Digiqole ad

เผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา “google ads” ให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้น

 เผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา “google ads” ให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้น
Advertisement

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำโฆษณาบนโลกออนไลน์ การเลือกใช้ google ads ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้โฆษณาของคุณโดนใจคนที่เข้ามาค้นหามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มักจะทำการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการผ่านทาง Google กันอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้างโฆษณาให้ผู้คนหันมาค้นหาเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยจะต้องทำให้ ads หรือโฆษณาของคุณไปถูกตาโดนใจ จนสามารถที่จะดึงให้คนคลิกเข้ามาสู่ตัวเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย วันนี้จึงขอเผยกลยุทธ์! สร้างโฆษณา Google Ads ให้โดนใจคนเสิร์ชยิ่งขึ้นกัน

1.เลือก ads ของ Google ให้เหมาะสม

ก่อนที่คุณจะทำโฆษณาสิ่งที่คุณควรรู้คือ ads ของ Google มีกี่รูปแบบและแต่ละรูปแบบจะให้ประโยชน์กับโฆษณาของคุณได้อย่างไร เพราะการ ใช้ ads ของ Google จะปรากฏเป็นรูปแบบโฆษณาที่ออกมาอย่างหลากหลาย เพราะสินค้ากับบริการที่มาใช้โฆษณาของทาง Google นั้นมีหลากหลายประเภทเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงควรมองหาโฆษณาให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรายละเอียดของ Google Ads ในแต่ละแบบ มีดังนี้

  • Search Ads คือ รูปแบบของโฆษณาที่เน้นการใช้ keyword เป็นหลัก เจาะกลุ่มของผู้ที่ชอบเข้ามาเสิร์ชหาสินค้าและบริการจาก keyword โดยเฉพาะ ซึ่งโฆษณานี้มักจะเป็นในรูปแบบของ Content ที่มีเพียงแค่ข้อความเท่านั้น โดย Content ที่เป็นข้อความนี้จะต้องมีทั้ง Headline และ Description ที่เหมาะสม ภายในข้อความต้องระบุข้อมูลของสินค้า ราคา และรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน ระบุไว้เพียงแค่ไม่กี่บรรทัด แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ keyword ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าของคุณ ถ้าไม่สามารถใช้เป็น keyword ที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้ ก็ควรต้องเป็นแบบใกล้เคียงกับสินค้ามากที่สุด ซึ่งความใกล้เคียงนี้ควรจะต้องบ่งบอกถึงสินค้าของคุณได้อย่างชัดเจน อย่าเลือกคีย์เวิร์ดเป็นแบบ 2 แง่ 2 ง่าม เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อคุณได้ keyword ที่เหมาะสมกับตัวสินค้าแล้ว ระบบ Ads Rank จะช่วยทำให้โฆษณาของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  • Advertisement
  • App Ads เป็นรูปแบบโฆษณาที่เหมาะสมกับคนใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะมาในรูปแบบของโฆษณาบนแอพพลิเคชั่นต่างๆ รองรับระบบของ iOS และ Android ซึ่งการทำโฆษณาในลักษณะนี้จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณออกไปสู่สายตาของผู้คนได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพียงแค่คุณไปปรากฏอยู่ภายใน App ใด App หนึ่งโฆษณาเหล่านี้ก็จะเกิดผลของการค้นหาภายใน Google, Gmail และ YouTube ทันที และยังถูกค้นหาภายในเว็บไซต์อื่นอีกด้วย
  • Shopping Ads โฆษณารูปแบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการขายสินค้าโดยเฉพาะ จะมีการแสดงเรื่องของรายการสินค้า รูปภาพ ราคา และลิงค์ที่เชื่อมต่อไปสู่ Shopping Ads ของคุณ โดยการโฆษณานี้จะต้องใช้ร่วมกับ keyword ด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีผลของการค้นหาภายใน Google และ YouTube แต่การจะใช้งาน ads นี้คุณจะต้องสมัครเข้าสู่ระบบ Google Merchant Center ก่อน จึงจะสามารถติดตั้ง Google Ads ตัวนี้ได้
  • Video Ads เป็นรูปแบบที่มาตรงตามชื่อ คือ Video โฆษณาที่สามารถค้นหาหรือไปเล่นอยู่ภายใน YouTube นอกจากนี้ Video Ads ยังมีข้อดีที่สามารถใส่ keyword เพื่อให้มีผลการค้นหาภายใน Google เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งการทำโฆษณาในรูปแบบนี้คุณจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจน เช่น อายุ เพศ ความสนใจ หรือสถานที่ เป็นต้นเพื่อทำให้การยิง ads เป็นไปอย่างได้ผล ส่วนใหญ่แล้วการใช้ Video Ads จะต้องใช้เวลาประมาณ 30 วินาที จึงจะถือว่าเหมาะสมที่สุด
  • Display Ads มาในรูปแบบของโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นภายในแอพพลิเคชั่นที่เป็นพาร์ทเนอร์ของทาง Google ทั้งหมดที่มีมากกว่า 200 ล้านเว็บไซต์ พร้อมให้ผลค้นหาภายใน Gmail และ YouTube โดยรูปแบบของโฆษณาจะเป็นเพียงเนื้อหาสั้นๆ แต่จะต้องเข้าถึงใจความและยังมาในรูปแบบของแบนเนอร์โฆษณาที่ใส่ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือไฟล์ GIF ได้อย่างเป็นอิสระ และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายพร้อมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เข้าชมได้ทั้งหมด

