Digiqole ad

ออริจิ้น โชว์ยอดขายปี 64 ทะลุ 30,250 ล.  แย้มปี 65 เตรียมแผนใหญ่พลิกเกมอสังหาฯ 

 ออริจิ้น โชว์ยอดขายปี 64 ทะลุ 30,250 ล.  แย้มปี 65 เตรียมแผนใหญ่พลิกเกมอสังหาฯ 

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กวาดยอดขายบ้าน-คอนโดแกร่งตลอดปี 2564 สร้าง New High ใหม่ โกยยอดรวม 30,250 ล้าน ทะลุเป้าหมายทั้งปีและเติบโตจากปีก่อนหน้า 17% ชู Key Success 2 ด้าน ความเข้าใจ Customer Insight และความสามารถในการปรับตัว สร้างหลากลูกเล่นเข้าถึงตลาด พัฒนาและแตกเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ตอบโจทย์ผู้บริโภคต่อเนื่อง คาดปี 2565 ทุกภาคส่วนยังแกร่งพร้อมรับมือโอไมครอน จ่อติดเครื่องลุยแผนใหญ่พลิกเกมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดขาย (Presales) โครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทตลอดทั้งปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 30,250 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ที่ 29,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2563 ถึงราว 17% และยังเป็น New High ใหม่ของบริษัท โดยแบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 28% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 72% หากแบ่งตามสถานะโครงการ มีสัดส่วนยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ (

Advertisement
Ready to move65% และกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing35%

“ปี 2564 นับเป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งการแพร่ระบาดของ COVID19 ระลอก 2มาตรการล็อคดาวน์ มาตรการปิดแคมป์ก่อสร้าง Key Success ของเราจึงยังคงเป็นเรื่องความเข้าใจใน Customer Insight และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เราสร้างลูกเล่นใหม่ๆ ในการเข้าถึงและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังคงมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ เช่น การจัดมหกรรมคอนโดออนไลน์ในรูปแบบ Property Live การเจาะเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ส่งผลให้ทั้งโครงการพร้อมอยู่และโครงการเปิดตัวใหม่ยังตอบสนองดีมานด์ได้อย่างดี จนทำยอดขายทั้งปีได้สูงกว่าเป้าหมาย” นายพีระพงศ์​ กล่าว

ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมหลากหลายแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา อาทิ บริกซ์ตัน (Brixton) เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Niche) เช่น คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง คอนโดมิเนียมสำหรับนักศึกษา ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่มสตาร์ทอัพ ออริจิ้น เวลเนส เรสซิเดนซ์ เจาะตลาดกลุ่มผู้สูงวัย (Silver Age) และแฮมป์ตัน (Hampton) ประกอบด้วยหลากซับแบรนด์สำหรับเจาะกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) โดยทุกแบรนด์ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน โครงการบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ก็สามารถสร้างยอดขายระดับ All Time High ได้ต่อเนื่องทุกปี ตามแผนเติบโตของบริษัท 

นายพีระพงศ์​ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมปี 2565 นั้น ยังคงมีหลากหลายสถานการณ์ที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด อาทิ การแพร่ระบาดของ COVID19 สายพันธุ์โอมิครอน และสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่อาจตามมาจากการแพร่ระบาด สถานการณ์เงินเฟ้อทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อย่างไรก็ดี บริษัทประเมินว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าปี 2564

“เราอยู่กับสถานการณ์ COVID19 มาราวๆ ปี ทุกภาคส่วนมีภูมิคุ้มกันและขีดความสามารถในการปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการทยอยฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งน่าจะส่งผลต่อความมั่นใจในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาวตามปกติมากขึ้น ออริจิ้น และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ เอง ก็ยังปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2564 จึงเชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายยังคงตื่นตัว จริงจังต่อการป้องกัน แก้ไข และปรับตัวรับมือความท้าทาย ภาพรวมตลาดปี 2565 ก็ยังน่าจะขับเคลื่อนไปได้มากกว่าปี 2564” นายพีระพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เตรียมแผนใหญ่ไว้หลายด้านตลอดปี 2565 รวมถึงจะมี “เมกะโปรเจ็คท์” ที่จะมาพลิกเกมการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสร้างอีกระดับของการใช้ชีวิตให้แก่ผู้บริโภค คาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ได้ในช่วงปลาย ก.พ.-กลาง มี.ค.65

สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 98 โครงการ (ณ สิ้นปี 2564) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin), ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play), ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge)นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill)เคนซิงตัน (Kensington)แฮมป์ตัน (Hampton) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 146,500 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเฮลท์แคร์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร

 

Advertisement
Facebook Comments

Related post