Digiqole ad

2565 ถามหา “รัฐบาลใหม่”กลัวนักการเมืองยิ่งกว่าโควิด

 2565 ถามหา “รัฐบาลใหม่”กลัวนักการเมืองยิ่งกว่าโควิด
Social sharing

         การทำโพลหรือการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้นเคยเป็นที่นิยมและเป็นที่ยอมรับอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง  เพราะดำเนินการโดยสถาบันการศึกษาที่สังคมเชื่อมั่นว่ามีความรู้ความสามารถ  อาศัยหลักวิชาการ  ไม่มีเจตนาแอบแฝง  ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองหรือการค้า  มีความเป็นธรรมเป็นกลางและจรรยาบรรณสูง

         แต่ในระยะหลังเป็นที่น่าสังเกตุว่าพลโพลที่ออกมาของบางสำนักจะมีเสียงสะท้อนของความไม่เชื่อถือ  โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง  อาทิ  ความนิยมในตัวนักการเมือง  ความต้องการของประชาชนในประเด็นที่กำลังถกเถียงทางสังคม   เพราะผลโพลออกมาแบบสวนกระแสสังคม  หรือมักมีผลสำรวจเอนเอียงไปยังฝั่งการเมืองที่ถือครองอำนาจจนเกิดความแคลงใจว่าน่าจะเป็นโพลที่ “ตั้งธง”เอาไว้ก่อนแล้ว  

          กรณีที่น่าศึกษาคือเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2564 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “ประเมินคู่ชิงนายกรัฐมนตรี” จากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,348 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11-16 ตุลาคม 2564  พบว่าร้อยละ 68.2 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปเพราะจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ อดทน อดกลั้น มุ่งมั่นทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติและประชาชนต่อเนื่องมา   อันดับสองร้อยละ 59.3 ระบุ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เพราะมีอุดมการณ์ ขยันทุ่มเททำงานแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน มีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน  อันดับสามร้อยละ 58.6 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพราะเป็นผู้หญิงกล้า แกร่ง มุ่งมั่นทุ่มเท ทำงานใกล้ชิดประชาชน 

          มสธ.โพลทำอึ้งทั้งวงการ

          แต่ถัดมาต้นเดือนพฤศจิกายน 2564   ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เปิดเผยผลสํารวจความคิดเห็นของประชาชนหรือเรียกสั้นๆว่า มสธ.โพล เกี่ยวกับ “ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องการผู้นําที่มีคุณลักษณะแบบใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และคุณลักษณะพรรคการเมืองแบบใดที่ผู้นําสังกัดหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” โดยดําเนินการสํารวจ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2564 จํานวน 12,350 ตัวอย่าง  

          ผลสรุปออกมาว่าร้อยละ 54.24 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้รับการประเมินว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปเนื่องจากมีคุณลักษณะความเป็นผู้นําเฉพาะตัวเด่นชัดและมีคุณลักษณะพรรคการเมืองที่สังกัดเด่นชัด  รองลงมาร้อยละ52.99 เลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  และร้อยละ 38.12 เลือกคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

           พลันที่โพลดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์  นักวิชาการประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ.  ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มสธ.ทันที  ด้วยเหตุผลว่า “เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรที่เคยอยู่มานานถึง 36 ปี คือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และจุดยืนของความสุจริตและความเที่ยงตรงทางวิชาการที่ยึดมั่นมาโดยตลอด

          ผลโพลน้องใหม่คนไทยหวังอะไรในปี 2565

           เมื่อความสุจริตและความเที่ยงตรงทางวิชาการเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันรักษาเพื่อให้สังคมไทยได้รับสิ่งที่มีคุณค่าโดยไม่ถูกครอบงำจากอิทธิพลใดๆนั้น  สำนักวิจัย “อปท.นิวส์ โพล”ที่ออกตัวมาระยะหนึ่งแล้วในจังหวะที่ปี่กลองการเมืองเริ่มบรรเลงกันอีกครั้ง  ได้นำเสนอผลโพลล่าสุดที่ถามใจคนกรุงถึงความคาดหวังในปีหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

            รศ.ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการอปท.นิวส์ โพล  แถลงว่าในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่ 2565 หลังจากที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 21,000 ราย  ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ของประชาชน หนี้สินที่เพิ่มพูน ตลอดจนการใช้ชีวิตวิถีใหม่ที่ต้องมีหน้ากากอนามัยเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 นั้น อปท.นิวส์ โพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลหัวข้อ “คนไทยหวังอะไรในปี 2565” จำนวน 1,469 ตัวอย่าง โดยการเก็บข้อมูลทางออนไลน์ได้ข้อสรุปดังนี้

           เศรษฐกิจแย่หนักขอรัฐบาลชุดใหม่

           เมื่อสอบถามความคิดเห็นถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร   ผู้ให้ข้อมูลกลุ่มใหญ่ร้อยละ 83 ตอบว่าเศรษฐกิจแย่ลงกว่าเดิม  มีผู้เห็นแตกต่างร้อยละ  8 ตอบว่ากำลังฟื้นตัวเริ่มดีขึ้น  ร้อยละ 7 ตอบว่าทรงตัวเหมือนเดิม  และร้อยละ 2 ที่ไม่ทราบตามลำดับ

