Digiqole ad

โลกของผู้(ชาย)ที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนตกหลุมแห่ง “ไฟราคะ”

 โลกของผู้(ชาย)ที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนตกหลุมแห่ง “ไฟราคะ”
Social sharing

Digiqole ad

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๖ ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๗

หน้า ๒ – ๓ สกู๊ปปก

โลกของผู้(ชาย)ที่ผู้หญิงควรรู้

ก่อนตกหลุมแห่ง “ไฟราคะ”

ช่วงนี้มีข่าวของ “ผู้หญิง” ที่ถูกกระทำจากฝ่าย “ผู้ชาย” ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสถานะ คู่ชีวิต ทั้งจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน คู่แฟนที่ยังไม่ใด้แต่งงานกัน รวมถึงคู่ที่เลิกรากันไปแล้ว แต่ยังติดพันด้วยเรื่องต่าง ๆ นานา อาทิ ในแง่ความชอบธรรมกฎหมาย เป็นต้น ทั้งเป็นการทำร้ายจิตใจ ทารุณกรรม นอกใจไปมีผู้หญิงอื่น และที่น่ากลัวคือ การนำไปสู่ “การฆาตรกรรม” ที่สุดโหดและเหี้ยม

หากพูดถึงเรื่องความรักความสัมพันธ์ ประเด็นหนึ่งที่เรามักจะได้ยินพ่วงมาด้วย คือ การนอกใจ ที่ในสังคมของเรามักได้ยินเรื่องราวเหล่านี้บ่อย ๆ โดยเฉพาะจากดารานักร้อง หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือข่าวอาชญากรรมที่มีการทำร้ายร่างกายกันอันเนื่องมาจากการนอกใจนอกกายกัน

“นอกใจ” ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 โลก

สองนักจิตวิทยาแห่ง iSTRONG คุณจันทมา ช่างสลัก  และ คุณนิลุบล สุขวณิช ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อประเด็น “ทำไมคนเราถึงนอกใจกัน” ซึ่งเปอร์เซ็นต์ส่วนมากจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

โดย คุณจันทมา ช่างสลัก กล่าวว่า การนอกใจ เป็นปัญหาใหญ่มากของชีวิตคู่ และดูเหมือนว่าปัญหานี้มันมีมาตั้งแต่มนุษยชาติถือกำเนิดกันเลยทีเดียวค่ะคุณ และคงจะมีตลอดไป ซึ่งปัญหาการนอกใจนั้นถือเป็นปัญหาสากลที่คู่รักบางคู่ทั่วโลกต้องพบเจอ และแน่นอนว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อหลายปีก่อน บริษัทถุงยางอนามัยชื่อดังสุด ๆ อย่าง “ดูเร็กซ์” ได้ทำการสำรวจการนอกใจคู่รักจากทั่วโลก  พบว่า ประเทศที่มีการนอกใจสูงสุดเป็น No.1 ก็คือ “ประเทศไทย” นั่นเอง โดยได้คะแนนไปถึง 51% รองลงมาก็คือ เดนมาร์ก 46% อิตาลี 45% เยอรมนี 45% และฝรั่งเศส 43 % ซึ่งว่ากันหลักศาสนา การนอกใจถือว่าเป็นการผิดศีลธรรม แต่ไม่ได้ผิดกฎหมายในประเทศไทย ถึงอย่างนั้นก็ตามคู่สมรสที่มีการนอกใจกันสามารถฟ้องร้องกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ที่ระบุให้สิทธิแก่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่เป็นชู้ได้

โดยเมื่อปี 2560 กระทรวงมหาดไทยได้ให้ข้อมูลว่า มีคนจดทะเบียนหย่าถึง 118,539 คู่ และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการหย่าร้างมีแนวโน้มในประเทศไทยสูงขึ้นถึง 12% เมื่อเราพบเห็นการนอกใจบ่อยจนเราสงสัยว่า รักแท้มีจริงหรือไม่?” ซึ่ง Helen Fisher นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาชีวิตคู่ได้กล่าวว่า ความรักที่ยั่งยืนต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ ความต้องการทางเพศ ความรักโรแมนติก และความผูกพันทางอารมณ์ หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ก็อาจนำไปสู่การหย่าร้าง

