Digiqole ad

เลิกเคอร์ฟิว-ยุบศบค.-เปิดประเทศ อีกแล้ว ! ผิดพลาด-ประมาทซ้ำซาก

 เลิกเคอร์ฟิว-ยุบศบค.-เปิดประเทศ  อีกแล้ว ! ผิดพลาด-ประมาทซ้ำซาก

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาช่วงต้นเดือนต่างรู้ผลล่วงหน้าอยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับอีก 5 รัฐมนตรีต้องได้รับเสียงโหวตผ่านแน่นอน   แต่ที่คาดไม่ถึงคือผู้นำรัฐบาลได้รับบาดแผลเหวอะหวะ  โดยคะแนนไม่ไว้วางใจสูงสุดนั้นฝ่ายค้านจัดให้เต็มที่อยู่แล้ว  แต่คะแนนไว้วางใจเกือบต่ำสุดใน 6 คน จึงดูไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นผู้นำรัฐบาล

Advertisement

แต่ในทางการเมืองมีคนเชื่อว่าคนอย่าง “บิ๊กตู่”เมื่อได้ผ่านสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง  เจอลูกป่วนนอกสภาของคนในพรรค  เจอการอภิปรายทิ่มแทงขับไล่จากฝ่ายค้าน  เมื่อสามารถยืนขึ้นชี้แจงตอบโต้ได้อย่างไม่สะทกสะท้านก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ตนเองว่าจะอยู่ยาวครบเทอม  และน่าจะอยู่ต่ออีกหนึ่งสมัยให้คนแดนไกลได้กัดฟันลับฝีปากใน “คลับเฮ้าส์”ต่อไป

ติดเชื้อลดฮวบ-ใบสั่งการเมือง?

ช่วงการอภิปรายในสภาจนมาถึงปัจจุบันมีการตั้งข้อสังเกตุว่าตัวเลขติดเชื้อโควิด-19 ลดลงทันทีทันใดอย่างน่าแปลกใจ  จนเกิดคำถามว่าของจริงหรือของปลอม  เป็นเพราะตรวจน้อยก็เจอน้อย  มีใบสั่งทางการเมืองหรือเปล่าเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง  เนื่องจากตัวเลขคนตายนั้นยังสูงทุกวันจนยอดเสียชีวิตสะสมจะถึงระดับ 14,000 คนแล้ว

ความแคลงใจดังกล่าวได้รับการชี้แจงจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือศบค.ว่า  ประเทศไทยได้ผ่านช่วงเวลาที่หนักที่สุดที่เป็นจุดพีคมาแล้ว  เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กับตัวเลขคาดการณ์จากมาตรการล็อกดาวน์  ศบค.บอกว่าภาพรวมทั้งประเทศ มีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

แต่งสีตีไข่ใส่วัคซีน

การยืนยันตัวเลขติดเชื้อที่ผ่านจุดสูงสุด  สนับสนุนให้บรรยากาศการคลายล็อคเปิดห้างในประชาชนได้ช็อปปิ้ง  เปิดร้านอาหารให้เข้านั่งกินของอร่อยได้  ย่อมเป็นผลดีต่อรัฐบาลที่โดนด่าจากการใช้มาตรการเข้มข้น  และเมื่อได้จังหวะทางศบค.ก็ถือโอกาสตีฆ้องร้องป่าวว่าฉีดวัตซีนเข็ม 1 ไปแล้ว 50.5% หรือประมาณ 25 ล้านราย จากกลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านราย

เรื่องนี้ทำเอาชาวบ้านเหวอไปพักใหญ่ว่าอะไรกันเนี่ย  อยู่ๆศบค.นึกอยากเล่นสนุกกับตัวเลขที่อาจจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าปลอดภัยจากโควิดแล้วหรือไง   เพราะความจริงแล้วต้องฉีด 2 เข็มให้ครบโดส 50 ล้านคน ซึ่งถึงวันนี้ยังสงสัยกันว่าจะเพียงพอหรือไม่  บางประเทศตั้งเป้าว่าต้องเพิ่มเป็น 80% ของประชากร  และหลายประเทศกำหนดแล้วว่าต้องฉีดเข็มที่ 3 หรือคิดไกลไปถึงเข็มที่ 4

