม เครื่องพ่นไอน้ำ applicationวัดปริมาณกัญชา มาร์คหน้า เจลแก้ปวดกล้ามเนื้อ โรลออน ไปยันผ้าอนามัย

2. ชอบพรีเซ็นต์ตัว มากกว่าพรีเซ็นเตอร์

จากข้อมูลของทางเอ็นไวโร ไทยแลนด์ พบว่า มีผู้บริโภคเพียง 12%เท่านั้นที่ยังเชื่อในพรีเซ็นเตอร์ โดย 62% เชื่อรีวิว แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภค 26% เชื่อตัวเองมากกว่า จึงหันมาผลิตคอนเทนต์ และเป็น influencer ซะเอง เพราะสมัยนี้โลกพลิกกลับ ไม่ต้องหน้าตาดีอย่างดารา ก็ดังได้ ขอให้มีคอนเทนต์ที่โดน เราจะเห็นอัตราการ เติบโตของ การเสพคอนเทนต์ผ่าน clip ที่สูงมาก จากข้อมูลของเอ็นไวโร ไทยแลนด์ 50% ของคนรุ่นใหม่ใช้เวลาในการดูคลิป  โดยมีเพียง 14% เท่านั้นที่ยังดูรายการทีวี(48% ของ gen x/b ยังดูรายการทีวี) คนรุ่นใหม่ gen z และ y จะชอบ influencer ที่มีความเป็นตัวของตัวเองย่างจริงใจ  และสคริปที่ด้นสด คาดเดาไม่ได้ แต่ gen x และ b จะชอบ สไตล์ influencer ที่ดูมีตัวตนแบบเดียวกัน และ มีการสร้างความสัมพันธ์ผ่านการพูดคุย วันๆ แค่ช่องทางยูทูป มีผู้อัพโหลดวีดีโอถึง 500 คลิปต่อนาที ดังนั้นผู้บริโภคจะมีคลิปสนุกๆให้ดูล้นเหลือ ในแต่ละวัน และเทรนด์นี้กำลังจะพุ่งขึ้นเมื่อ Instagram reel เปิดตัวในไทย เพราะฉะนั้นการเสพสื่อที่เป็นในรูปแบบของ comercial ads จะทำให้ช้าไปในการเข้าถึงและรับรู้ของคนในยุคนี้ ทำให้ brand ต่างๆหันมาใช้กลยุทธ์ในการให้ผู้ใช้จริง หรือ influencer มาเป็นคนสร้าง content เพื่อ promote brand เสียเอง เช่น pepsi ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ทำให้มี share of voice ทาง social media นำคู่แข่งอย่างโค้ก และยอดขายโตขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

3. ใช้สติมากกว่าสตางค์

สถาการณ์โควิด ทำให้รูปแบบ การจ้างงานเปลี่ยนทิศทางไปจ้างคนที่มี skill สูง มากกว่าแรงงาน ดังนั้นผู้บริโภคจึงได้ดิ้นรนที่จะ upskill/reskill/multiskill โด  52% หันมาเรียนอาชีพเสริม หรือ หาความรู้เพิ่มเติม gen y/x มีการไปใช้เวลากับ podcast หรือการดู วีดีโอ เรียนเสริมความรู้มากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีแผน transform แรงงานเพื่อฝึกทักษะใหม่ เตรียมพร้อมเข้าสู่โลกดิจิตอลอย่างราบรื่น เพราะอนาคตเราจะหันมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน แต่คนไทยโชคดี ที่มีคนมีฝีมืองาน craft และ มีความรู้เรื่องการทำอาหาร มีพื้นที่เพาะปลูกทำมาหากิน จึงสามารถปรับตัวได้ทันที เช่น ทำขนมทำอาหาร ผลิตสินค้าแฮนด์เมด ส่ง delivery ในยุคที่คนโหยหาความจริงใจ และยุคของการรีวิว ดังนั้นสิ่งที่เราจะเห็นคือผู้ประกอบการรายย่อยจะตั้งใจทำของดีมาเพื่อการแนะนำต่อ ของถูกและดีจึงจะมีให้ เลือกสรรอยู่มากมาย โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องผ่านคนกลาง และ ระบบ logistic ที่พร้อม ควบคุมตลาดและต้นทุนได้เอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ปัจจัยซื้อเปลี่ยน โดย 56% มาสนใจเรื่อง สินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตมากขึ้น มีเพียง 44% ที่สนใจในยี่ห้อ ถึงแม้ Shopee/Lazada จะเป็นช่องทางหลักที่คนซื้อถึง 80% แต่การซื้อผ่านเพจ หรือ มาร์เกตเพลส ก็สูงถึง 48% เพราะการซื้อตรงย่อมหมายถึงได้ของดีราคาถูก บรนด์ต่างๆ หันมาปรับใช้กลยุทธ์เช่น subscription ไม่ว่าจะเป็น Unilever, P&G, Neste และ การสร้าง community ของตัวเอง เช่น redbull เป็นต้น

