Digiqole ad

ออสสิริส อลงทุนทองคำเดือนธันวา ชี้ทองคำจะกลับมาเป็นดาวรุ่งส่งท้ายปี 2566

 ออสสิริส อลงทุนทองคำเดือนธันวา ชี้ทองคำจะกลับมาเป็นดาวรุ่งส่งท้ายปี 2566
Social sharing
Digiqole ad

ออสสิริส (Ausiris) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Gold Investment เผย ทิศทางราคาทองคำเดือนธันวาคมปรับเป็นเชิงบวก เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนในแง่สถิติต่าง ๆ มองเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อสะสมเพื่อเก็งกำไรต่อในปีหน้า

นายพีระพงศ์ วิริยะนุเคราะห์ นักวิจัยอาวุโส แผนก Ausiris Intelligence บริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวถึงสรุปสถานการณ์ราคาทองในตลาดโลกเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการปรับตัวร่วงต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางคลายความกังวล ทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงต้นเดือน ก่อนที่จะรีบาวนด์ปรับตัวขึ้นช่วงกลางเดือน และทำไฮสูงสุดในรอบหกเดือนครึ่งแตะระดับ 2,043 ดอลลาร์ ในช่วงปลายเดือน (อ้างอิง ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน) ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือนซึ่งจะเป็นการทรุดตัวลงมากที่สุดในรอบ 1 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงต่ำสุดในรอบ 2 เดือน หลังนักลงทุนต่างเพิ่มน้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใกล้ยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วและเพิ่มโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีหน้า โดยสรุปตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนปิดบวกเพิ่มขึ้น 2.9% ที่ระดับ 2,040 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับราคาปิดช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่ระดับ 1,982 ดอลลาร์

“เราจะเห็นได้ว่าราคาทองในประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเภททองคำแท่ง 96.5% ราคาขายออกต่ำสุดบาทละ 32,750 บาท และราคาขายออกสูงสุดบาทละ 34,000 บาท สำหรับราคาทองรูปพรรณขายออกต่ำสุดบาทละ 33,250 บาท สูงสุดบาทละ 34,450 บาท ซึ่งมีส่วนต่างสูงถึง 1,200 บาท” นายพีระพงศ์ กล่าว

นายพีระพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลกระทบต่อราคาทองในเดือนธันวาคม ต้องจับตา 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประเด็นเรื่องตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ในวันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งจะสะท้อนความแข็งแกร่งด้านตลาดแรงงาน โดยจะเป็นมาตรวัดหนึ่งที่เฟดจะใช้ในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ หากตัวเลขแรงงานยังสะท้อนความแข็งแกร่ง อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น (ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ) แต่หากออกมาแย่อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดอาจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ รวมถึงเพิ่มน้ำหนักการลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปีหน้า (ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ)

ประเด็นความสำคัญต่อมาคือ รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐ ในวันที่ 12 ธันวาคม โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ประจำเดือนตุลาคม ประกาศเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ปรับตัวลดลงต่ำกว่าคาดที่ระดับ 3.2% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 เดือนหลังจากที่เดือนก่อนหน้าเคลื่อนไหวที่ระดับ 3.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 4.0% ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อในปัจจุบันขยับเข้าใกล้เป้าหมายของเฟดมากขึ้นที่ระดับ 2% ต้องมาติดตามกันต่อในส่วนของตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนธันวาคมว่า เงินเฟ้อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ซึ่งออสสิริสประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ น่าจะยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 3.7% และมีแนวโน้มลดลง หลังต้นทุนพลังงานปรับตัวลดลงต่อเนื่องในเดือนดังกล่าว ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยหนุนการชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นสำคัญจากการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม โดยเฉพาะความคิดเห็นของคุณ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ว่าจะส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหรือไม่ หรือแนวโน้มระยะเวลาคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานแค่ไหน และมองเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นอย่างไร ซึ่งออสสิริสยังมีมุมมองเหมือนเดิมว่า เฟดได้จบวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว และจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.50% ในการประชุมรอบนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 11 ครั้งนับตั้งแต่ที่เริ่มวัฏจักรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. 2565 ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 5.25% แต่สิ่งสำคัญที่ตลาดโฟกัสนั้นจะอยู่ที่ระยะเวลาที่เฟดจะตรึงดอกเบี้ยระดับสูงยาวนานแค่ไหนมากกว่า ก่อนจะส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมปีหน้า โดยในการประชุมครั้งนี้หากเฟดส่งสัญญาณส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงสั้นลง ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า และบอนด์ยีลสหรัฐมีโอกาสร่วงต่อทันที ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเป็นบวกต่อราคาทองคำ แต่หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ราคาทองคำจะกลับขั้วทันที