5 สาเหตุหลักคนนอกใจกัน

นักจิตวิทยายังได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุของการนอกใจ เพื่อนำไปสู่การป้องกันในอนาคต โดยเหตุผลทางจิตวิทยาที่ทำให้คนนอกใจนั้น มี 5 สาเหตุด้วยกัน มีดังนี้

1.ไม่มีความผูกพันทางอารมณ์ : คนรักบางคู่อยู่ด้วยกันก็จริง แต่ไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณ์ให้แก่กัน ไม่คิดถึงกัน ไม่ห่วงใยกัน เมื่อเจอกันไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ อยู่ด้วยกันแบบตัวใครตัวมัน ไม่ดูแลความเป็นอยู่กัน ไม่ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเป็นเหตุผลให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เมื่อเจอคนที่คอยเอาใจใส่ ใส่ใจ ก็มีเขว มีเปลี่ยนใจ มีนอกใจกันไป แล้วถ้าคนที่เป็นกิ๊กคอยเอาอกเอาใจ จดจำได้ทุกรายละเอียดส่วนตัวว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไรด้วยแล้ว อาจได้มีการเลิกรา หย่าร้าง แล้วเปลี่ยนสถานะของกิ๊กมาเป็น No.1 แทนเลยก็ได้

  1. ความต้องการสวนทางกัน : ตอนจีบกันใหม่ ๆ เราจะรู้สึกซู่ซ่า ตื่นเต้น หัวใจพองโต แค่สบตากันก็รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัวแล้วใช่ไหม แต่เมื่อได้คบกัน ได้อยู่ด้วยกันจริงจัง ได้พบว่าทั้งสองคนมีความต้องการที่สวนทางกัน ทั้งในเรื่องรสนิยม นิสัยใจคอ ทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ต้องบอกเลยว่าทำบ้านแตกมาแล้วหลายราย หรือเรื่องการใช้จ่าย การปาร์ตี้ และที่สำคัญที่สุด ก็คือเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม่สัมพันธ์กัน เพราะฝ่ายหนึ่งอาจต้องรับภาระงานหนักจนเหนื่อย หรือดูแลลูกดูแลบ้านจนเหนื่อย จึงไม่มีอารมณ์ แต่ฝ่ายหนึ่งกลับต้องการ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่ตื่นเต้น ไม่สนใจอีกฝ่าย จนออกนอกบ้านไปหาคนที่สนองได้ บ่อยครั้งเข้ากลายเป็นความร้าวฉานในชีวิตคู่
  2. มีปัญหาเรื่องการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว : เคยรู้จักใครบ้างคนไหมที่เป็นคนมีเสน่ห์มาก หน้าตาดี บุคลิกดี จนมีคนมาชอบ มาคลั่งรักเยอะมาก แต่กลับคบใครจริงจังไม่รอด กลัวความผูกมัด เพราะมีปัญหาเรื่องการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งแต่ละเคสมีสาเหตุแตกต่างกัน เช่น เคยเห็นพ่อทำร้ายแม่มาก่อน จึงกลัวที่จะมีชีวิตคู่ หรือเคยผิดหวังกับความรักมาอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้คน ๆ หนึ่งไม่สามารถดูแลคนรักได้ เพราะเขาไม่สามารถหยุดอยู่กับใครคนหนึ่งได้นาน อาจคบซ้อน และมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด ทำให้คนที่รักเขาต้องเจ็บปวดใจและเปลี่ยนใจไปหาคนอื่นแทน
  3. หมด Passion : ว่าด้วยเรื่องของความหมดใจ หรือหมด Passion ของคนเคยรักกันนั้น ถือว่าเป็นเหตุผลคลาสสิคที่ทำให้คนเราเลิกกันหรือนอกใจกัน เพราะเมื่อเราหมดความสนใจในกัน เราจะเริ่มมองหาคนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ถ้ามีคนใหม่ตอนเลิกกันแล้วยังพอรับได้ แม้ว่าจะมูฟออนเร็วบ้างอะไรบ้าง แต่ถ้าคนเก่าก็ยังคบ คนใหม่ก็ไปหา แบบนี้ไม่ดีแน่ ถ้าหมด  Passion กันแล้วควรจบกันไปให้เป็นเรื่องเป็นราว จะได้ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่ายในการเดินไปตามทางของตนเอง
  4. รักแท้แพ้ใกล้ชิด : คำกล่าวนี้ไม่เป็นจริง เพราะถ้ารักแท้วันต้องไม่แพ้อะไรเลย แต่ที่เรานอกใจกันเพราะเราไปใกล้ชิดคนอื่นนั้น ก็เพราะเราให้เวลากับคนรักของเราน้อยกว่าคนที่เราแบ่งใจไปให้ จนทำให้สนิทสนมกันเกินกว่าที่ควรจะเป็น จนทำให้ชีวิตรักสั่นคลอน เมื่อเราพบเห็นการนอกใจบ่อยจนเราสงสัยว่า รักแท้มีจริงหรือไม่?” ซึ่ง Helen Fisher นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาชีวิตคู่ได้กล่าวว่า ความรักที่ยั่งยืนต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ ความต้องการทางเพศ ความรักโรแมนติก และความผูกพันทางอารมณ์ หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ก็อาจนำไปสู่การหย่าร้าง

