Digiqole ad

เมื่อ“เศรษฐกิจ” สำคัญกว่า “ชีวิต” เลื่อนฉีดวัคซีนแต่เร่งเปิดประเทศ

 เมื่อ“เศรษฐกิจ” สำคัญกว่า “ชีวิต” เลื่อนฉีดวัคซีนแต่เร่งเปิดประเทศ

แม้รัฐบาลจะพยายามโชว์ตัวเลข “ผู้หายป่วย”จากการติดเชื้อโควิด-19รายวันว่ามีหลายพันคนและมากกว่าผู้ป่วยรายใหม่  จนมีผลให้ยอดผู้ป่วยทั้งหนักและเบา  ทั้งในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามลดลงเหลือในระดับ 35,000 คน(ข้อมูลวันที่ 17 มิถุนายน) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น  แต่จากยอดเสียชีวิตสะสมที่ทะลุหลัก 1,500 คนโดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง  ประกอบกับการบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลวแก้ผ้าเอาหน้ารอดแบบรายวันจนประชาชนแทบหมดศรัทธา  คือภาพสะท้อนมุมกลับว่ารัฐบาลไร้น้ำยาในการรับมือกับภาวะวิกฤติ  และประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญวิกฤตการณ์ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ

Advertisement
Single Command แห่งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ประกาศจะเร่งเปิดประเทศภายใน 120 วัน

 

 เลื่อนแล้วเลื่อนอีก…วัคซีนไม่มา

          ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน กระทรวงสาธารณสุขได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชนไปประมาณ 7 ล้านโดส  แบ่งเป็นเข็มแรกประมาณ 5.1 ล้านคน  เข็มสองประมาณ 1.9 ล้านคน นับว่ายังห่างไกลจากเป้าหมาย 50 ล้านคนก่อนสิ้นปี 2564  เมื่อดูจากการบริหารจัดการวัคซีนด้วยปากของนักการเมือง  บอกให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อมด้วยระบบ “หมอพร้อม”  แต่อยู่ๆ ก็ยกเลิกหมอพร้อมให้ไปใช้ระบบท้องถิ่นในการลงทะเบียน  หลังจากคิกออฟใหญ่โต 7 มิถุนายน ประเดิมวาระแห่งชาติไม่ถึงสัปดาห์โรงพยาบาลทั่วประเทศก็พากันแจ้งเลื่อนฉีดวัคซีนเพราะ “วัคซีนไม่พร้อม”        

          ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานประกันสังคมที่ตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เปิดระบบ “ไทยร่วมใจ” ระดมฉีดวัคซีนให้คนเมืองหลวงเพื่อลดการแพร่ระบาดรวมถึงอีกหลายจังหวัดที่ต้องเลื่อนการนัดหมายเพราะติดขัดปัญหาวัคซีนไม่มาตามนัดทั้งๆที่ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยนักการเมืองใหญ่พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า “วัคซีนมีเพียงพอ” แต่บริหารจัดการกันเอง

          ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและอยู่ใน 7 กลุ่มโรคเสี่ยง จำนวนรวม 16 ล้านคน ที่ลงทะเบียนจองคิวเอาไว้กับระบบ “หมอพร้อม” ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมจนปิดระบบมียอดจองรวม 8 ล้านคน  ได้รับวันและสถานที่เรียบร้อยแล้วได้แต่นั่งรอตาปริบๆแม้จะถูกคนหนุ่มสาววัยทำงาน  คนด่านหน้าและคนหน้าด้านที่มีเส้นสายแซงคิวตัดหน้าไปก่อนแต่ก็อดทนรอเพราะยังไม่ถึงกำหนด  แต่เพราะความไม่เป็นมืออาชีพของศบค.ในการบริหารจัดการ  ทำให้คนกลุ่มนี้นับล้านคนถูกเลื่อนการฉีดวัคซีนแบบไม่มีกำหนด  จนแม้กระทั่งหนึ่งในผู้สูงอายุอย่างนายแก้วสรร อติโพธิ ยังออกมาประกาศ คอยวัคซีนอยู่จนกระฉ่อนโซเชียล

 

อ้างภูเก็ตนำร่องดูดนักท่องเที่ยว

           จะเพื่อสร้างภาพประเทศไทยหรือเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนในชาติ  รัฐบาลปักธงวันที่ 1 กรกฎาคมเปิดเกาะภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ความต้องการของคนภูเก็ตจะอยากจะเร่งให้เร็วโดยที่ยังไม่พร้อมหรือยังมีความเสี่ยง  เพราะเป้าหมายเดิมของภาคเอกชนภูเก็ตคือเดือนตุลาคมตามแคมเปญ “ Phuket First October ” ที่เป็นข้อเสนอข้อเรียกร้องและรณรงค์ของภาคเอชนภูเก็ต  อยากให้เดือนตุลาคมเป็นการเริ่มต้นอีกครั้งสำหรับการเปิดเมืองภูเก็ตแก่ชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้ว

           โครงการ Phuket First October เป็นความร่วมใจของภาคเอกชนและอ งค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ภูเก็ตที่คิดจะจัดหาจัดซื้อวัคซีนเองมาฉีดให้กับประชาชนและบุคลากรทางด้านท่องเที่ยวอย่างน้อย 70% ของจังหวัด เพื่อให้ภูเก็ตสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ภูเก็ตให้ได้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2564 โดยไม่มีเงื่อนไขกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

