Digiqole ad

วิเคราะห์ : จริงหรือเท็จ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ เปิดแนวคิดไอติม ‘ตั้งผู้ตรวจการกองทัพ’

 วิเคราะห์ : จริงหรือเท็จ ‘ปฏิบัติการไอโอ’  เปิดแนวคิดไอติม ‘ตั้งผู้ตรวจการกองทัพ’

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า เขียนบทความทางเฟซบุ๊ก ย้ำแนวคิดการตั้งผู้ตรวจการกองทัพ โดย ระบุว่า

หยุดใช้เงินภาษีไปทำ “นักรบไซเบอร์” ตั้ง ผู้ตรวจการกองทัพ ตรวจสอบทหารแทนประชาชน

Advertisement

การอภิปรายของ ส.ส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นอีกครั้ง­ที่เปิดเผยการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation หรือ ไอโอ) ของกองทัพ โดย ส.ส.ณัฐชาอ้างจากข้อมูลหลักฐานว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการทำอย่างเป็นระบบ (เช่น สั่งการผ่านหนังสือราชการ ติดตามและรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ) ใช้กำลังพล และงบประมาณจากภาษีประชาชนในการดำเนินการ จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และตอบโต้/ลดทอนคุณค่าความเห็นของผู้เห็นต่าง (จากรัฐบาล) ในเวลาเดียวกัน

มีบางคนที่พยายามปกป้องรัฐบาลและกองทัพโดยการบอกว่า IO ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เหมือนกับคนทั่วไปที่แสดงความเห็นชื่นชมรัฐบาล แต่ประเด็นที่ต้องชี้ให้เห็นคือ การแสดงความเห็นของ IO กองทัพนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มาจากการจัดตั้งโดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ปัญหาของ IO กองทัพจึงอยู่ที่

  1. ปฎิบัติการ IO เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนไปดำเนินการ ไม่ได้ใช้เงิน เวลา หรือทรัพยากรส่วนตัว
  2. การอวยผลงานรัฐบาล หรือ ตอบโต้คนเห็นต่าง ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพ หากอ้างว่าทำไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ ก็ต้องบอกย้ำว่าความมั่นคงของรัฐบาลเป็นคนละสิ่งกับความมั่นคงของรัฐ

แม้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมจะชี้แจงแล้วว่า เอกสารที่ ส.ส.ณัฐชา แสดงในสภานั้น “มีเอกสารที่ไม่เป็นเอกสารจริง” แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการนำงบประมาณไปใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร รวมถึงไม่ได้ชี้แจงให้ประชาชนคลี่คลายความกังวลว่าการใช้งบประมาณในเรื่องนี้ เหมาะสม-โปร่งใสหรือไม่

นอกจากใช้งบประมาณไปกับเรื่องที่ดู “ไม่ใช่หน้าที่” แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น กองทัพยังขึ้นชื่อเรื่องการเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบยาก มีเอกสาร “ลับ” อยู่ไม่น้อย ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลก็ทำได้ลำบาก หลายครั้งที่หลักฐานเล็ดลอดออกมาจึงเป็นเพราะ “คนใน” แอบส่งให้ ทั้งที่จริง หากหน่วยงานยึดความโปร่งใสเป็นพื้นฐานในการทำงาน เจ้าหน้าที่จะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย

ในเมื่อความหวังให้กองทัพปฏิรูปตัวเอง อาจมีความเป็นไปได้น้อย กลไกหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นและเป็นทางออกของเรื่องนี้ คือการจัดตั้ง “คณะผู้ตรวจการกองทัพ” เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปตรวจสอบการทำงานของกองทัพ โดยอำนาจหลักๆ อาจครอบคลุมไปถึง

  1. การตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม หรือที่ไม่ตรงกับหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ

กองทัพมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของรัฐภายใต้รัฐบาลพลเรือน แต่ปัจจุบันเราเห็นกองทัพใช้ทรัพยากรหลายอย่างไปทำสิ่งที่ไม่เข้าข่ายหน้าที่หลักข้อนี้

นอกจากการทำ IO เพื่อชื่นชมผลงานรัฐบาล อีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่กองทัพใช้ทหารเกณฑ์มาทำหน้าที่เป็นพลทหารรับใช้ให้กับนายทหารที่มียศสูงกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กองทัพไทยยังมีการกระทำอื่นที่ขัดกับหลัก “กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน” เช่น การที่ผู้นำทหารแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ หรือการทำรัฐประหาร

  1. ตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทัพ ที่อาจไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริต

ข้อมูลบางส่วนของกองทัพเป็นสิ่งที่เข้าถึงยากกว่าหน่วยงานอื่น อาจด้วยประเด็นเรื่อง “ความมั่นคง” ที่มักถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง – ผู้ตรวจการกองทัพจึงควรมีหน้าที่ตรวจสอบว่างบประมาณทุกบาทที่ถูกใช้ ไม่มีเรื่องการทุจริต หรือใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งรวมถึง

– การตรวจสอบงบประมาณรายจ่าย (แม้งบของกองทัพในปีงบประมาณ 2565 ในภาพรวมลดลงเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า – เช่น งบการจัดหายุทโธปกรณ์ เพิ่มเป็น 4,937 ล้านบาท จากเดิมปีงบ 2564 อยู่ที่ 3,132 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าการจัดงบประมาณแบบนี้ จำเป็นหรือไม่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ)

– การตรวจสอบรายได้ของกองทัพ เพราะนานมาแล้วที่อำนาจทางการเมืองของกองทัพได้แปรไปเป็นอำนาจในการครอบครองทรัพยากรของชาติ โดยปัจจุบันมีธุรกิจในการดูแลของทหาร (อย่างน้อย) 15 ธุรกิจ เช่น สถานีโทรทัศน์ สนามม้า สนามกอล์ฟ (อ.สุรชาติ บำรุงสุข เรียกว่า “เสนาพาณิชย์นิยม” หรือ military commercialism) ซึ่งสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลแก่ทหารบางนาย และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รายได้จากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนากองทัพมากเพียงใด

– การตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้ผู้ตรวจการกองทัพเข้าไปนั่งอยู่ตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ล็อกสเปค หรือเอื้อผลประโยชน์ให้ใคร

  1. สืบสวนเรื่องร้องเรียนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน

แทบทุกปีที่มีข่าวพลทหารเสียชีวิตในค่าย ทั้งทหารที่ถูกเกณฑ์ และ ทหารที่สมัครใจเข้าไป (เช่น กรณีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1)

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะพลทหารไม่ทราบว่าควรร้องเรียนไปที่ใคร เพราะไม่ไว้วางใจผู้บังคับบัญชา หรือ เกรงว่าร้องเรียนไปแล้วเรื่องก็อาจจะเงียบ – การมีผู้ตรวจการกองทัพ ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

  1. ปกป้องผู้ออกมาเปิดโปง (Whistleblower protection)

ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองคนพูดเปิดโปง หรือ Whistleblower protection เหมือนในต่างประเทศ หลายคนจึงอาจกังวลถึงความปลอดภัยหากจะออกมาเปิดเผยเรื่องการทุจริต (เช่นเดียวกับผู้ที่เปิดเผยข้อมูลให้ ส.ส.ณัฐชา)

ตัวอย่างหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย Military Whistleblower Protection Act ที่วางกลไกคุ้มครองบุคลากรในกองทัพให้ชี้เบาะแสการทุจริตได้โดยไม่ถูกกองทัพขัดขวางหรือกลั่นแกล้ง เช่น ห้ามถูกเปลี่ยนตำแหน่งหรือโยกย้าย ห้ามถูกข่มขู่หรือคุกคาม ห้ามถูกขัดขวางความก้าวหน้าทางอาชีพ

นอกจากการวางขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุม “ผู้ตรวจการกองทัพ” จะต้องมีอีก 2 คุณสมบัติที่สำคัญ คือ

(1) มีความยึดโยงกับประชาชน – คณะผู้ตรวจการกองทัพอาจเป็น ส.ส. เอง (จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) หรือ คนที่ ส.ส. แต่งตั้ง และ มีความเชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือกองทัพ

(2) เป็นอิสระจากกองทัพ – สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกกองทัพแทรกแซงการทำงาน และ รายงานผลการสอบสวนหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและประชาชนโดยไม่ผ่านกองทัพ

จากการศึกษาตัวอย่างของรูปแบบผู้ตรวจการกองทัพในประเทศอื่นๆ (เช่น Wehrbeauftragter des Bundestages (WB) ของประเทศเยอรมัน หรือ Canadian Military Ombudsman ของประเทศแคนาดา) พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ตรวจการกองทัพ คือการมีสถานะทางกฎหมายที่ถูกระบุอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติ จึงเป็นเหตุผลที่เราใส่เรื่อง “ผู้ตรวจการกองทัพ” เข้าไปในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม Re-Solution