มุมมองนักจิตวิทยาระดับโลก

ทางด้าน คุณนิลุบล สุขวณิช  นักจิตวิทยาแห่ง iSTRONG อีกท่านหนึ่งระบุว่า  เมื่อนึกถึงคนที่จะนอกใจกัน หลายคนอาจนึกถึงเพียงปัญหาเรื่อง sex เช่น คนรักไม่เด็ดไม่โดนจึงต้องไปแอบแซบกับคนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วการนอกใจไม่ได้เกิดขึ้นจากปัญหาเรื่อง sex ทุกครั้งเสมอไป แต่มันมีหลายเหตุผลด้วยกัน โดยจากบทความเรื่อง The 8 Reasons Why People Cheat โดย Gary W. Lewandowski Jr. Ph.D. ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ระบุว่า สาเหตุของการนอกใจมีด้วยกัน 8 ประการ ได้แก่

  1. โกรธ (Anger) : หลายครั้งการนอกใจเกิดขึ้นเพราะความโกรธ เช่น ก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายถูกนอกใจก่อน หรือความสัมพันธ์เป็นไปอย่างระหองระแหงทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจคนรักสะสมมาเรื่อย ๆ และเมื่อความโกรธได้พัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง ความรู้สึกอยากแก้แค้นเอาคืนหรือนอกใจคนรักเพื่อความสะใจอาจเกิดขึ้นตามมาได้
  2. ความภาคภูมิใจ (Esteem) ถูกกระทบ : ความรู้สึกด้อยที่เกิดขึ้นเวลาที่อยู่กับคนรักสามารถนำไปสู่การนอกใจได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กับคนรักที่มีลักษณะเหนือกว่า เช่น หน้าที่การงานดีกว่า หาเงินได้มากกว่า เป็นที่ชื่นชอบของสังคมมากกว่า รวมไปถึงการที่คนรักชอบควบคุมบงการหรือชอบข่มจนทำให้เกิดความรู้สึกด้อยค่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความภาคภูมิใจถูกสั่นสะเทือนขึ้นมา คนเรามักแสวงหาคนอื่นที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ มีอิสระทำอะไรตามใจตัวเองได้ หรือได้มีโอกาสควบคุมคนอื่นบ้าง ซึ่งโดยรวมแล้ว คือหากอยู่กับใครแล้วความภาคภูมิใจมันเพิ่มขึ้นก็อยากจะอยู่กับคนนั้นมากกว่า
  3. หมดรัก (Lack of Love) : การหมดรักนี้อาจมาจากความรู้สึกว่าคนรักที่กำลังคบกันอยู่ไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้เป็น “right person” หรืออาจเริ่มเกิดความรู้สึกแปลก ๆ จึงชักจะไม่มั่นใจว่าตัวเองรักคนที่กำลังคบกันนี้อยู่หรือเปล่า
  4. ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน (Low Commitment) : ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนสามารถนำไปสู่การนอกใจได้ เช่น คบกันแบบไม่เปิดเผย คบกันแบบสถานะไม่ชัดเจน ไม่ได้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคบกับคนรักจริงจังหวังแต่ง คล้ายกับการมีที่อยู่อาศัยแบบยังไม่ลงหลักปักฐานจึงพร้อมที่จะย้ายบ้านไปได้เรื่อย ๆ
