Digiqole ad

โอกาสและช่องทาง ค้าไทย–จีน ปี 2566

 โอกาสและช่องทาง ค้าไทย–จีน ปี 2566
Social sharing

          การปิดประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ( 2563-2565)อันเนื่องมาจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าขายระหว่างประเทศไปทั่วโลก  เพราะจีนเป็นทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลก  ยิ่งถ้ามองเฉพาะการค้าระหว่างไทยจีน จะเห็นชัดเจนเลยว่าไม่เพียงมีผลต่อนักท่องเที่ยวจีนปีละ 10 ล้านคนที่หายวับ  แต่การส่งสินค้าเข้าจีนยังยากเย็นแสนเข็ญด้วยมาตรการโควิดเป็นศูนย์ที่เปรียบเสมือนกำแพงเมืองจีนที่ต้องปีนข้าม

          ดังนั้นเมื่อจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการโควิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565  ประกาศเปิดประเทศให้เดินทางเข้าออกได้ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566  และประกาศให้กรุ๊ปทัวร์จีนออกท่องเที่ยวได้ใน 20 ประเทศตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 จึงเป็นสัญญาณบวกทั้งสำหรับการท่องเที่ยวและการค้าไทยจีน ให้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง      

          อย่างไรก็ตามการค้าไทยจีน ในปี 2566 จะสดใสเจิดจ้า  หรือยังมีอุปสรรคและความท้าทายให้ต้องฟันฝ่า นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์  มีข้อมูลและข้อคิดเห็นที่น่าสนใจซึ่งถอดความมาจากรายการวิทยุจับคู่ธุรกิจ Business Matching” F.M. 96.0 Mhz ดังนี้  

          ปี 2565 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับการค้าไทยจีน เพราะโควิด-19 กลับมาระบาดมากในจีน และรัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) ค่อนข้างจะเข้มข้นมาก  อย่างไรก็ดีจีนก็ยังเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยโดยเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา  มูลค่าการค้าไทยจีน รวมทั้งปี 2565 เท่ากับ 105,404 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(ประมาณ  3.37 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.53 %  โดยไทยส่งออกไปจีนเป็นมูลค่า 34,389 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ติดลบ 7.72 %  นำเข้าจากจีน 71,014 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.27 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.70 %

          ย้อนไปมองการส่งออกสินค้าไทยไปจีน ปี 2563 โตแค่ 2.2%  ปี 2564 โตมากถึง 25%  แต่ปี 2565 กลับมาติดลบ 7.72%  แต่สัดส่วนการส่งออกของไทยไปจีนก็ยังถือว่าไม่น้อยเมื่อคิดเป็นเกือบ 12% ของการส่งออกทั้งหมด 

          สินค้าหลัก 5 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปจีนคือ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้แห้ง  ผลิตภัณฑ์ยาง  เม็ดพลาสติก  ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง  เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

          มีการตั้งข้อสังเกตว่าไทยขาดดุลการค้าจีนมากเป็นเท่าตัว  เหตุก็เพราะสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากจีนค่อนข้างจะมีมูลค่าสูง เช่นเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ  เคมีภัณฑ์  เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน  เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  5 อันดับนี้ที่ไทยนำเข้าจากจีนล้วนมีมูลค่าสูง  ในขณะที่ 5 อันดับแรกของสินค้าไทยที่ส่งไปจีนเป็นสินค้าเกษตรซึ่งมีมูลค่าต่ำกว่า

          อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจของไทยยังขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม  หากไทยไม่ทำการค้ากับจีน  ภาคเกษตรกรรมของไทยอาจจะแย่กว่านี้อีก  

          สินค้าเกษตรแปรรูปของไทยนั้นยังมีโอกาสสูงมากในตลาดจีน  เพราะชาวจีนค่อนข้างนิยมสินค้าไทย  แต่ด้วยเหตุเพราะไทยเรายังปรับตัวได้ไม่เร็วเท่าที่ควรในการพัฒนาให้สินค้าไทยมีมาตรฐาน  ให้มี คุณภาพสูง และมีการบรรจุหีบห่อที่ดูเป็นสากล  เพราะความต้องการสินค้าของคนจีนเปลี่ยนแปลงเร็วมาก  ผู้ที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่  ชอบมาเที่ยวไทย  ชอบสินค้าไทย  แต่ก็คาดหวังสินค้าในเกรดเกาหลีและญี่ปุ่น  ขณะที่เอสเอ็มอี หรือสินค้าชุมชนของไทยจะมีข้อเสียเปรียบในการเปลี่ยนความคิดที่จะผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของคนจีน         

