Digiqole ad

เปิดใจนางฟ้าเต็นท์รถ “กาสะลอง-ภริษา อัสราอมรกุล” ถ้าคิดสั้นในวันนั้น คงไม่มีอาณาจักรรถยนต์มือสอง “KSL AUTO” ในวันนี้

 เปิดใจนางฟ้าเต็นท์รถ “กาสะลอง-ภริษา อัสราอมรกุล” ถ้าคิดสั้นในวันนั้น คงไม่มีอาณาจักรรถยนต์มือสอง “KSL AUTO” ในวันนี้

“ยอมรับว่า ผิดพลาดในการบริหารเงิน น้องที่รู้จักกันชวนไปเล่นหุ้นโดยที่เราไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ มีเงินเท่าไหร่เทลงหุ้นหมด แล้วก็เจ๊งหมดตัว ทุกอย่างพังพินาศ เหลือเงินกลับบ้านที่บุรีรัมย์แค่พันเดียว อยู่ไปก็ไม่เป็นผู้เป็นคน เครียดจัดจนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย”

นี่คือส่วนหนึ่งของคำบอกเล่า “ภริษา อัสราอมรกุล” หรือ “กาสะลอง” เจ้าแม่อาณาจักรเต็นท์รถยนต์ KSL AUTO วัยเพียง 29 ปี  ผู้ปลุกกระแสวงการเต็นท์รถเมืองไทยให้คึกคัก

คุณภริษาเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบากว่า เป็นคนอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความที่ครอบครัวมีฐานะยากจน  ทำไม่ได้เกิดกับหมอที่โรงพยาบาล แต่เกิดกับหมอตำแยเป็นคนทำคลอดให้ ซี่งในวิกฤตก็มีโอกาสที่ดีอยู่ คือได้เกิดในวันดีด้วยคือ ตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี วันที่ 23 กรกฎาคม 2535 พออายุ 2-3 ขวบ แม่ออกไปทำงานนอกบ้านเต็มตัวกับพ่อ มีย่าเป็นคนเลี้ยงดูแทน บางวันไม่มีกับข้าวกิน ได้กินข้าวคลุกน้ำปลา หรือไม่ก็คลุกกับน้ำปลาร้าแทน นอกจากย่าเลี้ยงหลานแล้วยังต้องเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไปด้วย เราก็จะเล่นคลุกดินและเล่นกับเป็ดไก่ โดยย่าจะพาไปขายไข่เป็ดไข่ไก่ในตลาด เดินไประยะทางประมาณ 9-10 กิโลฯ เดินกันจนพื้นรองเท้าแตะสึกเป็นรูโหว่แล้วย่าจะซื้อขนมให้กินด้วย ถือว่าเราทำงานมาตั้งแต่เด็กเล็กเลยก็ว่าได้นะ

“พอโตมาอีกหน่อยก็เข้าไปเรียนที่ศูนย์เด็กเล็กที่วัดใกล้บ้าน จากนั้นเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านเพชรประชาสามัคคี ซึ่งพอขึ้นชั้นประถมค่าใช้จ่ายก็เริ่มมีขึ้น แต่โชคดีที่เป็นคนเรียนดีตั้งใจเรียน สอบได้ที่ 1 มาตลอด ครูจะแจกชุดนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียนให้ ต่อมาก็ได้ทุนเรียนดีด้วย จึงช่วยครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร”

คุณภริษา เล่าด้วยว่า ในช่วงที่เรียนชั้นประถม แม่จะไปส่ง เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 6-7 กิโลเมตร โดยขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ๆ ที่ได้มรดกมาจากลุงที่เสียชีวิต เรียกว่าเก่าแบบสุด ๆคือ สตาร์ทรถทีควันโขมง จนถูกเพื่อน ๆ แซว รู้สึกอายมาก จำได้ว่า ตอนนั้นอยู่ชั้น ป.4 เลยเกิดความคิดว่าวันหนึ่งเราจะรวยให้ได้ เราจะต้องมีรถยนต์ดี ๆขับให้ได้ แล้วก็ให้พ่อแม่ได้ขับรถทุกยี่ห้อด้วย พูดแบบนี้กับตัวเองและแม่จริง ๆ จนแม่ว่า เราเลอะเทอะพูดจาเรื่อยเปื่อย

