Digiqole ad

เปิดใจ “ประดิษฐ์ ประดินันทน์” จากแฟนนางงามสู่นักธุรกิจผู้จัดการประกวดความงามระดับอินเตอร์

 เปิดใจ “ประดิษฐ์ ประดินันทน์” จากแฟนนางงามสู่นักธุรกิจผู้จัดการประกวดความงามระดับอินเตอร์
Social sharing

“คุณเป้-ประดิษฐ์ ประดินันทน์” เริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงจุดนำพาให้กัาวเข้ามาในธุรกิจการประกวดความงาม “ผมเกิดใรยุค Gen Y ตอนปลายและเป็นวัยรุ่นยุค 90s สิ่งเอนเตอร์เทรนเราในแบบเด็กสมัยนี้ยังไม่มีนะครับ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเตอร์เน็ต เหมือนจะมีแค่ 2 อย่างคือ วิทยุ และโทรทัศน์ แต่ก่อนทีวีก็ไม่ได้มีกันทุกบ้าน แล้วทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง เพือนบ้านมานั่งดูละครหลังข่าวที่บ้านเป้เหมือนทุกวัน แต่พอละครจบเขาไม่กลับ ขอดูประกวดนางสาวไทยต่อ ซึ่งก็ดึกมากปกติเราจะเข้านอนแล้ว แต่ก็ทนอยู่ดูเป็นเพื่อนเขา และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ดูการประกวดนางงาม” จากครั้งนั้นที่ได้ดูการประกวดคุณเป้ก็ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมว่าการประกวดนางสาวไทยยุคนั้นเขาคัดคนชนะเพื่อไปประกวดต่อในเวทีนางงามจักรวาล ก็ทำให้คุณเป้กลายมาเป็นแฟนนางงามและติดตามการประกวดประจำทุกปี

“จากนั้นมาเราก็ติดตามการประกวดมาเรื่อยๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากการประกวดด้วย มีหลายประเทศที่เราไม่เคยรู้จัก ทำให้เราสนใจค้นหาเพิ่มว่าอยู่ที่ไหน ปกครองด้วยระบอบอะไร สังคมเป็นอย่างไร มันทั้งสนุกและได้ความรู้ แต่ในทางกลับกันหลายคนมองว่ามันไร้สาระ แต่เราก็ชอบนะก็เลยแล้วแต่คนมอง จริงๆ มันคงจะเป็นแค่งานอดิเรกหรือแฟนนางงาม เงียบๆ แค่นั้นแหละ”

ชีวิตก็มักมีจุดหักมุมเสมอ “แต่หลังจากเราเรียนจบชั้น ม.ปลาย เราก็เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เรียนด้านโฆษณาที่ มหาวิทยาลัยสยาม มีงานหนึ่งที่เราได้ไปฝึกงานคือ เป็นฝ่ายประสานงานกองประกวดอยู่เวทีหนึ่ง เราก็ทำมันก็สนุกนะ เราเคยดูอยู่แต่หน้าทีวี วันนี้เรามาทำเบื้องหลัง มันก็เหมือนความฝันและที่สำคัญได้เงินด้วย พอฝึกงานจบเวทีนี้ พี่ๆ เขาเห็นว่าเราทำงานดีมั้ง (หัวเราะ) เขาก็ชวนไปทำเวทีอื่นๆ ต่อ จริงๆ ประกวดมันมีหลายเวทีมาก ในประเทศไทย เราก็สนุกด้วย ได้ความรู้เพิ่มเติมด้วย ได้เงินด้วย จนไม่ได้ขอเงินที่บ้านใช้เลยและยังมีเงินส่งให้แม่ที่ต่างจังหวัดด้วย ทำอยู่แบบนี้ตั้งแต่ปี 1 เลยจนเราเรียนจบ และยึดเป็นอาชีพหลังจากเรียนจบ”