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในวันที่ 22 ธันวาคม ต้องจับตาดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐฯ ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญหากสะท้อนว่าเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ) แต่หากสะท้อนเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น (ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ) โดยออสสิริสคาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะชะลอตัวลงในเดือนธันวาคมซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดลดอัตราดอกบี้ยเร็วขึ้นในปีหน้า

นายพีระพงศ์ กล่าวถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อราคาทองคำในเดือนธันวาคมเพิ่มเติมว่า ภาพรวมจะมีทั้งหมด 6 หัวข้อได้แก่
1. ความเคลื่อนไหวของสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ: สกุลดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า โดยออสสิริสมีมุมมองว่า เฟดใกล้ถึงจุดสิ้นสุดวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ทำให้คาดการณ์ดอกเบี้ยสูงสุดของปี 2023 อยู่ที่ระดับ 5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี ก่อนที่จะมีแนวโน้มในการลดดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งจะทำให้สกุลดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่ามากขึ้น โดยเป็นผลบวกต่อทองและเป็นแรงหนุนหลักสำคัญของทองคำอีกด้วย
2. ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ: มีโอกาสปรับตัวลดลง เนื่องจากเฟดใกล้ถึงจุดยุติการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งมุมมองดังกล่าวอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวเพิ่มเติม จะส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีโอกาสทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทอง เนื่องจากผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่มีผลตอบแทนรูปแบบของดอกเบี้ยให้ผลตอบแทนลดลง

3. การเกิดสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ: อันเป็นผลจากการตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงหากเกิดวิกฤติไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคการเงิน จะส่งผลบวกกับทองคำทันที อาจหนุนให้ราคาทองทำนิวไฮอีกครั้ง

4. สถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก: โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง หรืออื่น ๆ หากกลับเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอีกครั้งจะส่งผลทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำทันที

5. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย: หากรัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นและการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจนตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวมากกว่าเดือนที่ผ่านมา จะมีผลทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นในฐานะประเทศที่มีการบริโภคทองคำอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งมีแนวโน้มการบริโภคทองมากขึ้นก่อนเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน

6.ความต้องการของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อชดเชยแรงกดดันขาลงจากการเติบโตและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย:ทั้งนี้แนวโน้มราคาทองคำในมุมทางเทคนิค ล่าสุดราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 2,000 อีกครั้งในปลายเดือนธันวาคม และสามารถทำไฮสูงสุดเหนือระดับ 2,040 ดอลลาร์ (อ้างอิง ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน) ขณะที่ภาพรวมใหญ่ใน TF4H กราฟแท่งเทียนยังเคลื่อนไหวในกรอบเทรนด์ไลน์ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้น หากดูในส่วนของ Moving Average กราฟแท่งเทียนเคลื่อนไหวออกห่างจากกลุ่มเส้นค่าเฉลี่ย 100,200 โดยยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทุกเส้นได้ โดยเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันยังทำ Slope (ความชัน) เป็นบวกต่อเนื่อง และตัดเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันในทิศขึ้นอยู่ แนวโน้ม Sideway Up สิ่งที่จะเกิดในมุมเทคนิคหากราคาทองคำในตลาดโลกสามารถเบรกแนวต้านสำคัญที่ระดับ 2,050 ดอลลาร์ ทองคำจะมีแนวโน้มขึ้นต่อทันทีอาจมีลุ้นทดสอบไฮเดิมที่ 2,080 ดอลลาร์ หรือทำจุด All TIME HIGH อีกครั้ง ในตรงกันข้ามหากไม่สามารถเบรคและปิดเหนือแนวต้าน 2,050 ดอลลาร์ ราคาทองอาจกลับมาเคลื่อนไหว Sideway ในกรอบ 2,050 – 2,000 ดอลลาร์ เพื่อสะสมแรงขึ้นต่อตามแนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากกราฟแท่งเทียนเข้าสู่เขตซื้อสูงใน RSI อินดิเคเตอร์ซึ่งอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรออกมาก่อน ทั้งนี้หากปรับต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 2,025 ดอลลาร์ จะเสียทรงขาขึ้นเนื่องจากหลุดเส้นเทรนด์ไลน์ อาจกลับไปพักตัวบริเวณ 2,000-1,970ดอลลาร์ อย่างไรแล้วหากอิงตามสถิติ Seasonal ทองคำช่วงเดือนธันวาคมทองส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตลอดทั้งเดือนเกือบ 80% หากมีจังหวะร่วงลงมาแนะนำย่อซื้อ เนื่องจากทองคำยังมี Fundamental หลักยังหนุนแรงซื้ออยู่