“ระหว่างนั้นเพื่อน ๆหลายคนมีรถจักรยานขี่มาโรงเรียนกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่า ที่บ้านค่อนข้างมีฐานะดี แต่สำหรับเราแล้วคิดว่า ถ้าเรามีจักรยานสักคันก็ดีนะ จะได้ไม่เป็นภาระแม่ที่ต้องขับมาส่งเรียนทุกเช้า แล้วก็ไม่ต้องทนกับแรงกกดดันจากเพื่อน ๆ ที่ชอบแซวอยู่เรื่อย ๆ เลยบอกเหตุผลนี้กับพ่อ สุดท้ายพ่อน่ารักมาก ออกไปหาชิ้นส่วนต่าง ๆ ของจักรยานเก่าที่พังซึ่งเขาทิ้งแล้วมาประกอบรถคันใหม่ให้ โดยไปซื้อล้อรถจักยานมาเพิ่มเท่านั้น เพื่อให้เราได้ขี่ไปโรงเรียน โดยในขณะนั้นยังขี่จักรยานไม่เป็น ช่วงแรกๆ นั้นจูงไปโรงเรียนบ่อย ๆเพื่อเพื่อนจะได้ไม่ต้องมาแซวอะไรอีก ถือว่าเป็นรถจักรยานคันแรกในชีวิตเลย”

เธอเล่าถึงชีวิตเมื่อจบ ป .6 ว่า ช่วงนั้นพ่อเริ่มติดเหล้ามาก พอเมาได้ที่ก็จะทะเลาะและทำร้ายแม่ ได้ยินและรู้เรื่องกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เราร้องไห้สงสารแม่มาก แม่เป็นคนขยัน ทำโอทีที่โรงงานกว่าจะกลับมาบ้านก็ตี 2 กว่า นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นมาหุงข้าว แล้วเตรียมตัวออกไปทำงาน ในที่สุดได้เข้าไปพูดกับพ่อว่า พ่อหนูขออะไรอย่างได้มั้ย ในชีวิตนี้เราไม่เคยขออะไรพ่อเลยนะ พ่อมองหน้าเหมือนจะว่าขออะไรพูดมาซิ แล้วเราก็พูดว่า “ถ้าเราสอบชิงทุนข้าเรียน ม.1 ได้ที่ 1 จะขอให้พ่อเลิกเหล้าจะได้มั้ย พ่อยังไม่ได้ตอบอะไร

“และแล้วเราก็สอบชิงทุนได้ที่ 1 จริง ๆ  ทำให้ที่บ้านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพราะที่บ้านต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายด้านการเรียนกับน้องชายอีก 2 คน พอถึงวันเปิดเทอมพ่อพาไปส่งโรงเรียนและก็ไปรับ ก่อนกลับบ้านพ่อไปสาบานต่อหน้าพระประธานในวัดว่าจะเลิกเหล้าตลอดชีวิต หากวันใดผิดสัญญาขอให้มีอันเป็นไป ได้ยินแบบนี้เราน้ำตาไหลเลยไม่คิดว่าพ่อจะหักดิบได้แบบนี้ ตั้งแต่วันนั้นมาพ่อเลิกเหล้าได้เด็ดขาดจริง ๆ แล้วเราได้ให้สัญญากับตนเองไว้เหมือนกันว่า จะไม่ขอเป็นเหมือนพ่อเด็ดขาด”