2.จัดแคมเปญให้ถูกทาง

การจัดแคมเปญของ Google Ads ต้องมีการวางแผนการวิเคราะห์และการวัดผลอยู่เสมอ เพียงแค่คุณต้องตีโจทย์ตัวแคมเปญให้ออก โดยมีตัวเว็บไซต์ของคุณเป็นตัวหลัก แคมเปญนี้จะช่วยทำให้โฆษณาของคุณตรงต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น ถ้าคุณต้องการทำโฆษณาเพื่อขายโดยเฉพาะให้คุณเลือกแคมเปญ Sale ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายผ่านทาง Conversation ในช่องทางออนไลน์และช่องทางแอพพลิเคชั่น มาพร้อมการกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชมสินค้าและบริการของคุณ คุณสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา หรือการเลือกใช้ Leads แคมเปญที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ที่จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย, แคมเปญแบบ Website Traffic จะเหมาะกับพ่อค้าและแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องดึงฐานลูกค้า ดึงกลุ่มเป้าหมาย ให้เข้ามาสู่เว็บไซต์ตัวเองให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมี Product and Brand Consideration คือ แคมเปญการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่น การให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับแบรนด์และการนำเสนอ Content ผ่านทาง Display Ads และ Video Ads สุดท้ายคือ Brand awareness and rest คือ รูปแบบแคมเปญที่ถือกำเนิดของแบรนด์ใหม่ โดยแคมเปญนี้จะต้องทำออกมาเพื่อให้ผู้คนจดจำแบรนด์ของคุณได้มากที่สุด

3.เรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย

เมื่อคุณสร้างแคมเปญเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องต่อมาคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด คุณต้องลองตั้งคำถามตัวเองว่าเป้าหมายของตัวคุณเป็นใคร, มีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร หรือมักจะอยู่ตรงส่วนใดของประเทศ การกำหนดในรูปแบบนี้จะเรียกว่า Target หรือ Location Targeting เพื่อทำให้การยิงโฆษณามีจุดหมายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเจาะลึกกลุ่มเป้าหมายนี้คุณสามารถใช้เครื่องมือของ Google ที่ชื่อว่า Ad Preview and Diagnosis Tool ที่จะช่วยทำให้คุณค้นหาโฆษณาของตัวเองและแสดงผลว่าโฆษณาของคุณนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มาก-น้อยขนาดไหน

4.เลือก Keyword ให้สอดคล้อง

การคิด keyword ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก โดย keyword ควรจะต้องสอดคล้องกับเว็บไซต์สินค้าหรือบริการของคุณให้ได้มากที่สุด เป็น keyword ที่เมื่อใช้แล้วจะต้องถึงตัวเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นการจะเลือกในแต่ละครั้งจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจนที่สุด ซึ่งถ้าคุณย้อนกลับไปตั้งแต่ข้อแรกแล้วทำตามจนกระทั่งมาถึงข้อที่ 3 คุณจะสามารถวิเคราะห์ keyword และมองหาคำที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ง่ายมากขึ้น

5.สร้าง Ads ให้โดนใจ

เลือกสร้าง Ads เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของคุณโดยใช้หลักการ ดังนี้

  • คุณต้องมีการนำเสนอที่ชัดเจน สื่อสารแบบกระชับและตรงไปตรงมา ทำให้ได้ใจความ เมื่อเห็นแล้วต้องรู้ได้ทันทีว่าสินค้าหรือบริการของคุณเป็นอะไร พร้อมแทรก keyword ได้อย่างแนบเนียน โดยในหนึ่งโฆษณาควรใส่คีย์เวิร์ดอย่างน้อย 1 คำ เพื่อทำให้ผู้ที่รับชมสนใจและคลิกเข้าชมได้ง่ายขึ้น
  • การเขียนอาจต้องตรงประเด็น มี Headline Display URL และมี Description ที่สามารถใส่ข้อมูลกับรายละเอียดได้อย่างครบครัน ตัวอักษรที่ใช้ลงโฆษณาควรมีเพียงแค่ 30 ตัวอักษรและไม่เกินไปกว่า 80 ตัวอักษร เพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็นโฆษณามากขึ้น
  • ตัว Headline Description และ Text Ads จำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง มีเนื้อหาที่เป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด เพื่อทำให้การถ่ายทอดมีความชัดเจนและเข้าถึงประเด็นได้ง่าย มีการใส่ปุ่ม Call to Action (CTA) ในส่วนของ Description เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่เห็นโฆษณารู้สึกสนใจและอยากเข้าชมทันที

เมื่อคุณทำ Google Ads ตามกลยุทธ์ที่ได้แนะนำทั้ง 5 ข้อนี้ เรื่องสุดท้ายที่คุณควรทำคือการติดตามผลทุกโฆษณาของคุณอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้คุณได้เรียนรู้ว่าโฆษณาแบบไหนที่เหมาะสมกับเว็บไซต์สินค้าหรือบริการของคุณมากที่สุด จากนั้นให้คุณเริ่มศึกษาจุดนั้นให้มากขึ้น เชื่อว่าไม่นานคุณจะสามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่เหมาะสมกับตัวสินค้าและบริการของคุณได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน หรือคุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของบริษัทรับทำ Google ads โดยตรง ได้ทาง www.minimicegroup.com และ www.facebook.com/minimicegroup/

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/z24Su

Related post