ตลอดเวลากว่า 2 ปี พรรคฝ่ายค้านอภิปรายถึงปฏิบัติการ IO ของกองทัพถึง 3 ครั้ง คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนเพียงพอแล้วว่าบทบาทของกองทัพในปัจจุบัน ได้ไถลออกนอกเส้นทางที่ควรเป็นไปมากเพียงใด ข้อเสนอ “ผู้ตรวจการกองทัพ” (หรือกลไกอื่นที่เป็นอิสระจากกองทัพ และทำหน้าที่เพื่อจุดประสงค์เดียวกันนี้) จึงควรเป็นฉันทามติของทุกพรรคการเมืองที่ไม่อาจทนเห็นประเทศไทยผลาญงบประมาณไปกับ “นักรบไซเบอร์” ที่สร้างสมรภูมิปลอมๆ ขึ้นมาสู้กับประชาชนในประเทศ แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้อีกต่อไป

แม้กระทั่งสำหรับกองทัพเอง หากไม่ต้องการถูกครหาจากสังคมด้วยชื่อเรียกที่ไม่ชวนฟัง (เช่น สถาบันอำนาจนิยม หรือ แดนสนธยา) และต้องการพิสูจน์ให้คนภายนอกองค์กรเชื่อมั่นในความโปร่งใส ความรับผิดชอบในการดำเนินงาน และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปองค์กรตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพ ผมไม่เห็นเหตุผลใดที่กองทัพจะต้องปฏิเสธข้อเสนอ “ผู้ตรวจการกองทัพ”

เพราะข้อเสนอนี้ จะเป็นเพียงการทำให้กองทัพพร้อมถูกตรวจสอบจากภายนอก อย่างที่ปกติควรจะเป็นในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แถมจะทำให้กองทัพในฐานะหน่วยงาน หรือทหารในฐานะอาชีพหนึ่ง ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนมากขึ้น และเป็นโอกาสเติมศักยภาพการทำงานเพื่อ “ความมั่นคง” ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

                ทั้งนี้ สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ซึ่งได้มีการกล่าวถึงปฏิบัติการไอโอ รวมทั้งมีการเปิดคลิปวิดีโอ พร้อมยืนยันว่ามีการใช้หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายกองทัพ ให้มาทำปฏิบัติการไอโอ ก็ไม่รู้ว่ามีการนำงบประมาณมาทำประชาสัมพันธ์ มีการใช้เพจอวตารไปโจมตีคนที่เห็นต่าง และคนที่คอยตรวจสอบรัฐบาล

“ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า มีหน่วยงานทหาร เข้าทำปฏิบัติการไอโอ มีทั้งการด้อยค่า คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ผู้เห็นต่างทางการเมือง ก็ไม่รู้ว่าภูมิใจอะไรกันหนักหนา เห็นแบบนี้ผมไม่อยากไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา ระบุด้วยว่า ขอยืนยันเป็นทหารที่ปฏิบัติงาน เป็นคนส่งข้อมูลมาให้ ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ถ้านายกฯ ยังอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็อยากถามว่า ยังมีจิตสำนึกหรือไม่ อยากรู้จริงๆ รู้สึกรู้สาอะไรหรือไม่ ผมไปตรวจสอบ พบบัญชีทวิตเตอร์ใช้ชื่อ ภาษาอังกฤษ “ณรงค์พันธุ์ จิตแก้วแท้” ซึ่งมีผู้ติดตามในโซเชียลเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ มีการส่งข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้อง มีการส่งงานกันชัดเจนในหน่วยทหาร และมีการมอบหมายกันอย่างชัดเจน แล้วท่านยังปฏิเสธอีกไหมว่า เป็นเพจประชาสัมพันธ์หน่วยงานของตัวเองของกองทัพ

นอกจากนี้ นายณัฐชา ยังกล่าวว่า ปฏิบัติการไอโอ ซึ่งมีการทำงานอย่างชัดเจน โดยจะประชุมกัน ทุก 3-5 วัน ด้วย โดยมีหลักฐานว่า ทางกองทัพมีการสั่งการ รู้เห็นด้วย งานนี้ ท่าน ผบ.ทบ.จะไม่รู้ไม่ได้ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า มีการร่วมประชุมอยู่ด้วย

“อย่างไรก็ตาม ยังมีการจัดฉากการรับเบี้ยเลี้ยง ปฏิบัติการศูนย์สารสนเทศ หรือไอโอ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมมีการเปิดคลิปเสียงกลางสภา เพื่อยืนยันว่ามีการสั่งการ และอธิบายกันเป็นฉากๆ จากเสียงในคลิป เพื่อใช้เป็นหลักฐานด้วย อันนี้เป็นหน่วยงานที่อยู่ใต้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะรมว.กลาโหม”ส.ส.ณัฐชา กล่าว