“เราเป็นฟรีแลนซ์ ทำเบื้องหลังเวทีประกวดมากมายจนถึงจุดอิ่มตัว มันเริ่มไม่สนุก เด็กรุ่นใหม่ก็เข้ามาทำเยอะขึ้น จนวันนึง มีรุ่นพี่ เขามาปรึกษาว่า เขาอยากทำเวทีประกวดผู้ชาย อยากส่งไปเมืองนอก ติดต่อเวทีประกวดที่เมืองนอกให้หน่อยสิ จริงๆช่วงนั้น ประมาณ ปี 2008 – 2009 เป็นช่วงที่อินเตอร์เน็ตเข้ามาในบ้านเราแล้ว เราสามารถค้นหาติดต่อใครทางอินเตอร์เน็ตได้หมด แล้วเราก็มีเพื่อนต่างชาติที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลการประกวดอยู่ด้วย จากแฟนนางงามทำเบื้องหลังเวที ก็เลยได้มาเป็น National Director และช่วงนั้นในประเทศจีนการประกวดต่างๆ ก็กำลังเฟื่องฟูด้วย ธุรกิจการประกวดกำลังฮิต ทุกเมือง ทุกมณฑลจัดประกวดหมด เพื่อนคนจีนเราก็ชวนไปทำให้เราดูแลในการจัดการหาผู้เข้าประกวดในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด เราก็ประสานงาน พาสาวงามจากประเทศในอาเซียนไปประกวดในเวทีต่างๆ ช่วงนั้นตระเวนรับงานที่ปรึกษากองประกวดในจีน เวียดนาม มาเลเซีย ทำแบบนี้อยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเราก็เริ่มมาทำเวทีประกวดของตัวเอง”

เวที Supermodel International เป็นเวทีประกวดระดับนานาชาติเวทีแรกที่คนไทยเป็นเจ้าของโดยคุณเป้เป็นคนเริ่มก่อตั้งก่อนใคร “อันนี้ถ้าหากว่ามีใครเคลมว่าเขาเป็นคนไทยคนแรก คือไม่ใช่ เพราะเราทำก่อนเพื่อน ทำมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่าประสบความสำเร็จนะ กว่า 40 ประเทศซื้อลิขสิทธิ์เราไปจัดในระดับประเทศ และเราเคยไปจัดที่ประเทศ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ด้วย”

และอีกเวทีที่คุณเป้ได้ก่อร่างสร้างมาด้วยตัวเองคือ Mister Global ซึ่งเป็นการประกวดหนุ่มหล่อจากทั่วโลก “จริงๆ ไม่ได้ได้อยากทำหรอก ไม่ได้ตั้งใจทำด้วย แต่เรามองว่ามันเป็นโอกาส เพราะเวทีประกวดหนุ่มหล่อมันไม่แมสไง แต่เราก็เห็นว่าตลาดมันว่างอยู่ก็เลยทำ ทำแล้วก็สามารถทำได้ดีด้วย คือเราทำแค่ 3 ปี เราก็ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 ระดับแกรนด์สแลมของโลก เราก็เฮ้ย! มันมีทางของมันนะ ถึงแม้จะไม่แมส เท่ากับประกวดนางงาม อย่าง Miss World Miss Universe คนติดตามเราเยอะมาก จัดประกวดที สำนักข่าวระดับโลกลงข่าวทั้ง ฝั่งอเมริกา ฝั่งยุโรป หรือแม้กระทั่งเอเชียเราก็ตาม อย่างปี 2019 ภาพชุดประจำชาติจากเวทีเรา ได้แชร์และออกข่าวเยอะมาก เยอะจริงๆ ทั่วโลกเลย สำนักข่าวอย่าง CNN ก็ ติดต่อมาขอใช้รูปเราลงข่าว หรือสื่อทีวีที่ญี่ปุ่นก็เช่นกันก็มีขอ Footage จากเราไปทำข่าว ซึ่งมันก็เป็นถือประสบความสำเร็จมากนะในความคิดของเป้”

“การประกวดมันคือธุรกิจเอนเตอร์เทรนเม้นต์อย่างหนึ่งนะก็คล้ายๆกับรายการทีวี งานอีเวนต์การตลาดอะไรพวกนั้น แต่ถ้าเรามองจริงๆเราว่ามันมีหลายมิติมากกว่านั้นเยอะนะ อย่าง Mister Global จัดต่อเนื่องมากตั้งแต่ปี 2557 มีวัตถุประสงค์หลักๆ เลย คือเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยและรณรงค์ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านกิจกรรม ของกองประกวดฯ และร่วมทำกิจกรรมการกุศลกับองค์กรการกุศลต่างๆ ทั่วโลก โดยมีเรามีเครือข่ายผู้ได้รับลิขสิทธิ์จากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประกวด จนถึงปัจจุบัน ทุกๆครั้งที่เราจัดประกวด เม็ดเงินมากมายได้เข้ามาประเทศไทยนะ ทั้งผ่านผู้เข้าประกวดเอง ผ่านผู้ติดตาม ครอบครัวของผู้เข้าประกวด นักข่าว เราว่ามันช่วยสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และระบบเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมนะ และที่ได้แน่นอนคือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ เพราะทุกครั้งที่ผู้เข้าประกวดเข้ามาทำกิจกรรม เราได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้คนในจังหวัดเจ้าภาพและภาพเหล่านั้นก็ได้ถ่ายทอดออกไปผ่านสื่อ Social Media ของกองประกวดฯ เอง และของผู้เข้าประกวด ของนักข่าว ทุกๆอย่างมันเกื้อกูลกันหมด” คุณเป้เล่าให้เราฟังอย่างอารมณ์ดี