แผนจัดหาวัคซีนปลายปี

ฟังแผนจัดหาวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานศบค.เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่คุยว่าทั้งปีมี 140 ล้านโดสนั้น  ส่วนใหญ่จะมาในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2564 รวม 92.3 ล้านโดส  ประกอบด้วยวัคซีน “ซิโนแวค”ของจีน ที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามด้อยค่าจำนวน 12 ล้านโดส จะส่งมาในเดือนกันยายนและตุลาคม เดือนละ 6 ล้านโดส

แอสตร้าเซนเนก้า” จำนวน 43.3 ล้านโดส  ส่งมอบเดือนกันยายน 7.3 ล้านโดส  ตุลาคม 10 ล้านโดส  พฤศจิกายน 13 ล้านโดส  ธันวาคม 13 ล้านโดส

ไฟเซอร์”  30 ล้านโดส  เข้ามาเดือนกันยายน 2 ล้านโดส  ตุลาคม 8 ล้านโดส  พฤศจิกายน 10 ล้านโดส  ธันวาคม 10 ล้านโดส

ซิโนฟาร์ม” จำนวน 2 ล้านโดส ในเดือนกันยายน  ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยได้มอบวัคซีน ซิโนฟาร์ม จำนวน 100,000 โดส แก่สภากาชาดไทย

โมเดอร์นา” ที่จ่ายเงินจองกันมานาน จำนวน 5 ล้านโดส  กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจะเข้ามาเดือนธันวาคม  แต่ผู้นำเข้าแจ้งว่าจะทยอยมาตั้งแต่เดือนตุลาคม

               เลิกเคอร์ฟิว-ยุบศบค.

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงประกอบกับจำนวนวัคซีนที่จะเทเข้ามาในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี  คงสร้างความมั่นใจแก่รัฐบาลว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้  จึงมีกระแสข่าวว่าจะมีการพิจารณาประเมินสถานการณ์และกำหนดยุทธศาสตร์กันใหม่  จากเดิมที่คาดว่าอาจจะต้องยื้อกันยาวข้ามไปจนถึงกลางปีหน้า  แต่ขณะนี้คาดว่าจะสามารถเริ่มผ่อนคลายมาตรการได้ไวขึ้น  อาทิ อาจจะลดจำนวนจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 29 จังหวัด ให้เหลือ 10 จังหวัดเท่าเดิม

หรืออาจมีการขยับเวลาห้ามออกนอกเคหะสถาน(เคอร์ฟิว) จาก 21.00 น.–04.00 น. เป็น 22.00 น. หรือ 23.00 น. ถึงเวลา 04.00 น.แทน เพื่อรองรับการผ่อนคลายกิจการสถานบันเทิง

สุดท้ายคือไม่ขยายระยะเวลาการบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2564  ซึ่งส่งผลให้ศบค.สิ้นสภาพ  โดยจะกลับไปใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 แทน และกระทรวงสาธารณสุขรับหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเป็นหลักตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม               

          เปิดประเทศไม่กักตัว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เคยเปิดเผยถึงแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วว่า  กรณีของการเปิดแบบไม่กักตัวทั้งประเทศจะดำเนินการได้วันที่ 15 มกราคม 2565 เพราะต้องรอให้การฉีดวัคซีนในประเทศครบ 70% ของประชากรในสิ้นปีนี้ก่อน

ส่วนแผนการเปิด 5 จังหวัดเพิ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย  เชียงใหม่ (เฉพาะอำเภอเมือง  อำเภอแม่ริม และอำเภอดอยเต่า) ประจวบคีรีขันธ์ (เฉพาะหัวหิน) เพชรบุรี (เฉพาะชะอำ)

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือที่ชลบุรี ซึ่งกำหนดพื้นที่พัทยา  อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ  ปรากฏว่าที่ผ่านมา( 8 กันยายน 2564)ชลบุรีมีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ

ในกรณีของกรุงเทพมหานครได้มีการเลื่อนแผนรับนักท่องเที่ยวไปเดือนพฤศจิกายน  เพื่อให้ประชากรในกรุงเทพฯและปริมณฑล ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส ได้ถึง 70% ของประชากรภายในเดือนตุลาคมนี้ก่อน