ช่วงที่เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม เธอแทบจะกินนอนอยู่ที่โรงเรียนฯ ซึ่งเธอเล่าว่า เราเป็นทั้งเด็กทุนและเด็กกิจกรรมของโรงเรียนฯ โดยเฉพาะการเต้น การรำ การร้อง พอเรียนเสร็จก็ไปซ้อมเต้น นานๆจะได้กลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ระหว่างที่เรียนนั้นจะหารายได้พิเศษโดยช่วยครูคนหนึ่งขายโรตีสายไหม ออกไปขายจะได้ครั้งละประมาณ 150 บาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่เยอะสำหรับเราแล้ว เก็บเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่จำเป็น โดยไม่ต้องรบกวนเงินที่บ้านเลย นอกจากนี้ยังรับอาสาครูหลายคนทำงานต่าง ๆ กระทั่งเป็นรักใคร่ของครู จนกลายเป็นลูกรักไปเลยก็ว่าได้ ครูท่านก็เมตตา ให้เงินเล็ก ๆน้อย ๆ เป็นค่าขนม แล้วมีอะไรก็เอามาให้เรา

ก่อนจะจบชั้น ม.6 เธอได้วางแผนกับชีวิตการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาว่า คิดว่าถ้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่จังหวัดบ้านเกิดคงจะไม่มีโอกาสได้เดินตามเป้าหมายที่ตั้งใจในช่วงที่เราเป็นเด็กแน่ ๆว่า เราจะมีเงินมีรถ จึงตัดสินใจหาที่สอบชิงทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มาเจอที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีทุนให้เรียน จึงสอบชิงทุนที่นี่ โดยเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นคนชอบพูดชอบเจรจาและชอบวางแผน แล้วก็สอบสัมภาษณ์ผ่านได้เข้าเรียนจริง ๆ

“ระหว่างที่เรียนวิญญาณของเด็กกิจกรรมก็เข้าสิงเหมือนเดิม มีการออกค่ายเด็กและเยาวชนด้านธรรมะ นอกจากนี้ยังไปสมัครเต้น ซึ่งมีการส่งเข้าประกวดในระดับประเทศด้วย มีการซ้อมหนักมาก แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ การหารายได้เสริม เพราะเรากู้เงิน กยศ.เรียน เป็นการช่วยเบาแบ่งภาระให้กับครอบครัว มีทั้งขายปาท่องโก๋ที่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย คือ เราจะเห็นลุงคนหนึ่งเขาขายในช่วงดึกถึงประมาณหกโมงเช้า เลยขอเขาไปช่วยขาย ลุงใจดีก็ให้ช่วยขายแบ่งรายได้ให้ส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงได้ต่อยอดหานมข้นและทำน้ำสังขยามาขายคู่กับปาท่องโก๋ขายดิบขายดีมาก  ก่อนกลับห้องไปอาบน้ำแต่งตัวไปเรียนก็จะนั่งรถเมล์เอาปาท่องโก๋ไปใส่บาตรพระที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ ด้วย”

ต่อมาวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เธอใกล้จะเรียนจบในระดับปริญญาตรี โดยช่วงนั้นกำลังฝึกงาน เมื่อแม่ของเธอโทรศัพท์มาหา เธอเล่าว่า ช่วงที่หนูฝึกงานพอดีวันนั้นทำงานอยู่ไม่ได้รับโทรศัพท์ เมื่อมาเช็คปรากฏว่า แม่โทรมาหาหลายสายมาก จึงรีบโทร.กลับ เราตกใจมาก เพราะแม่ร้องไห้หนักมาก ได้ความว่า มีคนข้างบ้านชวนไปรวยทางลัดด้วยเอาเงินไปปล่อยเงินกู้นอกระบบ โดยไปเอาเงินจากอาเฮียคนหนึ่ง ซึ่งแม่ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก แต่รู้ว่าน่าจะทำได้ จึงเอาเงินไปปล่อยให้กู้กับคนที่โรงงานที่แม่ทำอยู่ แล้วคนกู้กันเยอะ จากเอาเงินอาเฮียมาแค่หลักแสนกลายเป็นหลักล้าน  มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเราไม่รู้เรื่องนี้ แต่รู้สึกแปลกแต่แรกแล้วว่า ทำไมแม่มีเงินส่งให้เราเรียนตลอด

