Digiqole ad

ไทยแลนด์แดนสวรรค์

 ไทยแลนด์แดนสวรรค์
Social sharing
Digiqole ad

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดศักราชใหม่ปีมะโรงด้วยการให้ข่าวฮือฮาว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 รัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะยกระดับความสัมพันธ์กันขึ้นไปอีกขั้นด้วยการให้ “ฟรีวีซ่าแบบถาวร”สำหรับการเดินทางเข้าออกของประชาชนไทย-จีน 

นายกฯเศรษฐากล่าวว่าเรื่องนี้ฝ่ายไทยและจีนได้ทำงานร่วมกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่สะดุดไป เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาจึงได้สานต่อและพูดตลอดเวลาว่าจะยกระดับของพาสปอร์ตไทยขึ้นมา 

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2566 รัฐบาลไทยประกาศ ยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วันเป็นกรณีพิเศษ แก่นักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐคาซัคสถาน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 – 29 กุมภาพันธ์ 2567

ขณะที่จีนได้เปิดฟรีวีซ่าให้แก่ผู้เดินทางที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดาจาก 5 ประเทศ ได้แก่ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน และมาเลเซีย เข้าจีนได้เป็นเวลานานสูงสุด 15 วัน  นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2567 รวมเวลา 1 ปี  โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาที่ดีขึ้น และยกระดับความสัมพันธ์

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคนไทยกังขามากว่าทำไมจีนให้ฟรีวีซ่าแก่เพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย  แต่กลับไม่ให้ไทยทั้งๆ ที่พูดอยู่เสมอว่า “จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน”   

นายเศรษฐาได้ให้คำตอบเรื่องนี้ว่า  เมื่อเดือนธันวาคมจีนยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับ 5 ประเทศ แต่ไม่มีประเทศไทย เพราะอยู่ระหว่างคุยกันว่าจะยกเว้นแบบถาวร และในวันนี้ก็เป็นข่าวดี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป การเดินทางไปกลับทั้ง 2 ประเทศ ไม่ต้องมีวีซ่าระหว่างกันและกัน”

           ถ้าเชื่อตามนั้นคงถึง “บางอ้อ” กระนั้นก็ตามคนไทยบางส่วนก็ยังเคลือบแคลงใจว่านายกฯเศรษฐา “ปากไว”ไปหรือเปล่า  เพราะเมื่อมีการตรวจสอบข่าวไปทางฝั่งจีน  ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเป็นจริง  มีแต่ข่าววงในจากฝั่งไทยว่า  ตอนแรกไทยจะต่อฟรีวีซ่าให้จีนไปอีก 5-6 เดือน  ส่วนฝ่ายจีนได้แต่อ้อมแอ้มบอกมาว่ากำลังดำเนินการเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

ที่ฟังดูพอมีน้ำหนักคือนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ที่บอกว่าเรื่องนี้ได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  และคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบให้ตนเดินทางไปลงนามความตกลงภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ 

นายปานปรีย์เล่าให้ฟังว่าความตกลงนี้เป็นผลมาจากที่นายกฯเศรษฐาไปเยือนจีนและได้คุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อเดือนตุลาคม 2566  ส่วนตนเองได้คุยกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2566  จึงได้มีการตั้งคณะทำงานทั้งสองฝ่ายมาหารือกันจนมีความเห็นพ้องที่จะให้ทำความตกลงฯ มีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มีนาคม 2567

              การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีน ครั้งนี้ย่อมอยู่ในความสนใจของชาติตะวันตก  เช่น   วิทยุเสียงอเมริกา ภาคภาษาไทย (VOA THAI) ที่ออกบทวิเคราะห์ว่า “จีน”เคยเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่มาเยือนไทยประมาณ 10 ล้านคนในปี 2019 แต่หลังโควิดเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเยือนไทยเพียง 3.5 ล้านคน เป็นอันดับ 2 รองจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 28 ล้านคน