            ภูเก็ตพบเดลต้าระบาดหนัก

ทั้งๆที่ภูเก็ตอยู่ระหว่างการดำเนินการคุมเข้มตามมาตรการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”  มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่เกือบ 90%  มีการควบคุมตรวจสอบการเดินทางเข้าเกาะทั้งทางบก เรือ อากาศ  แต่ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าก็ยังเจาะทะลุไปทั่วเกาะ  สะท้อนว่าวัคซีนซิโนแวตที่ฉีดแก่ชาวเกาะภูเก็ตเป็นส่วนใหญ่ยังเอาไม่อยู่

ทั้งนี้การติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว กลุ่มแรงงานประมง ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ ส่วนนักท่องเที่ยวจากโครงการ“ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา  มีนักท่องเที่ยวจำนวน 28,197 คน พบผู้ติดเชื้อ 88 คน  คิดเป็นสัดส่วนของการติดเชื้อเพียง0.3% เท่านั้น

เสี่ยงระบาดหนักระลอกที่ 5  

คุณหมอ ศบค.กล่าวว่าไทยได้ผ่านช่วงเวลาที่หนักที่สุด ที่เป็นจุดพีคมาแล้ว เปรียบเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กับตัวเลขคาดการณ์จากมาตรการล็อกดาวน์ ภาพรวมทั้งประเทศ มีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์พบว่ายังมี “แรงเฉื่อย”  ถ้าคุมไม่ดีอาจจะมีผู้ติดเชื้อแตะที่ 30,000 คนต่อวันได้ในเดือนตุลาคม  อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ในกรุงเทพฯ ผู้ติดเชื้อรายวัน ยังมากกว่าวันละ 3,000 คน  จึงยังมีโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโควิดอีกมาก

หมอชนบทชี้โควิดยังเสี่ยง

ทางด้านชมรมแพทย์ชนบท ให้ความเห็นว่าการที่ตรวจด้วยวิธียืนยันอาร์ที-พีซีอาร์ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 15,000 ราย  ไม่มีรายงานการตรวจด้วย ATK  มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย อาการหนักมากกว่า 4,000 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,000 ราย ยังถือเป็นภาวะวิกฤติ ที่ไม่อาจประมาทได้ เมื่อเริ่มเปิดประเทศให้มีการเดินทาง มีกิจกรรมที่เปิดกว้างขึ้น แนวโน้มการติดเชื้อรายใหม่ หรือคนที่ติดเชื้อซ้ำอาจพุ่งขึ้นมาอีก

ศบค.รายงานว่ามีผู้ที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มไปแล้วกว่า 10 ล้านราย  แต่รุ่นแรกๆที่ฉีดซิโนแวค 2  เข็มแล้วภูมิต้านทานลดต่ำ  รัฐบาลบอกว่าจะต้องบูทเข็ม 3 ภายในปลายปีนี้แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดสรรปันส่วนกันยังไงและเมื่อไหร่

การแพร่ระบาดในระลอก 2 -3-4 ที่เกิดจากปล่อยปละละเลย  ความประมาท และการตัดสินใจที่ผิดพลาด  ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป  ยังไม่เป็นบทเรียนที่ดีพออีกหรือที่จะใช้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการรับมือโรคโควิดต่อไป

รัฐบาลไม่คิดหรือว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปและเสี่ยงมากกับการผ่อนตลาดความเข้มงวด  ขนาดมีเคอร์ฟิวรัฐมนตรียังแอบเที่ยวราตรี  ร้านเหล้ายังแอบเปิดบริการกินดื่ม  วัยรุ่นยังแอบเปิดโรงแรมมั่วสุม  ถ้ารัฐบาลปล่อยผีก็คงกลับมามั่วกันเละเทะอีก  แล้วสิ่งที่ลงทุนลงแรงบังคับคนทั้งประเทศเสียสละก็สูญเปล่าอีก  โดยคนที่เสนอทางเลือกผิดๆ  คนที่ตัดสินใจผิดไม่เคยแสดงสปิริตรับผิดชอบสักครั้ง

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/vfu0x

Related post