“สุดท้ายโรงงานประสบปัญหาภาวะขาดทุนจึงให้พนักงานออกเป็นจำนวนมาก โดยเน้นเฉพาะคนไทย เอาแรงงานต่างด้าวไว้ เพราะจ้างในราคาถูก โดยคนที่ให้ออกคือคนที่กู้เงินจากแม่ทั้งนั้น เมื่อเขาออกก็ไม่มีเงินจ่ายต้นจ่ายดอกเบี้ย หนีหนี้กันไปเลย ทำให้แม่เก็บหนี้ไม่ได้ สรุปเบ็ดเสร็จแม่ต้องเป็นหนี้อาเฮียทั้งต้นทั้งดอกในขณะนั้นรวมแล้ว 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยปาเข้าไปเดือนละ 5 แสนบาท ไม่รู้จะเอาที่ไหนไปใช้หนี้ คุยกับพ่อก็ทะเลาะกับพ่อจนบ้านแทบแตก แม่ไม่รู้จะปรึกษาใครจึงโทร.มาหาเรา แม่บอกว่า แม่เครียดหนักมาก บ่นอยากฆ่าตัวตาย ได้ยินดังนั้นจึงปลอบใจแม่ให้ใจเย็น ๆ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ จึงกลับไปบ้านเพื่อช่วยเคลียร์ปัญหานี้ก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โต”

สรุปทางออกของปัญหาคือ เธอได้คุยกับพ่อ โดยเอาที่นาซึ่งเป็นมรดกของพ่อประมาณ 50 ไร่ มาแบ่งขายไป 30 ไร่ ได้เงินมา 2.8 ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้หนี้ส่วนหนึ่งก่อน เนื่องจากเห็นว่า ถ้าให้อาเฮียยึดไปจะได้ราคาไม่ดี และจริง ๆ ที่นาที่ขายไป เราขายตอนที่ร้อนเงินพอดีด้วย ราคาจึงได้ไม่สูงมากแต่ยังถือว่าดี

“สรุปคือเราเหลือหนี้อยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านบาท จากจุดนี้เองเป็นแรงผลักดันอย่างมากที่ทำให้เราต้องทำทุกวิถีทางที่จะหาเงินมาใช้หนี้ของแม่ให้ได้ กลับมากรุงเทพฯหหารายได้พิเศษทำด้วย โดยเปิดอินเทอร์เน็ตเช็คดูว่า งานอะไรที่ทำให้ได้เงินเยอะๆ ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ระหว่างนั้นได้ประเดิมเป็นพนักงานขายของตามบ้าน”

เธอเล่าว่า ในแต่ละวันจะต้องแบกสิ่งของต่าง ๆที่มีน้ำหนักรวมเกือบ 10 กิโลฯ เดินขาย แล้วด้วยความที่เธอเป็นคนช่างพูดช่างเจรจาจึงทำให้สินค้าขายดี โดยภายในเพียงเดือนเดียวได้เป็นท็อปเซลล์ของบริษัท ซึ่งมียอดขายสูงสุด เราได้ทั้งเงินเดือนและเงินเปอร์เซ็นต์จากยอดขายด้วย โดยบางเดือนขายได้เกือบแสนบาท

“หลักการขายของเราคือ ด้วยความที่มีต้นทุนที่ดีในการที่เป็นคนกล้าแสดงออกและชอบพูดอยู่แล้ว เราต้องแสดงความเป็นมิตรกับลูกค้า ไม่ให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกหน้า เมื่อเขาไว้วางใจเรา เขาก็จะเปิดใจกว้างยอมรับฟังข้อมูลของเรา โดยข้อมูลของเราจะต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง ไม่หลอกลวงเขา ใช้ความจริงใจเข้าสู้ ให้เขารู้สึกว่าจ่ายเงินซื้อของเราแล้วมีความคุ้มค่า คุ้มราคาจริง ๆ  หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เรามาบริการให้ถึงบ้าน ลูกค้าจึงตัดสินใจซื้อ บางคนก็ไม่ได้พูดอะไรมากซื้อเลย แล้วได้กลับมาซื้ออย่างอื่นเพิ่มอีก นับว่าเป็นความสำเร็จในด้านการขายของเราเลยทีเดียว”