“ในส่วนของผู้เข้าประกวดเองก็มีหลากหลาย ทั้งนายแบบอาชีพ นางแบบอาชีพ บางคนก็เป็นนักธุรกิจ บางคนพอประกวดเวทีเราไป ที่เราเห็นๆ เลยก็มีไปเป็น นักการเมือง เป็น สส บ้าง มันหลากหลาย มันไม่ใช่การประกวด ความบันเทิง ที่ฉาบฉวย แต่มันคือเวทีแห่งโอกาส เป็นช่องทางที่สร้างรายได้ให้เรา สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ สร้างโอกาสให้ผู้เข้าประกวด ไปสู่เส้นทางใหม่ๆ สร้างอาชีพใหม่ให้กับชุมชน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย คือถ้าเรามองแค่ประกวดเราก็จบ..มันก็คงแค่นั้น แต่เราก็ต้องมองให้กว้างกว่านั้น” คุณเป้แบ่งปันมุมคิดในฐานะผู้จัดงาน

“จริงๆ ก็อยากทำประกวดไปเรื่อยๆ แต่สังคม เทรนด์ อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซักวันเราอาจจะมองหาคนรุ่นใหม่กว่าเราเข้ามาทำ และอยากสร้างให้เวทีประกวดยังคงอยู่ต่อไป แต่ก็อยากจะให้เปลี่ยนแปลงไปกับสังคมให้ยังทันยุค ทันสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนใหม่ๆเสมอต่อไป เรามีความฝันนะ อยากอยู่ให้ถึงวันที่เราฉลองครบรอบการประกวด Mister Global ปีที่ 60 (หัวเราะ)” คุณเป้วาดภาพในหัวให้เราได้เห็นถึงปลายทางความสำเร็จ

“นอกจากการประกวดแล้ว เรายังมีหลายอย่างที่เราอยากทำ คือ ทำประกวด Mister Global และ Supermodel International มันทำให้เราได้มีโอกาสเจอคนหลากหลายมาก อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 50-60 ประเทศ ซึ่งทุกคนเขาก็ทำงานกับเรา เปรียบเสมือนเพื่อนกัน บางทีเราก็ไปเที่ยวบ้านเขา เขามาหาเราที่ไทยบ้าง สิ่งที่เราได้คือ เราได้เรียนรู้ไม่สิ้นสุด ได้เห็นแนวความคิดใหม่ๆ ถ้าภาษาวัยรุ่นก็ ออกจากกะลาบ้าง มันทำให้เราได้เห็นในหลายๆ มุมมอง โดยเฉพาะเราเป็นคนแลกเปลี่ยนเรื่องแนวคิดทางการเมือง อาชีพ ธุรกิจ ต่างๆอยู่แล้ว เราได้เรียนรู้อะไรมากมายจากผู้คนเหล่านั้น รวมถึงผู้เข้าประกวด จนคิดว่า ถ้าเราได้เอาความรู้ ประสบการณ์ อะไรต่างๆ เหล่านั้นมาช่วยในการพัฒนาประเทศคงจะดี มีหลายสิ่งมากที่เรามีดี แต่เราทำให้ได้ดีกว่านี้ได้ มันเยอะแยะไปหมด เคยเสนอผู้ใหญ่นักการเมืองที่เรารู้จักว่าลองดูแบบนี้ไหม ทำแบบนี้ไหม แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ คำตอบที่ได้ก็คือ การเมืองไทย บ้านเมืองไทย ทำไม่ได้หรอก ถ้าอยากทำ ต้องเข้ามาทำเอง จนเราคิดว่า เฮ้ย! ถ้าซักวันนึงนะ จะลงสมัคร สส อยากเข้าไปทำตรงนั้น พิสูจน์ให้เห็นว่า ทำได้สิ ทำไมจะไม่ได้ คนไทยเก่งจะตาย ถ้าเราขีดจำกัดความสามารถของคนไทยไว้แค่นี้ มันคงไม่มีวันที่เราจะเจริญได้จริงๆ นักการเมือง ผู้นำทางสังคมไม่ควรมี Mindset แบบนั้น ต้องมีความเป็น Change Agent อยู่ในตัว” คุณเป้ ประดิษฐ์ ประดินันทน์ เจ้าของเวทีประกวดระดับโลกกล่าวทิ้งท้ายได้น่าสนใจ..ไว้ให้เราได้คิด

Facebook Comments

Related post