Digiqole ad

เชื้อดื้อยา : 1 ใน 10 อันดับภัยคุกคามด้านสุขภาพระดับโลก

 เชื้อดื้อยา : 1 ใน 10 อันดับภัยคุกคามด้านสุขภาพระดับโลก

“WHO ประกาศให้การดื้อยาต้านจุลชีพ  (Antimicrobial Resistance: AMR) เป็น1 ใน 10 อันดับภัยคุกคามด้านสุขภาพระดับโลก ยาปฏิชีวนะและสารต้านจุลชีพอื่นๆ ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา น่าเสียดายที่การดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) เกิดขึ้น เมื่อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิตไม่ตอบสนองต่อยาอีก

ต่อไป ทำให้การติดเชื้อทั่วไปรักษาได้ยากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค การเจ็บป่วยที่รุนแรง และการเสียชีวิต” Dr Lianne Gonsalve, Technical Officer for AMR Awareness and Campaigns in WHO’s AMR Division กล่าว ในการประชุมออนไลน์ Global Media Forum เนื่องใน สัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก World Antimicrobial Awareness Week (WAAM) ซึ่งจัดขึ้นกลางเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 700,000 คน ทั่วโลก หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง คาดว่าในปี ค.ศ.2050 อัตราการเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน

บางคนเรียกการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) ว่าเป็นภัยเงียบ ผมเรียกมันว่าภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น” Dr. Haileyesus Getahun, Director of the Department of Global Coordination and Partnership on Antimicrobial Resistance at the World Health Organisation และ Director of Joint Tripartite (FAO- Food and Agriculture Organization of the United Nations, OIE- World Organisation for Animal Health and WHO) Secretariat on AMR อธิบายถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการดื้อยาต้านจุลชีพ “นับตั้งแต่อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ค้นพบเพนิซิลลินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรก การพัฒนาของการดื้อยาก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเกิดจากยาเหล่านี้ตามธรรมชาติ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต พยายามพัฒนาตนเอง และหยุดตอบสนองต่อยาต้านจุลชีพ การควบคุมการติดเชื้อที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมเชื้อดื้อยาซึ่งจะช่วยหยุดการแพร่ระบาดของการติดเชื้อและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการรักษาโรคเหล่านั้น

Advertisement

การใช้ยาต้านจุลชีพคุณภาพต่ำหรือใช้โดยไม่จำเป็นในมุนษย์ สัตว์ และการผลิตอาหารก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อดื้อยาเช่นกัน”

นาย Joseph Thomas, Head of Antimicrobial Stewardship and Awareness, WHO HQ กำชับถึงผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา “การดื้อยาต้านจุลชีพกำลังบ่อนทำลายศตวรรษแห่งความก้าวหน้าในการแพทย์ การติดเชื้อที่เคยรักษาได้ก่อนหน้านี้และหายด้วยยาของเรากำลังมีความเสี่ยงที่จะรักษาไม่หาย สาเหตุทั้งหมดนี้เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้ยาต้านจุลชีพในทางที่ผิดหรือใช้มากเกินไป”

การใช้ยาปฎิชีวนะในทางที่ผิดของมนุษย์ยังรวมไปถึงในด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ยิ่งมนุษย์ใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพในภาคส่วนต่างๆ มากเท่าไหร่ โอกาสที่การดื้อยาจะพัฒนาและยาก็ไม่มีผลอีกต่อไปก็มากขึ้นเท่านั้น

Dr Elizabeth Tayler, Technical lead for WHO in the Tripartite Joint Secretariat for AMR, and WHO at global, regional and country levels เปิดเผยว่า  “มีการผลักดันให้มีการผลิตปศุสัตว์ที่เข้มข้นขึ้น บ่อยครั้งในโรงงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัยทางชีวภาพต่ำ ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงถูกใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เร่งการเจริญเติบโตในปศุสัตว์ หลายประเทศมีการให้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์ที่มีสุขภาพดีมากกว่าในคนหรือสัตว์ที่ป่วย” จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก ยาต้านจุลชีพยังได้ถูกนำมาใช้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นสูงมากในพืช เช่น การปลูกส้มในแคลิฟอร์เนีย การดื้อยา Aspergillus ก็มีความเชื่อมโยงกับการใช้ anti-fungal Azole ซึ่งเคยใช้รักษาโรคเชื้อราในมนุษย์ ต่อมาได้นำมาใช้ในการปลูกดอกไม้ รวมถึงอุตสาหกรรมทิวลิป และนำไปสู่การดื้อยาในมนุษย์ “การรั่วไหลของสารต้านจุลชีพสู่สิ่งแวดล้อมก็เป็นความท้าทายและสร้างความวิตกกังวล เราพบสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะที่มีนัยสำคัญในน้ำเสียจากการทำการเกษตรและ