สาวนักสู้กล่าวว่า มานั่งคิดว่า ทำงานแบบนี้ในระยะยาวไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแน่ ๆ คือ ขายปาท่องโก่และ แบกของไปขายตามบ้าน แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อมีลุงข้างบ้านที่บุรีรัมย์ จะขายรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดใช้หนี้ ซึ่งแกเป็นหนี้อยู่ 6 แสนบาท จะขายแค่ 6 แสนบาทล้างหนี้ไปเลย พ่อเลยแนะนำว่าให้ติดต่อเรา เพราะเราเรียนด้านการประชาสัมพันธ์น่าจะช่วยได้ จึงเช็คราคาในเว็บขายรถยนต์มือสองปรากฏว่า รถฮุนไดรุ่นนี้ขายได้ราคางามอยู่ที่คันละเกือบล้านบาท เลยตั้งราคาที่แค่ 8 แสนบาทก็พอ จะได้ขายง่าย ๆ ถ้าขายได้เราจะส่วนต่างถึง 2 แสนบาทเลยทีเดียว

“ในที่สุดโพสต์ขายแค่ภายใน 2 วัน ก็มีคนติดต่อขอซื้อทันที เช็คสินค้าแล้วเขาพอใจมาก แต่ขอต่อราคาลดอีกหน่อยได้มั้ย สรุปเราลดให้ 3 หมื่นบาท งานได้กำไรเหนาะ ๆ 170,000 บาท ซึ่งช็อกมาก ทำงาน 2 วันได้เงิน 170,000 บาท พอตั้งสติได้ปัญญาก็เกิด นี่แหละใช่เลยคือทางทำมาหากินของเราในฝัน เราต้องเป็นตัวแทนขายรถให้คนอื่น เพื่อกินส่วนต่างที่ได้ราคาอย่างงาม”

ตั้งแต่นั้นมาเธอได้ใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการศึกษาเรื่องการขายรถยนต์มือสอง อีกทั้งได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังเต็นท์รถต่าง ๆหลายแห่ง เพื่อขอเป็นตัวแทนขาย แล้วเข้าไปอยู่ตามกลุ่มขายรถมือสองในโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ อีกด้วย

“ช่วงนั้นดิวเต็นท์ได้กว่า 100 เต็นท์ หลายคนดึงเราเข้ากลุ่ม พยายามจำชื่อทั้งเต็นท์รถและเจ้าของหรือคนขายให้ได้มากที่สุด รวมถึงขออนุญาตนำรถมาโพสต์ขายเพจในเฟซบุ๊ก เริ่มมีลูกค้าติดต่อเข้ามา เลยใช้ชื่อ กาสะลอง ออโต้  โดยที่ไม่มีบริษัท ไม่มีหน้าร้าน มีแต่ห้องเช่าเล็กเดือนละ 1,500 บาท  ปรากฏว่า เดือนหนึ่งปิดจ๊อบได้หลายคัน จึงเริ่มขยายเครือข่าย ใช้หลักธุรกิจขายตรงเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น เน้นสินค้าที่มีคุณภาพ มีโปรโมชั่นเพื่อจูงใจลูกค้า มีวิธีการพูดที่สร้างแรงจูงใจ มีการใช้บริการที่ดี มีเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึง เชื่อมั้ยว่าภายในระยะเวลา  4-5 เดือน ปลดหนี้ให้แม่ได้หมดเลย”

นี่คือจุดเริ่มต้นของกาสะลอง ออโต้ ธุรกิจขายรถยนต์มือสองที่มาแรงแซงโค้ง ที่ได้เริ่มสร้างความฮือฮาให้กับวงการเต็นท์รถเป็นอย่างมาก กระทั่งเต็นท์รถชั้นเก๋ายังต้องยอมสยบให้กับสาวรุ่นใหม่ไฟแรงในวัยขณะนั้น 25-26 ปี