4. กระจายไม่กระจุก

พลิกโผ เมื่อ Urbanization ที่เป็น megatrend เคยำให้คอนโด และ อสังหาในเมืองขายดิบขายดี ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ เมื่อสถานการณ์ผลักดันให้เกิดการกลับบ้านเกิดมากขึ้น ข้อมูลของเอ็นไวโร ไทยแลนด์พบว่า 30% มีการกลับบ้านเกิดหรือมีแนวโน้มที่จะออกไปอยู่ต่างจังหวัดมากขึ้นและเมื่อกลับบ้านก็จะต้องหันมาประกอบอาชีพ และทำให้มีการกระจายรายได้ รวมถึง ความแออัดออกไปจากเมือง ข้อดีคือ คนเหล่านี้กลับมาเพื่อพัฒนาบ้านเกิด และช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างแท้จริง จากการศึกษาของเอ็นไวโรไทยแลนด์พบว่า 50% ของผู้บริโภคใส่ใจในเรื่องของดีไซน์มากขึ้น จะพบว่า ตามจังหวัดต่างๆ เริ่มมีบูติกโฮเทลเก๋ๆ hostel ใหม่ๆ รวมถึง ร้านคาเฟ่น่ารักๆ และธุรกิจที่มีความร่วมสมัย ที่ซ่อนตัวอยู่ในแทบทุกจังหวัด ทำให้การออกไปอยู่ต่างจังหวัด เป็น lifestyle และมีความน่าอยู่ และไม่ไกลปืนเที่ยงอีกต่อไป โดยฉพาะ เทคโนโลยีในอนาคตที่กำลังจะมาอย่าง โทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม ( Satellite Cellular ) ที่ชื่อสตาร์ลิงค์ ( Starlinks ) มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก ความเร็วระดับมากกว่า 6G ในราคาที่ถูกมาก ๆ มื่อผู้บริโภคกระจายตัวมากกว่ากระจุกในเมือง นักการตลาดหันมาลงทุนทำ location based มากกว่าการลงทุนในโฆษณา เพราะส่งผลต่อยอดขายมากกว่า 20 เท่า เพราะทำการตลาดได้ตรงเป้ากว่า การหว่านโฆษณาโดยไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ใด และ มีความต้องการสินค้าอยู่หรือไม่ เช่น ถ้าผู้บริโภค เดินผ่านร้านค้า แล้วได้รับ ข้อความเตือนว่าน้ำปลาหมด ย่อมทำให้เกิดการซื้อได้ทันที หรือคนหาร้านกาแฟ แล้ว search เจอว่าร้านกาแฟอยู่ใกล้มีอะไรบ้าง ย่อมก่อให้เกิดการขายที่ดีกว่า เพราะการทำการตลาดแบบถูกที่ถูกเวลา