โรงพยาบาล ซึ่งไหลลงสู่น้ำในแม่น้ำ ขณะที่ผู้คนใช้อาบและดื่มกิน บางกรณีพบว่าระดับของสารต้านจุลชีพในส่วนประกอบของน้ำรอบๆ สถานที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยามีความเข้มข้นสูงกว่าระดับที่ใช้ในการรักษาในเลือดของผู้ป่วยที่ใช้ยาเหล่านั้น” Dr. Tayler เสริม

ทางด้าน Dr Sarah Paulin, Technical Officer (AMR), National Action Plan and Monitoring Unit, AMR Division, WHO กล่าวถึง การนำแผนปฏิบัติการระดับโลกด้าน AMR มาใช้ในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2015 ว่าเป็นการวางรากฐานการดำเนินการในระดับประเทศซึ่งมีความซับซ้อนแต่อย่างไรก็ตามแผนปฏิบัติการระดับชาติเหล่านี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับ AMR รวมทั้งองค์ความรู้และหลักฐานผ่านการเฝ้าระวังและการวิจัยเพื่อลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อผ่านมาตรการด้านสุขอนามัยและการป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนการพัฒนาเพื่อการลงทุนที่ยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการผลิตยาใหม่ เครื่องมือวินิจฉัยและวัคซีน เป็นต้น

เชื้อดื้อยา (AMR) เป็นปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งต้องการการแก้ไขครอบคลุมหลายภาคส่วน การวางบรรทัดฐานและมาตรฐานระดับโลกเป็นสิ่งสำคัญ แต่การดำเนินการในระดับประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้นกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละประเทศในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างมีเหตุผลจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบสุขภาพในมนุษย์และสัตว์ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ยาปฏิชีวนะไม่ควรเปิดให้มีการจำหน่ายตามเคาน์เตอร์ทั่วไป

 

จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข  ในปี 2562 ระบุว่า ประชาชนไทยน้อยกว่า 1 ใน 4 ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาปฎิชีวนะอย่างเหมาะสม ช่องทางที่ได้รับยาปฎิชีวนะนั้นมาจากกบุคลากรทางการแพทย์ร้อยละ 98 แต่ก็ยังมีบางส่วนได้รับยาผ่านทางช่องทางอื่นๆ เช่น ร้านขายของชำ สาเหตุในการใช้ยาต้านจุลชีพส่วนใหญ่ ร้อยละ 43 คือ ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 50 ไม่ทราบว่า “ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ไม่สามารถรักษาไข้หวัดได้” และไม่ทราบว่า “ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ”  ร้อยละ 28 ยังเห็นว่าสามารถเก็บยาปฎิชีวนะไว้ใช้เพื่อรักษาการเจ็บป่วยครั้งต่อไปได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน

 

ช่วงสัปดาห์การให้ความรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก (18-24 พฤศจิกายน) ปีนี้ องค์การอนามัยโลก เชิญชวนทุกภาคส่วนเข้าร่วมในแคมเปญ GO BLUE for AMR โดยใช้สัญลักษณ์สีฟ้าอ่อนประดับสถานที่ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย และ profile ใน Social Media เพื่อร่วมรณรงค์และกระจายความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ ภายใต้ธีม “ส่งต่อความรู้ สู่วิถีใหม่ หยุดภัยเชื้อดื้อยา” หรือ Spread awareness, stop resistance  ในส่วนของประเทศไทย นอกจากจัดงานสัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก 2564 แล้ว ในปีนี้  ยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในยกร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ (พ.ศ. 2566-2570) ร่วมกันอีกด้วย

#StopResistance #HandleWithCare #WorldAntimicrobialAwarenessWeek #WAAW

J. Jantanamalaka – CNS รายงาน

Global Media Forum จัดโดย Citizen News Service (CNS), Asia Pacific Media Alliance for Health and Development และ Media Action Nepal

 

Advertisement
Facebook Comments

Related post