Digiqole ad

“โอไมครอน”  ข่าวดีที่อย่าวางใจ

 “โอไมครอน”  ข่าวดีที่อย่าวางใจ

          ดูข่าวการระบาดโรคโควิด-19 ในต่างประเทศแล้วน่ากลัว  

Advertisement
ตอนนี้ทั่วโลกติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 ล้านคน/วัน  ที่มีรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าความจริงยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้แจ้ง ไม่ได้รับการทดสอบและไม่รู้ตัวอีกวันละหลายเท่าตัว  โดยตัวเร่งการระบาดคือเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ “โอไมครอน” ที่มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาและลามไปกว่าครึ่งค่อนโลกแล้ว

          เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มกราคม ที่สหรัฐติดเชื้อวันเดียวทะลุ 1 ล้านคน และมีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 1 แสนคน ส่วนที่ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 มกราคมติดเชื้อใหม่ 2.7 แสนคน อังกฤษ 2.1 แสนคน  อิตาลี 1.7 แสนคน สเปน 1.1 แสนคน  

         น่าสงสัยว่าทั้งๆ ที่ประชากรในประเทศเหล่านี้ได้รับวัคซีนจนล้นแขนและน่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ตามที่แพทย์ทั่วโลกคาดหวัง  แต่วัคซีนกลับไม่สามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้  ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 9,000 ล้านโดส แต่ทำไมยังติดเชื้อโควิดหนักกว่าเดิม

          จากสถิติเมื่อ 30 ธันวาคม 2564 ชาวอเมริกันฉีดวัคซีนครบโดส 61.9% ฉีดเข็มกระตุ้น (Booster dose) 20.4%  อังกฤษฉีดครบโดส 70.8% กระตุ้น 41.6%  เยอรมนีฉีดครบโดส 71% กระตุ้น 37.3% ฝรั่งเศสฉีดครบโดส 74.8%  กระตุ้น 35.6%  อิตาลีฉีดครบโดส 74.8%  กระตุ้น 30.2% 

          ประเทศไทยเราฉีดครบโดสแล้ว 65.2% ฉีดเข็มกระตุ้น 8.9%  เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564  ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ขยับขึ้นในระดับ 3,899 คน และคงทะลุ 4,000 คน ในสัปดาห์หน้า  โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนเกินกว่า 2,000 ราย ที่ตรวจพบใน 57 จังหวัดทั่วประเทศแล้วคงลามทั่วประเทศในอีกไม่กี่วัน

           ก่อนหยุดฉลองปีใหม่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวว่าหลังปีใหม่จะเกิดการระบาดใหญ่อีกครั้ง  โดยหากประชาชนการ์ดตกอาจจะติดเชื้อสูงสุดถึง 3 หมื่นรายต่อวัน และเสียชีวิต 170-180 ราย/วัน  แต่ถึงแม้ยังร่วมมือดีก็จะมีการติดเชื้อในระดับ 1 หมื่นรายต่อวัน และเสียชีวิต 50-60 ราย/วัน

          คนไทยคาดหมายอยู่แล้วก่อนที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาแถลง  เพราะเคยเห็นภาพระบาดหนักหลังรัฐบาลปล่อยฉลองสงกรานต์ปี 2564  ดังนั้นต้นปี 2565 ต้องได้เจอการระบาดหนักระลอกที่ 5 แน่นอน     

          คนไทยที่กลัวตายห่ามากกว่ตายโหงจึงมีแรงกระตุ้นให้เข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อส่วนรวม       

          แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วควรจะหรือจำเป็นไหมที่จะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันในช่วงเวลานี้  เพราะดูตัวอย่างในนานาประเทศแล้ววัคซีนเข็มที่ 3 แทบไม่ช่วยอะไรเลย 

         เช่นแพทย์อิสราเอล 2 นาย ฉีดวัคซีนเข็ม 3 แล้วยังติดโอไมครอน  

         หรือกษัตริย์และพระราชินีของสวีเดน ยังติดเชื้อโควิด-19 ทั้งๆ ที่สองพระองค์ทรงได้รับการถวายฉีดวัคซีนแล้ว 3 โดส 