              ถามว่าอยากให้ปัญหาใดจบลงในปี 2564  ผู้ให้ข้อมูลมากที่สุดจำนวนร้อยละ 56 อยากให้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 จบลง  รองลงมาร้อยละ 22 อยากให้ความขัดแย้งทางการเมืองจบลง  นอกนั้น ร้อยละ 6 อยากให้หนี้สินที่มีอยู่หมดไป  ร้อยละ 5 อยากให้ปัญหาค่าครองชีพสูงจบ  ร้อยละ 3 อยากให้ปัญหาน้ำมันราคาแพงหมดไป  นอกนั้นอยากให้ปัญหาในครอบครัวและปัญหาหัวใจได้รับการแก้ไข

คำถามสำคัญที่ว่า “คาดหวังอะไรในปี 2565” โดยให้อธิษฐานได้ 3 ข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 70.7 คาดหวังได้รัฐบาลชุดใหม่  รองลงมาร้อยละ53.4  อยากให้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว  ร้อยละ 37.2  อยากได้ชีวิตที่ดีกว่าเดิม  ร้อยละ 33.4  อยากให้สุขภาพดี(หายจากโรคภัย,ปลอดโรค)  ร้อยละ 24.7 อยากหมดภาระหนี้สิน  ร้อยละ 18.7 อยากถูกหวย  ร้อยละ 16.7 อยากได้งานทำ ได้งานใหม่หรือเงินเดือนขึ้น

ถามว่าเรื่องใดจะเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในปี 2565  ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ  44 ตอบว่า ด้านการท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง  รองลงมาร้อยละ  32 ตอบว่าการค้าออนไลน์ขยายตัว ร้อยละ 10เชื่อว่าการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกเติบโต  ร้อยละ 9 คาดว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น 

             นักการเมืองคืออุปสรรคของประเทศ 

สุดท้ายถามว่า ท่านคิดว่าอะไรคืออุปสรรคใหญ่ของประเทศไทยในปี 2565  พบว่ากลุ่มใหญ่สุดร้อยละ 41  ตอบว่า “นักการเมือง” รองลงมาร้อยละ 28 ระบุโรคโควิด -19  ร้อยละ 23 มองว่าอุปสรรคของประเทศคือการคอร์รัปชั่นในวงราชการ  และอื่นๆมองปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด  เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย รวมถึงปัญหาการจราจร

โดยสรุปแล้วกลุ่มเยาวชนไทยเพศหญิงมีความตื่นตัวการในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น  ผู้ให้ข้อมูลจำนวนมากมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะการเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ( การสำรวจอยู่ช่วงการเกิดข่าวไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน) และภายในประเทศยังคงเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมานาน

           ผลสำรวจความคาดหวังสูงสุดของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2565 คืออยากได้รัฐบาลชุดใหม่โดยสิ่งที่จะตามมาคือเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว  จะส่งผลให้ชีวิตจะดีขึ้นหมดภาระหนี้สิน  ส่วนโอกาสทองของประเทศไทยในปี 2565 เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง  โดยการค้าออนไลน์และการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโต  อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เชื่อว่าอุปสรรคใหญ่ของประเทศไทยคือ “นักการเมือง”ที่ส่งผลร้ายยิ่งกว่าไวรัสโควิด -19  

          ผลสำรวจของอปท.นิวส์โพล  ถือว่าสอดคล้องกับสวนดุสิตโพล ที่ออกมาก่อนหน้าเมื่อ 31 ตุลาคม    ในผลสำรวจ “ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในสายตาประชาชน” ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ทางออนไลน์จำนวนทั้งสิ้น 1,186 ตัวอย่าง  ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2564 สรุปผลว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ต้นปี 2565  เพราะเห็นว่าสมควรแก่เวลา  และหากมีการเลือกตั้งใหม่ก็คาดหวังจะได้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่พร้อมผู้นำคนใหม

           อนาคตอันใกล้ของประเทศไทยยังมีกิจกรรมทางการเมืองสำคัญๆรออยู่ อาทิ  การเลือกตั้งซ่อมส.ส. จังหวัดชุมพรและสงขลา ที่พรรคประชาธิปัตย์เจ้าของเก้าอี้เดิมพยายามกันท่าพรรคร่วมรัฐบาลส่งผู้สมัครลงแข่ง เพราะไม่อยากเปิดศึกหลายด้านการในการรักษาเก้าอี้ของพรรค   หรือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร ที่รัฐบาลยังกั๊กวันเอาไว้เพียงบอกว่าภายในกลางปีหน้าแน่เพราะพลังประชารัฐยังหาตัวผู้สมัครไม่ได้  ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัครอิสระเขาเปิดหน้าเปิดตัวกันนานแล้ว

          นอกจากการเมืองก็ยังมีเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา สาธารณสุข อีกมากมายให้สำนักวิจัยทั้งหลายได้เลือกสำรวจความคิดเห็นประชาชนเพื่อค้นหาคำตอบได้อีกนับไม่ถ้วน  ขึ้นอยู่กับว่าใครทำ  ทำเพื่ออะไร  ทำเพราะหวังอะไร  หรือทำเพราะมีใครเป็นสปอนเซอร์อยู่เบื้องหลัง  

           

Facebook Comments

Related post