  5. มีนิสัยขี้เบื่อ (Need for Variety) : บางครั้งคนเราไม่ได้นอกใจเพราะความไม่รัก แต่บางคนมีลักษณะเป็นคนขี้เบื่อ ชอบความหลากหลาย ชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเรื่อง sex หรืออยากทดลองบทสนทนาแปลกใหม่กับคนหน้าใหม่ ๆ นิสัยเช่นนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการนอกใจขึ้นมาได้
  6. รู้สึกถูกทอดทิ้งละเลย (Neglect) : ความสัมพันธ์แบบ “มีแฟนเหมือนไม่มี” ทำให้เกิดความรู้สึกถูกทอดทิ้งละเลยก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การนอกใจ ซึ่งการถูกทอดทิ้งละเลยนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการปล่อยให้คนรักอยู่ตามลำพัง แต่รวมไปถึงการอยู่ด้วยการแต่ถูกทอดทิ้งละเลยทางอารมณ์ เช่น ไม่รับฟัง เมินเฉย ไม่เคยปลอบใจให้กำลังใจคนรักเลย ความรู้สึกถูกทอดทิ้งละเลยที่กลายเป็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างจะนำไปสู่การแสวงหาใครสักคนที่มาช่วยเติมเต็มความเว้าแหว่งในหัวใจ
  7. ความต้องการทางเพศ (Sex Desire) : ข้อนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมามากที่สุด กล่าวคือเมื่อคนรักไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศได้ อาจจะเกิดเพราะรสนิยมหรือระดับความต้องการทางเพศที่ไม่ตรงกัน คนรักมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนเราเริ่มมองหาคนใหม่ ๆ เพื่อมาตอบสนองทางเพศให้กับตนเอง แต่การนอกใจด้วยเหตุผลเรื่อง sex อาจเป็นการนอกกายมากกว่านอกใจ เพราะบ่อยครั้งพบว่าการที่คนรักไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่น ๆ นั้นไม่ได้เกิดจากความรักแต่เป็นเพียงความต้องการทางร่างกายมากกว่าทางจิตใจ
  8. สถานการณ์พาไป (Situation) : ในบางครั้งการนอกใจก็เกิดขึ้นด้วยความพลั้งเผลอเพราะสถานการณ์มันพาไป เช่น เมา ถูกวางยาให้เกิดอารมณ์ทางเพศ อยู่ในสภาพที่ขาดสติและการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งการนอกใจเพราะสถานการณ์พาไปมักเกิดขึ้นและจบลงในระยะเวลาอันรวดเร็วมากที่สุดเมื่อเทียบกับการนอกใจเพราะสาเหตุอื่น ๆ ที่กล่าวมาในข้างต้นทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการนอกใจจะมีเหตุผลเบื้องหลังมาอธิบายสนับสนุน แต่การนอกใจไม่ใช่ทางออกหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีเมื่อมีปัญหาความสัมพันธ์กับคนรักค่ะ หลายครั้งพบว่าการนอกใจทำให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนรุนแรงมากขึ้น สามารถก่อบาดแผลทางใจของฝ่ายที่ถูกคนรักนอกใจได้ และอาจนำไปสู่เหตุการณ์สูญเสียได้ ตัวอย่างดังเช่นข่าวที่เราเห็นกันตามสื่อต่าง ๆ เช่น การยิงกันเสียชีวิต การสาดน้ำกรดจนอีกฝ่ายพิการ การทำลายข้าวของทรัพย์สิน การฆ่าตัวตาย ฯลฯ

ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ความสัมพันธ์กับคนรักเริ่มมีปัญหา สิ่งหนึ่งที่ต้องประคับประคองเอาไว้ให้ดีก็คือ “สติ” ตั้งสติก่อนนอกใจ หรือหากการนอกใจเกิดขึ้นไปแล้ว ทั้งฝ่ายนอกใจและฝ่ายถูกนอกใจต้องตั้งสติให้มั่นเลย ซึ่งหากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องการนอกใจอยู่และรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันหนักเกินที่จะรับไหว การไปปรึกษานักจิตวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญในการบำบัดคู่รัก (Couple Therapy) นั้นเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ๆ  และสิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ารอจนเรื่องราวมันถลำลึกไปเกินกว่าจะแก้ไข เพราะยิ่งรีบจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์ให้เร็วมากเท่าไหร่ ผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ต้นตอใหญ่ “ผู้ชายเจ้าชู้”

ผลสำรวจวันยุติความรุนแรงฯ โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า 71.7% ของผู้ชายแอบมีกิ๊ก คบกับผู้หญิงหลายคน เผื่อเลือก (สะท้อนจากผลสำรวจต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในกลุ่มผู้ชายจำนวน 1,617 ตัวอย่าง อายุ 20–35 ปีในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด) เป็นข้อมูลที่สนับสนุนพฤติกรรมของผู้ชายเจ้าชู้ได้อย่างชัดเจนขึ้น

แม้ว่าความเจ้าชู้จะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนเลี่ยงที่จะพบเจอ แต่ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคมระบุว่า “ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงสัปดาห์ตกไข่จะมีสารเคมีในสมองที่ทำให้ตกหลุมรัก (โดปามีน, อดรีนาลีน และเซโรโทนิน) และฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น พร้อมกับหลั่ง “สารเอ็นโดรฟิน” ที่ทำให้เราตกหลุมรัก แต่ในช่วงเวลาไข่ตกนั้น ผู้หญิงมักถูกฮอร์โมนตัวเองลวงว่า ผู้ชายที่มีความเจ้าชู้อยู่หน่อย ๆ น่าจะดีกว่า ผู้ชายที่มีลักษณะจะเป็นพ่อที่ดีและทุ่มเท”

ทดสอบโดยกลุ่มตัวอย่าง โดยการให้เหล่าสาว ๆ เลือกหนุ่ม ๆ ในช่วงที่ตกไข่และช่วงเวลาปกติ ช่วงเวลาที่ผู้หญิงตกไข่จะมีแนวโน้มคิดว่าผู้ชายที่มีความเจ้าชู้อยู่หน่อย ๆ จะสามารถเป็นคุณพ่อที่พึ่งพาได้ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาปกติพวกเธอกลับคิดว่า ผู้ชายที่มีความเจ้าชู้อยู่หน่อย ๆ เซ็กซี่กว่าจริง แต่ก็เหมาะจะเป็นคู่หูมากกว่าเป็นพ่อที่ดี ถึงแม้ว่าหนุ่มแบดบอยอาจจะหวือหวาและน่าดึงดูดใจสาว ๆ มากกว่า หากคุณกำลังมองหาความสัมพันธ์ระยะยาวหรือคุณพ่อที่ดีของครอบครัว เราก็คงต้องบอกว่าให้มองหลาย ๆ องค์ประกอบ มองให้ลึก ศึกษาให้นาน และเลือกคนที่ถูกใจ เพื่อจะได้รับพลังงานบวกจากความรัก มาพัฒนาชีวิตคู่ของคุณ