ในเวลาต่อมา ปรากฏว่า พล.ต.สวราชย์ แสงผล โฆษกกองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงกรณีการอภิปรายของ นายณัฐชา ว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่ากรณีนำเอกสารมาประกอบการอภิปรายจากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นพบว่าไม่ใช้เอกสารจริงโดยพบจุดพิรุธดังนี้

1.หนังสือที่นำมาแสดงเป็นหนังสือที่ทำขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2564 ลายมือชื่อของแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านปัจจุบันในหนังสือทั้ง 2 ฉบับไม่ตรงกับลายมือจริง

2.นามสกุลของแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านปัจจุบันในหนังสือฉบับหนึ่งพิมพ์ไม่ถูกต้อง

3.ลายมือชื่อของรองแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ตรงกับลายมือชื่อจริง

4.มีลายมือชื่อของผู้อำนวยการกองยุทธการกองทัพภาคที่ 2 ที่ลงนามในหนังสือฉบับนั้นซึ่งปัจจุบันท่านดังกล่าวได้ปรับย้ายไปดำรงตำแหน่งใหม่แล้วเป็นเวลากว่า 2 ปีเศษตั้งแต่ตุลาคม 2561 และนามสกุลสะกดไม่ถูกต้อง

5.กำลังพลที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่เคยมีการจัดทำหนังสือดังกล่าว โดยเมื่อตรวจสอบการออกเลขที่หนังสือแล้วเป็นของกองยุทธการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเลขหนังสือที่ออกจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 มีเลขหนังสือถึงแค่ลำดับที่ 851 ยังไม่ถึงลำดับที่ 1121 ตามเอกสารที่ผู้อภิปรายนำมาแสดงแต่อย่างใด

6.ตามเลขที่คำสั่งที่ปรากฏ (เลขที่ 1107/2564) หน่วยมิได้เคยออกคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์แต่อย่างใดอีกทั้งรายชื่อคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการสารสนเทศกองทัพภาคที่ 2 (ศปสท.ทภ.2) ชั้นยศไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่นระดับผู้อำนวยการกอง ซึ่งต้องมีชั้นยศพันเอก แต่ในเอกสารมีชั้นยศเป็นพันโท ในส่วนของแม่ทัพน้อยที่ 2 ต้องมีชั้นยศพลโท ไม่ใช่พลตรี

7.การพิมพ์หนังสือราชการตามระเบียบงานสารบรรณปกติจะมีการตรวจสอบความถูกต้องความเป็นระเบียบรวมถึงการสะกดคําให้ถูกต้องตามหลัก แต่หนังสือฉบับดังกล่าวมีคำผิด แม้กระทั่งชื่อนามสกุลของผู้ที่ต้องลงนาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวข้างต้นถือเป็นเอกสารอันเป็นเท็จที่ได้มีการปลอมแปลงทางรูปแบบให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ รวมทั้งการลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หน่วยจึงได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาเป็นหลักฐานแล้ว

พล.ต.สวราชย์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนกรณีมีการอภิปรายว่ามีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงกำลังพลพร้อมทั้งมีคลิปเสียงและรูปภาพประกอบ กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่าหน่วยไม่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ทราบที่มาของคลิปเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปภาพการยืนต่อแถวรับเบี้ยเลี้ยงตามที่กล่าวอ้างนั้น เป็นภาพเก่าของการจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามปกติของหน่วยก่อนการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 สังเกตได้จากกำลังพลไม่มีการสวมหน้ากากอนามัยตามมาตรการที่กองทัพภาคที่ 2 กำหนด

ทั้งนี้ นายณัฐชา ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ช่วงอภิปราย แล้วทาง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่าเอกสารที่ตนนำมาอภิปรายไม่ใช่เอกสารจริงนั้น ตนพร้อมเข้าสู่การตรวจสอบและต่อสู้ในชั้นศาล และจะขอเรียกผู้ที่มีชื่อปรากฎในเอกสารดังกล่าว 100 ราย คนในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานอื่นๆ มาเป็นพยานในศาลด้วย

นายณัฐชา ยังระบุด้วยว่า จากการสอบถามคนที่ชื่อปรากฏในเอกสารบางคนก็ได้ความว่า ไม่ได้เต็มใจจะทำแต่เป็นการสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปอบรม เมื่อ พล.อ.ชัยชาญ กล่าวว่าไม่จริง ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เพื่อที่จะสร้างความกระจ่างให้กับประชาชน

ประเด็น “ไอโอ” เป็นประเด็นถกเถียงและเป็นข้อสงสัยในสังคมไทยมาตลอดในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครองอำนาจ การที่จะมีการพิสูจน์ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่ง

กรศิริ

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/zPc7p

Related post