ทั้งนี้สำหรับแนวโน้มราคาทองคำแท่งในประเทศ ออสสิริสคาดว่าแกว่งตัวในกรอบ 33,000 – 34,500 บาท ตามแนวโน้มขาขึ้นตามความผันผวนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผลตอบปี 2023 นี้ราคาทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุดเกือบ 16% หากคำนวณจากราคาช่วงต้นปีที่ทองเคลื่อนไหวระดับ 29,650 บาท จนแตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ในเดือนตุลาคมที่ระดับ 34,250 บาท

หากดูสถิติที่น่าสนใจสำหรับราคาทองในตลาดโลกในเดือนธันวาคมในแต่ละปี 10 ปีย้อนหลัง

1. ราคาทองคำมีความผันผวนเล็กน้อยมีส่วนต่างระหว่างราคาสูงสุดกับราคาต่ำสุดของเดือนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 76.9 ดอลล่าร์สหรัฐ

2. ราคาทองคำส่วนใหญ่ปิดบวกในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบกับราคาปิดในเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปีเกือบ 80%

3. จากข้อมูลสถิติย้อนหลังของผลตอบแทนเฉลี่ยของราคาทองคำ พบว่าราคาทองคำจะเริ่มมีการปรับตัวขึ้นในเดือนธันวาคมและเดือนมกราคมของปีถัดไป หลังจากปรับตัวร่วงในเดือนพฤศจิกายน และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เป็นบวก ฝั่งซื้อได้เปรียบตลาด

นอกจากนี้การลงทุนทองคำระยะยาวหากเราดูสถิติย้อนหลัง 5 ปีล่าสุด ทองยังเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น การลงทุนสินทรัพย์ประเภททองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นสินทรัพย์น่าลงทุนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามภาพรวมของทิศทางราคาทองคำในเดือนธันวาคม ออสสิริสมั่นใจว่ายังมีมุมมองเชิงบวกจากทั้งในแง่ Fundamental และ Technical ตามที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนในแง่สถิติต่าง ๆ มองเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อสะสมเพื่อเก็งกำไรต่อในปีหน้า ที่ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีตาม Seasonal ทองคำ โดยมีเป้าหมายคาดการณ์ราว 2,080 หรือทำสถิติจุดสูงสุดใหม่ แต่หากไม่เป็นไปตามคาด อย่างไรก็มองว่าจะเป็นการปรับย่อเพื่อสร้างฐานเพื่อปรับตัวในทิศทางขาขึ้นต่อ เพราะหากพิจารณาในระยะยาวทองก็ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไม่ว่าทองคำตลาดโลกและทองคำในประเทศ ที่ต่างสร้างรูปแบบขาขึ้นถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนตัวนึงเลย นายพีระพงศ์ กล่าวสรุป

Facebook Comments

Related post