Digiqole ad

โควิด-19 รอดจากไวรัส แต่อาจอดตาย

 โควิด-19 รอดจากไวรัส แต่อาจอดตาย

เมื่อตอนต้นปีธนาคารโลก(World Bank) เคยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2564 ว่าจะขยายตัวประมาณ 3.4%  และจะฟื้นตัวได้เต็มที่ในปี 2565 โดยจะขยายตัวได้ถึง 4.7%

แต่มาถึงตอนนี้เข้าสู่เดือนพฤษภาคม สถานการณ์เปลี่ยนไปมากเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันพาประเทศไทยหลงทางเข้าสู่การระบาดของโควิด-19 รอบที่สาม โดยมียอดผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 2,000 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 20 คน

Advertisement

การระบาดระลอกสามที่รุนแรงกว่าปี 2563 มีผลให้รัฐบาลต้องขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและคุมเข้ม “พื้นที่สีแดง” ปิดโรงเรียน ปิดสถานบริการคลับ บาร์ อาบอบนวด ฟิตเนส ฯลฯ  รวมถึงห้ามนั่งกินอาหารหรือเครื่องดื่มในร้าน  ซึ่งมีผลให้สถานประกอบการภายใต้คำสั่งต้องปิดชั่วคราวอีกครั้ง  ผลที่ตามมาคือลูกจ้างนับพันนับหมื่นคนต้องขาดรายได้ ถูกลดค่าจ้าง  หรืออาจต้องตกงานเพิ่มขึ้นอีก

ตอนปลายเดือนมีนาคม 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทยยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในระดับ %  ครั้นเข้าเดือนเมษายนศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า  เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับ 1.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.6%

ฆ่าตัวตายนับพัน

          นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยเปิดเผยข้อมูลว่า  สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย เมื่อไตรมาส 3 ปี 2562 อยู่ในระดับ 78.9% ก็ถือว่าสูงแล้ว  แต่พอปี 2563 เจอโควิด-19 มีการล็อคดาวน์ทั้งประเทศ  แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ  แม้จะมีการจ่ายเงินเยียวยา  แต่หนี้ครัวเรือนไตรมาส 3 ปี 2563 พุ่งขึ้นถึง 86.6%

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากการสำรวจด้วยว่าคนไทยมีการออมต่ำ 5.8 ล้านครัวเรือนไทย หรือ 27.1% ของครัวเรือนทั้งประเทศไร้การออม  อีก 15.7 ล้านครัวเรือน หรือ 72.9% มีการออมเงินก็จริง  แต่พบว่า 38.9% มีพฤติกรรมใช้เงินก่อนออม  38.5% ออมไม่สม่ำเสมอ  ที่เหลือ 22.6% มีพฤติกรรมออมก่อนใช้

ความเปราะบางทางการเงินของคนไทยเมื่อต้องเผชิญวิกฤติอย่างกระทันหัน  ค้าขายไม่ได้ ตกงาน ขาดรายได้ หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด  คนส่วนหนึ่งไร้ทางออก คิดสั้นหนีปัญหา  จึงเกิดปรากฏการณ์ว่าในปี 2563 คนไทยฆ่าตัวตายมากกว่า 1,000 คน

ในปี 2564 ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาก็ปรากฏข่าวการฆ่าตัวตายมาเป็นระยะแล้ว  ทั้งรมควัน ยิงตัวเอง แขวนคอ ฯลฯ ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อก็เป็นไปได้ว่าสถิติจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

 

ระลอกสามรุนแรง

โควิด-19 ระลอกสามในปี 2564 ดูท่าจะลดลงไม่ง่ายอย่างสองรอบแรก  เพราะกระจายวงกว้าง  ติดง่าย ตายเร็ว  ผู้ป่วยหลายคนเสียชีวิตคาบ้านเช่นกรณีอาม่าสูงวัย  บางรายเสียชีวิตคาห้องในคอนโดมิเนียม  เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที  เช่นนักกีฬาอี-สปอร์ต

แต่บางคนรักษาแล้วก็ยังไม่รอด เช่น “น้าค่อม” ศิลปินตลกที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ  ติดเชื้อโควิด-19หิ้วกระเป๋าขึ้นรถพยาบาลที่มารับถึงบ้าน  ตอบไปก็ยังดีๆโบกไม้โบกมือกับคนในบ้าน  แต่สุดท้ายต้องมาจบชีวิตอย่างเดียวดายโดยไม่ได้ร่ำลาญาติพี่น้อง สะท้อนว่าน่ากลัวและรุนแรงกว่าที่คิด  ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดาอย่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข เคยบอกกล่าวเอาไว้

ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ประเทศไทยมียอดผู้ติดเชื้อสะสม 76,811 ราย  หายป่วยแล้ว 46,795 ราย  ยังรักษาอยู่ 29,680 ราย เสียชีวิต 336 ราย  โดยช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นต้นมามีผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยวันละ 2,000 ราย เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 15-20 ราย

 

ลามเข้าสลัม วิ่งไล่แก้ปัญหา

เมื่อมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น สัดส่วนการเสียชีวิตก็มากตามมา  ไม่เพียงเท่านั้นยังพบว่ามีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการซึ่งเจ้าตัวไม่รู้ตัว  ไม่ได้รับการตรวจเชื้ออีกจำนวนมาก ช่วงที่ผ่านมาปรากฏภาพคนตายกลางตลาดสด  ตายริมฟุตบาท  นั่งตายคาปั๊มน้ำมัน  มีเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู ปอเต๊กตึ้งสวมชุดป้องกันมาเก็บศพห่อมิดชิด  สังคมไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านั้นคือใครและเสียชีวิตเพราะอะไร  ได้รับการชันสูตรศพหรือเผาเลย  ยิ่งเป็นที่น่าหวาดกลัว