สหรัฐอเมริกานั้นไม่เคยหวังดีกับประเทศใดในโลก  ยกเว้นประเทศของตัวเองที่ต้องมาก่อน  ดังนั้นรัฐบาลไทยคิดบวกได้แต่อย่านั่งฝันหวานว่าหลังวันที่ 1 มีนาคม 2567  นักท่องเที่ยวจีนจะทะลักเข้าไทย  หรือจะฝันยาวไกลไปกับ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่าตลอดปี 2567 นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะมาไทย 35 ล้านคน  ชาวจีนจะกลับมา 8.2 ล้านคน  เพราะโลกในปี 2567 ยังคงอยู่กับสงครามและความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ

            ตัวอย่างเหมือนที่เคยฝันว่าให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวกับจีนแล้วจะเหมาลำกันมาช็อปปิ้งเมืองไทย  แต่แค่หนังจีนหนึ่งเรื่องออกมาฉาย  แค่เด็กโรคจิตหนึ่งคนที่ออกมากราดยิงคนกลางห้างพารากอน  นักท่องเที่ยวกลับหดหายเพราะกลัวข่าวร้ายในไทย  

หรือแค่เพราะสื่ออิสระอย่าง Thai PBS บินไปสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน เอาการสัมภาษณ์มาออกอากาศทางโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย  สร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีน 

มีผลให้เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ตำหนิสื่อไทย ที่ให้พื้นที่ข่าวแก่ไต้หวันทั้งๆที่รัฐบาลไทยยอมรับเรื่อง “จีนเดียว”

ข่าว Thai PBS ออกต้นเดือนพฤศจิกายน  ทูตจีนประท้วงกลางเดือน สายการบินจีนแจ้งยกเลิกเที่ยวบินมาไทยช่วงไฮซีซันร่วมหมื่นเที่ยวบินอย่างกะทันหันในปลายเดือนพฤศจิกายน  ถามว่าเป็นเรื่องปกติ  เป็นเหตุบังเอิญ  หรือเป็นบทเรียนสั่งสอนจากแผ่นดินใหญ่ว่า “อย่างยุ่งเรื่องไต้หวัน”  

จีนได้ชื่อว่าเข้มข้นในเรื่องความมั่นคงในประเทศ  ความเป็นเอกราชของจีนทั้งเรื่องฮ่องกง ไต้หวัน หมู่เกาะในทะเล  

ต่างกับประเทศไทยที่วันนี้รัฐบาลคิดด้านเดียว  หาเงินเข้าประเทศ  ปล่อยให้คนเข้าประเทศเยอะๆ  เน้นจำนวนเป็นตัววัดผลงาน  มีเสียงบ่นสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยพิจารณาอนุมัติวีซ่าช้าก็ด่าเจ้าหน้าที่  บินมาออกันที่ด่านตม.สนามบินก็ด่าเจ้าหน้าที่ทำงานล่าช้า  โดยไม่คิดดูข้อเท็จจริงว่าปริมาณงานกับจำนวนเจ้าหน้าที่สมดุลกันไหม  

เมื่อผู้ใหญ่เน้นปริมาณขาเข้าเจ้าหน้าที่ก็หลับตาประทับตราให้เข้าเมือง  แล้วเราก็ได้เหล่าอาชญากรนานาชาติที่บินมาซุกตัว  มาฟอกเงิน  มาก่ออาชญากรรมในไทย  หรือได้แก๊งขอทานจีน  ขอทานจากอาหรับ เข้ามาหาเงินสร้างภาพพจน์ที่ไม่ดีแก่ประเทศ

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย วันนี้คนต่างด้าวที่ถือหนังสือเดินทางของ 61 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจ  สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว โดยได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา และอนุญาตให้พำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นแดนสวรรค์ของคนทั่วโลก  ในขณะที่คนไทยเจ้าของประเทศยังบ่นชักหน้าไม่ถึงหลัง  ยังหาเงินไปชำระหนี้

ฝีมือรัฐบาลแบบไทยๆ..

Facebook Comments

Related post