           นโยบายกระทรวงมหาดไทยตอนแรกอ้างกฎหมายไม่เปิดทางให้อปท.สำหรับการจัดซื้อวัคซีนเอง  แต่ฝ่ายรัฐบาลเองนั่นแหละกลับใช้การเมืองไปเร่งเวลาให้เร็วขึ้น  ระดมวัคซีนลงภูเก็ตพร้อมกำหนดวันที่ 1 กรกฎาคม ด้วยแผน 10 จังหวัดนำร่องทั้งๆที่ยังไม่มีอะไรพร้อม 

           ข้อมูลการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564 มีผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก  346,855 คน หรือ 63.3%  ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มสอง  165,439 คน หรือ 30.2%   คงเหลือที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 119,732 คน

เข้าตาจนจะเร่งเปิดประเทศ 

          ด้วยเหตุที่โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ  ยิ่งระยะหลังมีเพียงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นลมหายใจเดียวที่เหลืออยู่  ดังนั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวทั่วโลกล่มสลาย จึงเหมือนปิดกั้นทางหายใจเศรษฐกิจไทยจนรวยริน  แม้แต่รัฐบาลยังขาดรายได้จนต้องกู้แล้วกู้อีกนับล้านล้านบาทมาขับเคลื่อนการทำงานและต่ออายุตัวเอง  จนถึงวันนี้คงดูแล้วว่าไม่อาจกลั้นหายใจได้ยาวนานข้ามปีจึงตัดสินใจประกาศโรดแมพจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน

          พล.อ.ประยุทธ์อ้างเหตุว่าได้ลงนามในสัญญาจอง หรือสัญญาซื้อวัคซีนจากหลากหลายค่ายไปแล้ว 105.5 ล้านโดส  เกินเป้าหมายปีนี้และยังจะจัดหาเพิ่มเติมอีกสำหรับปีหน้า  ดังนั้นตามแผนจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้โดยเฉลี่ยเดือนละกว่า 10 ล้านโดส  และประมาณต้นเดือนตุลาคมจะมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกจำนวน 50 ล้านคน

          “ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องมองไปในอนาคตที่ไกลขึ้นอีก คือการเปิดประเทศ และรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยอีกครั้ง นี่คือหนทางสำคัญหนทางหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ไม่สามารถทำมาหากินกันได้มาเป็นระยะเวลานานนี่คือคำพูดส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์

           นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า “เราทำสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” โอ้อนาถที่ผู้นำประเทศช่างกล้าพูดกล้าเอ่ยอ้างความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังมีพื้นที่สีแดงอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง  ในขณะที่การแพร่ระบาดยังรุนแรงมีผู้ติดเชื้อใหม่วันละ 3,000 คน มียอดผู้เสียชีวิตวันละ 30-40 ราย

 

เดิมพันประเทศไทยสู่ความเสี่ยง

          พล.อ.ประยุทธ์รู้ทั้งรู้ว่าโรดแมพเปิดประเทศครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น   แต่เจ้าตัวอ้างว่าได้ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบแล้วว่าอยู่ในระดับพอรับได้   และเมื่อเทียบกับความอยู่รอดในการทำมาหากินของประชาชน  จึงจะเดินหน้าเปิดประเทศ  เท่ากับยืนยันมุมมองของพล.อ.ประยุทธ์ว่าเห็นเรื่องเศรษฐกิจสำคัญกว่าชีวิตประชาชน  เห็นการหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาก่อนความเจ็บป่วยและความตายของคนในชาติ

          เปรียบเทียบสถานการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนประชาชนได้เห็นผลจากการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์แล้วในการคลายล็อกสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่วงเที่ยว  กลับบ้านในช่วงมหาสงกรานต์ทั้งๆที่ยังเกิดการแพร่ระบาด  และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในวงกว้าง  ซึ่งผลที่ตามมาคือการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงระลอก 3 ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลงในเร็ววัน  แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับกล้าจะเอาประเทศไทยไปเดิมพันกับเศษเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง

            การกำหนดนโยบายของผู้นำรัฐบาลทำให้เกิดความสงสัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ Single Command แห่งศบค.ได้ติดตามข่าวสารและสถานการณ์โควิดต่างประเทศหรือไม่  ตัวอย่างที่เห็นทนโท่เช่นประเทศอังกฤษที่เราสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า  แม้รัฐบาลอังกฤษจะระดมฉีดวัคซีนแก่ประชาชนจำนวนมากจนการแพร่ระบาดลดลง บางช่วงตัวเลขผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์ทำให้รัฐบาลอังกฤษเตรียมจะยกเลิกการล็อกดาวน์ในเดือนปลายเดือนมิถุนายน  แต่จู่ๆกลับเกิดการระบาดรอบใหม่ที่บางวันมียอดผู้ติดเชื้อทะลุ 7,000 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม  รัฐบาลอังกฤษไม่อยากเสี่ยงอีกครั้งจึงตัดสินใจขยายเวลาล็อกดาวน์ออกไปอีก 4 สัปดาห์

           ที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษบอกกับผู้นำเขาว่า “เราควรคิดให้รอบคอบ และรอดูว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่จะปล่อยให้ทุกคนเป็นอิสระ เมื่อเรามั่นใจว่าปลอดภัย และจะไม่กลับมาล็อกดาวน์อีกรอบ”

           ที่ปรึกษาของรัฐบาลไทยได้บอกอะไรกับผู้นำไทย  และผู้นำอีโก้สูงคนนี้เขาฟังไหมล่ะ?

         

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/T3WvA

Related post