5. ใช้เวลาในบ้านมากกว่านอกบ้าน

โดยรวมแล้ว คนก็ชอบอยู่บ้านมากขึ้น โดยกิจกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภคไม่ใช่การเดินห้างดูหนัง ฟังเพลง ซึ่ง 41% ของผู้บริโภคบอกว่าใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อน้อยลง และ 50% หันมาทำอะไรเองมากขึ้น และอาศัยงานอดิเรกคลายเครียดจากสภาวะ burnout มากกว่าออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพราะ DIY เป็นเรื่องของความเพลิดเพลิน เราจะเห็นว่า มีสินค้า DIY  ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มาทำเองที่บ้านเยอะขึ้น ซึ่งจะกระทบกับ service industry เช่น การเปลี่ยนสีผม เมื่อผู้บริโภคอาจจะไฮไลต์สีเองที่บ้านมากกว่าไปที่ร้าน รวมไปถึงยอดขายของ หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ทำเองได้ เช่น ทำที่มาร์คหน้า หลายๆแบรนด์หันมาใช้กลยุทย์ co-create กับผู้บริโภค เช่น ไอศกรีม Magnum แทนที่จะขายไอศกรีมอย่างเดียว ก็หันมาขาย ingredient ด้วย โดยมีแคมเปญ DIY make my Magnum’ คือส่งอุปกรณ์ ส่วนผสมทุกอย่างให้ผู้บริโภคสร้างสรรค์ไอศกรีม และ ท้อปปิ้งของตัวเอง

6. โลกสองใบ

ในยุคที่ผู้บริโภคโหยหา experience หรือ ประสบการณ์ที่ดี แต่นักการตลาดไม่สามารถสร้าง experience ที่ดีให้กับผู้บริโภคด้วย 5 senses (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ดังก่อน เพราะผู้บริโภคใช้เวลาในออนไลน์มากขึ้น จึงมีเพียง 2 senses หลัก คือรูป และเสียง ซึ่งการสร้าง experience ที่ดีบนโลกออนไลน์จึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่ารูปแบบเกมส์  เด็กรุ่นใหม่ กว่า 60% หมดเวลาไปกับการเล่นเกมส์ ปัจจุบันมีผู้เล่นเกมส์กว่า 250 ล้านคนทั่วโลก และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่สัญชาตญาณของมนุษย์ ที่ต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม ไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่การสร้างสัมพันธ์ไม่ได้อยู่บนรูปแบบตัวต่อตัว แต่ไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่เราทำความรู้จักกับใครก็ได้ที่ไม่ต้องเจอตัวกัน เราจึงจะเห็นการปฎิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ เช่น การคุย คอมเมนต์ กันบนหน้าจอซีรีย์ แบบไม่รู้จักกันว่าใครเป็นใคร ขอแค่ให้รู้สึกว่าได้พูดคุย หรือการเข้าไปอยู่ในโลกของ virtual game ที่เราปฎิสัมพันธ์กับคนในโลกจินตนาการ เห็นตัวอย่างได้จากการทำ concert แบบ virtual ของTravis Scott ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังในเกม ด้วยสถิติยอดผู้ชมวันเดียวถึง 12.3 ล้านคน รวม5 โชว์ กวาดผู้ชมทั่วโลกไปมากกว่า 27.7 ล้านคน ดังนั้นหลายๆ แบรนด์ได้เปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้เกมส์ หรือ virtual celebrity เช่น แฟชั่นแบรนด์เสื้อผ้า xoxo ก็มีการ tie in ในเกมส์ดังๆ โดยให้ตัวละครในเกมส์ใส่เสื้อผ้า และถ้าผู้เล่นชอบ ก็สามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าได้จากเกมส์อีกด้วย และกำลังจะมี platform ใหม่ที่เป็น social gaming สามารถเล่นได้หลายคน มีฟีเจอร์ vdo chat, 3d, augmented realityจะออกภายในปี 2020 ที่จะทำให้ผู้บริโภคเพลิดเพลินกับการใช้เวลาอยู่บนโลกใบที่สองอย่างแน่นอน

 

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/KYFVi

Related post