          คนรุ่นใหม่ของจีนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ  ขณะเดียวกันก็มีความเป็นชาตินิยม  ชอบอาหารไทย  ชอบซอฟท์พาวเวอร์ไทย  เห็นประเทศไทยเป็นความมั่นคงทางอาหารของเขา  นี่ถือภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของไทย  ดังนั้นสินค้าอาหาร  สินค้าเครื่องดื่ม  สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม  เหล่านี้คือภาพลักษณ์ที่คนจีนจดจำ  เราจึงควรขายความเป็นไทยที่มีความทันสมัย

           ในปี 2566 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังจากเปิดประเทศอย่างรวดเร็ว  คิดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 3.2 – 3.8 %  แต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด และยังมีปัจจัยกดดันหลายประการ ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก  วิกฤติในภาคอสังหาริมทรัพย์ ในจีน  และการที่สังคมจีนเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย  เหล่านี้ถือเป็นความท้าทายของจีนและเป็นโอกาสของไทย

          นั่นคือกลุ่มสินค้าอาหาร  จีนต้องการสร้างความมั่นคงทางอาหาร  คนจีนรักสุขภาพมากขึ้น  อาหารทะเล  ไก่  อาหารแปรรูป  อาหารฮาลาลของไทย  ปัจจุบันจีนเปิดรับมากขึ้น  บางมณฑลเช่นที่ก่านซู่”(ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน) ซึ่งมีชาวมุสลิมจำนวนมาก  ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ไปทำมินิเอฟทีเอเอาไว้ตามโครงการเจาะเมืองรอง  เพื่อพยายามผลักดันสินค้าฮาลาล  หลังจากจีนเปิดประเทศก็คาดว่าจะมีหนทางที่ดีเพิ่มขึ้นอีกมาก

          Future Food อาหารเพื่อสุขภาพ  สินค้าจากธัญพืช  อาหารอินทรีย์  สมุนไพร  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำผลไม้  กระแสรักสุขภาพและความงามจะเป็นโอกาสของ Beauty Products ของไทย  อย่างไรก็ดีต้องหันกลับมามองว่าเราควรจะสร้างแบรนด์ไทยที่มีความรู้สึกเป็นสากลมากยิ่งขึ้น  ต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการผลิต และการทำกิจกรรมทางการตลาดให้มากยิ่งขึ้น

          BCG ( โมเดลเศรษฐกิจ Bio – Circular – Green Economy )เป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม  เพราะจากการประชุม APEC ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์นี้ต่อชาวโลก  และฝ่ายจีนก็ชื่นชมไทยว่าทำได้ดีในเรื่องนี้

          สินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง  กับ Pet Humanization  ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนลูก  คนจีนก็มีบุตรน้อยลงหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้น  ดังนั้นอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง   ประเทศไทยมีโอกาสในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

          ผลไม้สดและแปรรูปของไทยยังคงเป็นดาวเด่น  เช่นทุกเรียนแม้จะเริ่มมีคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้าน  แต่ไทยก็ยิ่งต้องยกระดับขึ้นไปอีกเพื่อให้คนจีนได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

          เป้าหมายตลาดจีนปี 2023  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกค่อนข้างชะลอตัวอย่างมากในปีนี้  กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายรวมการส่งออกปี 2023 ไว้ที่บวก 1-2 %  ซึ่งหลายๆประเทศประเมินไว้ว่าถ้าทำได้ 0 % หรือไม่ติดลบก็ดีแล้ว  หรืออย่างยุโรปและสหรัฐฯนั้นชะลอตัวแน่นอน  สำหรับตลาดจีนที่การส่งออกของไทยติดลบในปีที่ผ่านมา  ตอนแรกเราก็เกรงว่าจะยังมีข้อจำกัดเรื่องโควิด  แต่เมื่อจีนกลับมาเปิดประเทศเร็วขึ้นเราจึงหวังว่าปีนี้จะกลับมาสู่แดนบวกที่ 1%  ตั้งเป้าหมายมูลค่าการส่งออกจากไทยไปจีนไม่น้อยกว่า 34,734 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) 

          เพื่อเป็นการส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลที่จะถึง  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ได้ทำโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ  โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพจากทั่วโลกกว่า 100 ราย จากสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ตะวันออกกลาง  เอเชียใต้  กลุ่มCLMV โดยบางส่วนเป็นผู้ซื้อที่เรารู้จักอยู่แล้ว  แต่อีกมากกว่าครึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหม่ มีทั้งโมเดิร์นเทรด  แพลตฟอร์มออนไลน์  หรือช่องทางใหม่ๆที่สนใจจะนำสินค้าผัก ผลไม้ สินค้าเกษตรไทยไปวางจำหน่ายมาพบกับผู้ส่งออกไทย

          งานนี้ตั้งเป้าจะให้เกิด Business Matching ไม่ต่ำกว่า 250 การเจรจานัดหมาย  คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 650 ล้านบาท

Facebook Comments

Related post