สถานการณ์ปัจจุบันโควิด-19 ได้ลามเข้าชุมชนแออัดหลายแห่งในเขตกทม. อย่างคลองเตย ดินแดง ปทุมวัน ดุสิต ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนนับแสนที่มีโอกาสแพร่เชื้อในวงกว้างและยากต่อการควบคุม

ข้อเท็จจริงคือกทม. มีชุมชนแออัดมากถึง 641 ชุมชน เมื่อพิจารณาจากการบริหารงานของ  พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ซึ่งวิ่งไล่ตามแก้ปัญหามากกว่าจะทำงานเชิงรุกวางแผนสกัดยับยั้งตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว  ให้น่าเป็นกังวลว่าควบคุมโควิด-19 ได้หรือไม่

 

กลไกพิกลพิการ

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของผู้ประกอบการภาคธุกิจ และประชาชนที่ทำมาหาเช้ากินค่ำในสถานการณ์วิกฤติของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส “ข้าราชการประจำ” และ  “นักการเมือง” ในสภาดูเหมือนจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ  เพราะกินเงินเดือนประจำแถมทำงานน้อยลงตามนโยบาย  work from home

มิหนำซ้ำหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยังถือโอกาสลดเวลาทำงานโดยอัตโนมัติ  โดยปิดบริการแค่ 15.00 น.  แต่พอ 14.30 น. ก็ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ตั้งป้ายกั้นประตูเตรียมกลับบ้านแล้ว  หรือบางหน่วยงานที่เคยเปิดบริการเสาร์-อาทิตย์ ตามห้างสรรพสินค้าก็ยกเลิกบริการ  ทั้งหลายทั้งปวงคืออ้างโควิด-19

ด้านรถโดยสารประจำทางที่คนจนเมืองต้องใช้บริการก็ถือโอกาสลดเที่ยววิ่งโดยอ้างคนใช้บริการน้อย  ผู้โดยสารจึงต้องรอรถนานกว่าเดิม  และเบียดกว่าเดิม  บางสายวิ่งยาวไม่ยอมแวะรับผู้โดยสารก็มี

การรณรงค์ให้ภาคเอกชน work from home เป็นการลดความเสี่ยงการแพ่ระบาด  แต่การปล่อยให้ภาคราชกรและรัฐวิสาหกิจถือโอกาสให้บริการปะชาชนน้อยลงในยามวิกฤติคือซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน  ถ้าผู้นำคิดกลับกันสถานการ์เช่นนี้ควรจะเพิ่มบริการเป็นพิเศษ  อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

 

เศรษฐกิจไทยฟื้นแบบ K

เป็นที่ประจักษ์ว่าโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบร้ายแรงทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก  ประเทศไทยกำลังเผชิญการระบาดระลอกสาม  บางประเทศไปถึงระลอกสี่  แต่บางประเทศอย่างเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ระบาดเป็นประเทศแรกแล้วสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว  เศรษฐกิจจีนเริ่มกลับมาฟื้นตัว  หรืออย่างเวียดนามที่มีการติดเชื้อสะสมเพียง 3,000 คน  ทั้งสองประเทศถูกจับตามองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วในรูปตัว V หมายถึงฟื้นตัวพร้อมกันทั้งระบบ

สำหรับประเทศไทยที่ในปี 2563 คาดว่ามีการปิดกิจการลอยแพ  ลดคนเลิกจ้างมากถึง 6 ล้านคน  ส่วนนักศึกษาจบใหม่ขาดโอกาสหางานทำกลายเป็นบัณฑิตเตะฝุ่นประมาณ 1.3 ล้านคน  คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในรูปตัว K

ความหมายคือจะมีทั้งกลุ่มที่ฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว  และกลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัวหรือแย่ลงอีกเรื่อยๆ  เช่นเดียวกับตัว K  ที่มีทั้งเส้นทแยงขึ้น และทแยงลง

เราจะเห็นว่ากลุ่มธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ร้าน 7-11 ห้างแมคโคร โลตัส บิ๊กซี ห้างเซ็นทรัล แม้จะดูว่าคนไม่พลุกพล่านเหมือนเดิมแต่ก็ยังมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ  เช่นเดียวกับกลุ่มโรงพยาบาล  เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ถือเป็นปีทองทางธุรกิจ

แต่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ที่เคยหากินกับนักท่องเที่ยว  ยังอยู่ในสถานะก้นเหวตราบนานเท่าที่ประเทศไทยยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้  ซึ่งนั่นหมายถึงธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวพันกับการจ้างงานอีกนับแสนนับล้านคน

ประชาชนและรากหญ้าวันนี้หนี้สินพอกพูน  ลูกจ้างภาคบริการตกงานมากมาย  หรือรายได้ลดลง  ชั่วโมงทำงานลดลง  แม้รัฐบาลจะพยายามบรรเทาความเดือดร้อนด้วยเงินเยียวยา  ออกโครงการคนละครึ่ง  เราชนะ  เรารักกัน  ช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า  แต่ก็เป็นเพียงเศษกระดูกที่ไม่พอยาไส้หรือแก้ไขความเดือดร้อน

โควิด-19 คือหายนะของชนชั้นล่างที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/fM3X9

Related post