อย่างไรก็ตามยังมีผลการวิจัยสนับสนุนที่ค้นพบว่าผู้ชายชาวชู้เกิดจากฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรน (Testosterone) ที่สูงมากเกินไป ซึ่งจากการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Sex Research พบว่ามีแนวโน้มที่ผู้ชายจะนอนกับผู้หญิงมากกว่า 1 คน ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะให้ความสนใจกับผู้ชายเพียงคนเดียว ฮอร์โมน Testosterone เป็นฮอร์โมนเพศชายที่สำคัญ โดยผลิตจากอัณฑะของผู้ชาย ทำหน้าที่ควบคุม เกื้อหนุนลักษณะการแสดงออกทางเพศชาย สนับสนุนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ดังนั้น หากฮอร์โมนเพศชายผิดปกติจึงไม่ใช่แค่ส่งผลต่อเรื่องเซ็กส์ แต่อาจกระทบการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ ด้วย

แม้ว่าจะมีวิจัยหรือการศึกษาสนับสนุนในเรื่องพฤติกรรมหรือความสัมพันธ์ทางเพศของผู้ชายได้ แต่ก็ไม่สามารถนำทั้งหมดมาอ้างได้ว่า การเช้าชู้เกิดจากเซลล์และฮอร์โมน เนื่องจากมนุษย์เรามีสิ่งที่ต่างจากสัตว์คือความรู้จักผิดชอบความดี ฉะนั้นภายใต้สภาวะที่ร่างกายมีความต้องทางเพศสูง แต่ก็ยังถูกความคุมด้วยความรู้คิดผิดชอบชั่วดี เป็นสิ่งที่พึงมีในมนุษย์ทุกคน และหากมีอาการผิดปกติที่สามารถสังเกตอาการได้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง (ที่มา : PPTVHD36)

สัญญาณอันตรายจากผู้ชาย

มูลนิธิชายหญิงก้าวไกล เปิดเผยข้อมูลvudว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ส่วนใหญ่ผู้ชายมักกระทำต่อผู้หญิง เนื่องจากแหล่งของอำนาจที่ผู้ชายมีมาจากการอบรมสั่งสอนจากการศึกษา สื่อที่ให้ภาพความเป็นชายสำคัญกว่า หรือวัฒนธรรมความเชื่อ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว ประกอบด้วย