เธอเล่าด้วยว่า ได้พยายามสร้างเครือข่ายขึ้นไปเรื่อย ๆ พร้อมเปลี่ยนแนวคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนจากตัวแทนขายรถยนต์มือสอง มาเป็นคนขายเองน่าจะได้รายได้มากกว่านี้  จึงสร้างเต็นท์รถแบบมโนก่อน เริ่มซื้อรถญี่ปุ่นราคาหลักแสนบาท พอขายได้บ้าง ในขณะเดียวก็ได้คอนเนคชั่นรถยนต์จากยุโรป ปรากฏว่า สามารถปิดการขายรถยุโรปได้ถึงเดือนละ 50-60 คัน เรียกว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการเต็นท์รถยุโรปเป็นอย่างมาก แต่ก็มีบางคนโกงเราไม่ยอมจ่ายคอมมิชชั่น ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

“ช่วงนั้นมีเงินหมุนเวียนเข้าออกเยอะมาก แล้วมีคนรู้จักกันชวนไปเล่นหุ้น เราก็ไม่มีความรู้หรอก แต่เห็นว่า กลุ่มเด็กๆที่เล่นหุ้นอายุประมาณ 21 ปี มาออกรถปอร์เช่กับเราถึง 7 คัน ก็มองว่า เด็กรุ่นใหม่พวกนี้หาเงินกันง่ายมาก เล่นหุ้นแล้วรวยเร็ว สุดท้ายเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ โดดไปเล่นหุ้น มีเงินเท่าไหร่ก็เทไปกับหุ้น โดยไม่ได้เก็บไว้ในธนาคารสุดท้ายก็หมดตัวไปกับหุ้น สุดท้ายมีเงินเหลือเก็บในบัญชีแค่ 2,000 บาท ช่วงนั้นเครียดมาก ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับความรู้สึกของแม่ที่เป็นหนี้ในช่วงนั้น เราไม่เป็นผู้เป็นคนและมีความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายด้วย”

วิกฤตครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอโดยตรงในครั้งนี้ ทำให้เธอต้องซมซานกลับมาตั้งหลักที่บ้าน ระหว่างเดินทางด้วยรถไฟเธอก็ร้องไห้มาตลอดทางจนไม่มีน้ำตา เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านทำเอาแม่แทบตกใจกับสภาพลูกสาวที่เห็นโทรมแบบสุด

“ก็เล่าให้แม่ฟังนะว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วงนั้นหมกตัวอยู่กับบ้านไม่ได้ออกไปไหนเลย เจ้าหนี้ต่าง ๆ ก็โทร.มาทวงหนี้กันจ้าละหวั่น แต่ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ 2 เดือนผ่านไป สภาพเราจะกลายเป็นซอมบี้ มีอยู่วันหนึ่งแม่เห็นเราแล้วก็ร้องไห้และพูดว่า จะให้แม่กราบเท้าขอให้เรากลับมาเป็นกาสะลองคนเดิมมั้ย กลับมาเป็นกาสะลองคนเดิมที่สู้ชีวิตเถอะ ได้ยินดังนั้นมันเหมือนมีแรงฮึดสู้และมีพลังบวกขึ้นมาแบบทันตาเห็น เลยพูดกับแม่อย่างเสียงดังฟังชัดว่า เราจะลองลุกขึ้นมาสู้อีกซักครั้ง จะตั้งตัวใหม่ ถ้าไม่รวย เราจะไม่ขอกลับมาเหยียบบ้านเด็ดขาด”

สาวนักสู้ เล่าว่า วันที่กลับไปกรุงเทพฯ แม่ไปขอยืมเงินจากป้าข้างบ้านมาให้เราได้ใช้จ่าย ป้าบอกว่า เงินซื้อข้าวกินยังไม่มีแล้วจะมีปัญญามาใช้หนี้หรือ ฟังแล้วมันยิ่งตอกย้ำว่า ฉันจะรวยให้ได้ จะได้ไม่มีใครมาดูถูกดูแคลน กลับมาที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ พร้อมกับเงินสดตัวติดแค่ 2 พันบาท จะมาทำให้กาสะลอง ออโต้ กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง หนูต้องทำการบ้านอย่างหนัก เรียกความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมาอีกครั้ง เราติดต่อเต็นท์กลับไปใหม่และคอยตอบคำถามลูกค้าทางโทรศัพท์ ช่วงนั้นนอนวันละแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น  หาหน้าร้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ใช้ร้านว่า KSL AUTO คราวนี้เปิดการขายใหม่ด้วยการขายรถราคาหลักล้าน จากความอดทนและพยายามภายใน 2 เดือน สามารถฟื้นตัวมาได้  และอีก 4 เดือนต่อมา สร้างบ้าน ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทางครอบครัวได้ ส่วนทางร้านก็มีการพัฒนาและขยับขยายกิจการได้ มีพนักงานเพิ่มขึ้น ขายดีจนสองทุ่มถึงปิดร้าน หรือบางครั้งก็เปิดถึงตีสาม ทำเอาเรากับพนักงานเหนื่อยกันมาก