          ยิ่งได้อ่านข้อมูลความคิดเห็นจากนายแพทย์ไทยหลายท่าน ยิ่งทำให้คิดว่าวัคซีนเข็ม 3 หรือ 4 ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในยามนี้  เพราะสุดท้ายแล้วภายในปีนี้อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันอีกเลย

          เช่น นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจและผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว เคยให้ความเห็นไว้ว่าอัตราตายของการติดเชื้อโอไมครอนต่ำจนใกล้ศูนย์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต่ำพอๆ กับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 เข็ม 4 แต่ประสิทธิผลในแง่การสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิดดีกว่า   

          หมอสันต์เชื่อว่าไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอนนี่แหละเป็นสายพันธุ์ในอุดมคติที่จะมาช่วยโลกใบนี้ไว้  เพราะโดยทฤษฎีถ้าไวรัสรุนแรงทำให้คนตายมากจะระบาดได้ไม่เร็ว ภูมิคุ้มกันหมู่จะไม่เกิด โรคก็ไม่จบสักที  แต่หากมีสายพันธุ์ที่ระบาดได้เร็วซึ่งโดยธรรมชาติมันจะไม่รุนแรง  ติดเชื้อแล้วไม่ป่วยหนักไม่ตายแต่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน  ทำหน้าที่แทนวัคซีนได้  ก็คือลักษณะของสายพันธุ์โอไมครอน

          หรืออย่าง นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เชื่อว่าสายพันธุ์โอไครอนจะเป็นตัว “ปิดเกม”ไวรัสโควิด-19 ที่ป่วนโลกมากว่า 2 ปี  เพราะเห็นว่าทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนแล้วมกว่า 9,000 ล้านโดส แม้ช่วงนี้จะมีกรระบาดใหม่มากแต่ความรุนแรงของโรคน้อยลง อัตราการตายของโรคในปัจจุบันจึงมีลดลงมาโดยตลอด 

         ในที่สุดเชื่อว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) จะเลิกนับจำนวนผู้ป่วย และหลังจากนั้น ก็จะทำการตรวจเฉพาะผู้ที่มีอาการของโรคเท่านั้น 

        องค์การอนามัยโลกที่เคยแถลงให้ทั่วโลกตกใจเรื่องสายพันธุ์โอไมครอน  ล่าสุดแถลงใหม่ว่า มีหลักฐานมากขึ้นว่า เชื้อโควิด-19 โอมิครอนเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา  พบว่าแพร่กระจายในหลอดลมได้เร็วกว่า 70 เท่า จึงแพร่ระบาดได้ง่าย  แต่ในเนื้อเยื่อปอดแพร่กระจายได้ช้ากว่า 10 เท่า ทำให้รุนแรงน้อยกว่ามีโอกาสป่วยหนักหรือต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าถึง 80%  

          ข้อสรุปขององค์การอนามัยโลกคือ  หากโอไมครอนมาแทนที่เดลตาได้ มันก็จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเหมือนไข้หวัดใหญ่ในอนาคต ที่อาจติดง่ายแต่ไม่รุนแรง

          คนไทยอ่านข้อมูลเหล่นี้แล้วก็อย่าเพิ่งดีใจเพราะทุกเช้าที่ตื่นมาดูรายงานของกระทรวงสาธารณสุขก็ยังมีคนตายเพราะโควิด-19 ทุกวัน  หากการ์ตตกตัวคุณเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในยอดนั้น

          นอกจากนี้ยังมีข่าวล่าสุดว่ามีการตรวจพบไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวใหม่ที่คลัสเตอร์เล็กๆ ในฝรั่งเศส ชื่อว่า B.1640.1 เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศแคเมอรูนจากผู้ป่วยรายแรก   มีการกลายพันธุ์ที่สามารถหลบหนีภูมิคุ้มกันได้เหมือนเชื้อโอไมครอน

          อนาคตจึงยังเป็นความไม่แน่นอน

          

Advertisement
Facebook Comments

Related post