  1.   การหึงหวง : ด้วยภาพที่เราพบเห็นได้จากละคร ภาพยนตร์ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบคู่ชายหญิง หรือซีรีย์วาย พบว่าพระเอกแสดงออกถึงความรักที่มีต่อนางเอก และมีอาการไม่พอใจ ระแวงหากนางเอกเข้าใกล้บุคคลที่ตนเองคิดว่ามีท่าทีชอบ หรือนางเอกนั้นชื่นชอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของบุคคลแทนที่จะสื่อสารด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไรที่เรารู้สึกเช่นนั้น และเน้นการเคารพในการตัดสินของกันและกัน
  2.   การบังคับให้แต่งตัวมิดชิด : ด้วยสังคมเรานั้นมักกล่าวโทษผู้เสียหาย โดยเราพบว่าหากเกิดกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ สังคมมักจะตั้งคำถามกับผู้เสียหายว่า เพราะเธอแต่งตัวโป้ใช่ไหม ด้วยคำพูดดังกล่าวประกอบกับความเป็นห่วง และอำนาจของความเป็นชาย ส่งผลให้ผู้ชายมักบอกให้คู่รักแต่งตัวมิดชิดก่อนออกไปไหน ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคู่รักเรา
  3.   การเช็คโทรศัพท์ : โทรศัพท์ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เราใช้ในการติดต่อสื่อสาร หรือใช้เพื่อความบันเทิง โทรศัพท์เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัว ที่บางครั้งก็ไม่ได้อยากให้ใครเขามารุกล้ำ แต่ด้วยสิ่งที่แสดงออกว่าเรารัก เราไม่อยากเสียเขาไป หรือไม่อยากถูกนอกใจ กลับกลายเป็นการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย และอาจจะถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการแสดงออกถึงความรักได้
  4.   การข่มขู่ : การข่มขู่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับคู่รักที่กำลังจะเลิกกัน หรือเลิกกันไปแล้ว แต่ด้วยใครคนใดคนหนึ่งอาจไม่สามารถก้าวข้ามออกมาได้ (Move on) พฤติกรรมที่แสดงออกว่าไม่อยากเสียคนรักไปอาจจะเป็นการของ้อคืนดี แต่มากไปกว่านั้นการข่มขู่จะแสดงออกมา หากคู่รักไม่อยากกลับไปคืนดี เช่น การขู่ว่าจะแฉความลับ การไปหายังที่พักหรือติดตามไปที่ต่างๆ หรือการโพสภาพคู่กับอาวุธ เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้แสดงถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต และเป็นการละเมิดสิทธิ ไม่ใช่พฤติกรรมการแสดงออกว่ายังรัก
  5.   การให้แยกตัวออกจากเพื่อนหรือห้ามไปไหนกับคนอื่น : การที่คู่รักของเรานั้นให้เราเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งถือเป็นการแสดงอำนาจอย่างชัดเจน เนื่องจากการที่บุคคลใดมีอำนาจกำหนดให้เราเลือกได้แค่สิ่งที่เขากำหนดถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่การแสดงออกถึงความรัก
  6.   การทำลายข้าวของ : เมื่อคู่รักทะเลาะกันการแสดงออกถึงความไม่พอใจ ผิดหวัง ซึ่งอาจนำมาสู่วิธีการในการระบายอารมณ์ หนึ่งในพฤติกรรมอาจเป็นการทำลายข้าวของ ซึ่งหมายถึงการทำลายทรัพย์สิน หรือของรักของอีกฝ่าย โดยพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงอำนาจว่าฉันสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย
  7.   การเมาเหล้าแล้วกระทำความรุนแรง : หนึ่งในสัญญะของระบบคิดแบบ ชายเป็นใหญ่ คือการดื่มเหล้า เสพยาเสพติดไม่ว่าทั้งหญิงหรือชายเพื่อสร้างการยอมรับ แสดงตัวตนในสังคม ซึ่งนำมาสู่การขาดสติ และด้วยพฤติกรรมที่คิดว่าตนเองมีอำนาจก็อาจนำไปสู่การกระทำความรุนแรงได้ และการดื่มเหล้าจนเมาเป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบทั้งต่อตนเอง เพื่อน หรือแม้แต่คนในสังคม และอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงในครอบครัวได้
  8.   การทำร้ายร่างกายตัวเองและพูดว่าทำไปเพราะรัก : คู่รักที่กำลังจะเลิกรา เมื่อบุคคลหนึ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายไปและต้องการกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย การทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อแสดงออกว่าผิดหวังในความรักนั้น ถือว่าเป็นการไม่รับผิดชอบ และไม่เคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่าย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่เราอาจมองว่ามันคือความรัก ความโรแมนติกที่อีกฝ่ายทำกับอีกฝ่าย แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการแสดงออกซึ่งอำนาจที่ว่า ฉันสามารถกระทำต่อเธอได้ เพราะเธอคือสมบัติของฉัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดความคิด ความเชื่อส่งผลให้เรามีกรอบที่ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ว่าคือความรัก มากกว่าคู่รักจะสื่อสารอย่างเป็นเหตุเป็นผล เคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่าย และหากไม่สามารถไปต่อได้ก็เลิกรากันด้วยดี

ภาพ : อินเทอร์เน็ต/เพจมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๖ ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๗

หน้า ๒ – ๓ สกู๊ปปก

โลกของผู้(ชาย)ที่ผู้หญิงควรรู้

ก่อนตกหลุมแห่ง “ไฟราคะ”

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๓๖ ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๗
https://book.bangkok-today.com/books/lgih/#p=1
(สามารถพลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)

 

 

Facebook Comments


Social sharing

Related post