ส่วนหลักในการทำงานนั้น เธอกล่าวว่า จะใช้คำว่า..รัก…แค่คำเดียว มาเป็นหลักในการบริหารงานคือ รักตัวเราก่อน หมายถึงรักความก้าวหน้า รักที่จะสู้ต่อไป มีความรักในอนาคตอย่างจริงใจ มีความรักที่จะพัฒนาตนเอง รักที่จะวางเป้าหมายแล้วก้าวไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้โดยไม่รอช้า รักที่จะทำงานท้าทายกับงานที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน รักที่จะมีพลังบวกไม่คิดลบ รักที่จะต่อสู้กับปัญหา อุปสรรค ไม่เอาความผิดพลาดหรือความล้มเหลวมาบั่นทอนจิตใจ รักที่จะให้โอกาสตนเองและผู้อื่น ต่อมารักงานที่ทำ เราทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เราทำเพราะเรามีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพที่เราทำ รักลูกค้า คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า ให้ผลประโยชน์และข้อมูลที่ดีที่สุดกับลูกค้า ไม่เอาเปรียบไม่ค้ากำไรเกินควร คอยติดตามหลังการขายบริการ

“เชื่อมั้ยว่า ทุกวันนี้ลูกค้ามาซื้อรถเพราะเรา อยากจะมาคุยกับเรา อยากซื้อรถกับเรา บางคนยังไม่ได้มาดูรถรีบโอนเงินมาให้ก่อน และก็อยากถ่ายรูปที่ระลึกกับเรา ๆ ก็ยินดี เพราะบางคนก็จะซื้อรถเป็นของขวัญให้กับตนเองจากเงินน้ำพักน้ำแรงก็เหนื่อยเหมือนกัน เหมือนเราเป็นเจ้าของร้านรถที่ได้มอบของขวัญและความสุขให้กับลูกค้า บางครั้งดูราวกับว่าเรากลายเป็นจุดแลนด์มาร์คของร้านไปแล้ว ต้องขอบคุณทีมงานทุกคน เพื่อนร่วมอาชีพ เครือข่ายต่าง ๆ ลูกค้าที่น่ารัก ตลอดจนผู้มีส่วนในความสำเร็จในวันนี้ และที่ลืมไม่ได้คือพ่อแม่และครอบครัวที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเรามาตลอดค่ะ”

สำหรับเป้าหมายในอนาคตนั้น คุณภริษา บอกว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเราไม่ได้หวังว่าจะร่ำรวยล้นฟ้า เพราะตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ไม่ยึดติดกับตัวกู ของกู อยากช่วยเหลือคน อยากสร้างเซ็นเตอร์ให้กับคนได้มีงานทำ เพราะเข้าใจเลยว่า เวลาคนไม่มีงาน และคนตกงาน นั้นความรู้สึกเป็นอย่างไร อยากเติมเต็มให้กับทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกวันนี้ก็ทำบุญในทุก ๆด้านมาโดยตลอดโดยไม่มีข้อแม้ แล้วก็เลือกที่จะทานเจตลอดชีวิต ตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ของตนเองชื่อว่า ผัดไทยเจสำเร็จรูป By กาสะลอง

“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ คนในการฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปให้ได้ พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่าท้อนะคะ” นางฟ้าเต็นท์รถกล่าวในท้ายที่สุด

 

 

 

 

 

Advertisement
Facebook Comments

Related post