Digiqole ad

‘อมลณัฐ’ ปั้น ‘เนลฟี่ สตูดิโอ’ยกระดับธุรกิจเล็บไทยโตทัดเทียมโลก

 ‘อมลณัฐ’ ปั้น ‘เนลฟี่ สตูดิโอ’ยกระดับธุรกิจเล็บไทยโตทัดเทียมโลก

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดทั้งเศรษฐกิจและโควิด-19 ที่เกิดขึ้น  ทำให้การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home  (WFH ) เวียนกลับมาอีก  ครั้งนี้เลยช่วยหาวิธีแก้เบื่อสำหรับคุณสาวๆที่จะใช้เป็นงานอดิเรกหรือคุณแม่บ้านบางท่านอาจใช้เป็นอาชีพได้เหมือนกัน   ใช้บ้านหรือทำเลเปิดโล่งให้เป็นประโยชน์ พามาแนะนำให้รู้จักกับ “เนลฟี่ สตูดิโอ  ร้านอุปกรณ์ทำเล็บครบวงจรใหญ่สุดในประเทศ  เป็นการโชว์ศักยภาพศูนย์รวมสินค้าชั้นนำระดับโลก  มีทั้งสินค้านำเข้าและมีจุดแข็งที่ House Brand  ชื่อ “Nailfie Signature” มาเติมเต็มช่องว่างตลาดสีทาเล็บไทย ทั้งยกระดับตัวเอง รับความท้าทายตลาดเล็บโลก หวังเป็นหนึ่งในผู้ชี้ช่องศิลปินเล็บให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ต่อยอดเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจทำเล็บไทย ให้ทัดเทียมตลาดโลก

เรื่องนี้มาพูดคุยกับ นางสาว อมลณัฐ   สิริวัฒน์ธนกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนลฟี่ ซัพพลาย จำกัด

Advertisement
เล่าว่า “เนลฟี่ ซัพพลาย” เป็นบริษัทค้าส่ง-ปลีก อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในร้านทำเล็บ ที่มีสินค้าที่หลากหลายมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  มีสีเล็บให้เลือกมากกว่า 10,000 เฉดสี  มีสต็อกสีทาเล็บมากกว่า 100,000 ขวด โดยมีโชว์รูมชื่อว่า “เนลฟี่ สตูดิโอ” ตั้งอยู่บนชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะสตรีท รัชดา มีพื้นที่มากกว่า 750 ตร.ม.และมีโกดังสินค้าขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. ในการสต็อกสินค้า  เดิมที่มีร้านอยู่ที่หัวลำโพงซึ่งเป็นที่รู้จักของร้านทำเล็บย่านฝั่งธนบุรีเป็นอย่างดี   แต่ที่ย้ายมาที่รัชดาเพราะมีพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเดิมจึงปิดพื้นที่เดิมไป

ย้อนกลับไปในช่วงแรกก่อนการก่อตั้ง เนลฟี่ สตูดิโอ ว่าเกิดจากแนวคิดที่เป็นร้านทำเล็บและต้องหาซื้อวัสดุอุปกรณ์หลายที่โดยไม่มีร้านที่ขายครบวงจร  ขณะที่พี่ชายเป็นผู้ที่นำเข้า-ส่งออกสินค้าจากประเทศจีนจึงเห็นโอกาส  อีกทั้ง ตลาดอุปกรณ์ทำเล็บในประเทศไทยมีขนาดเล็กมาก  บีบให้ผู้ประกอบการมีตัวเลือกน้อย  ประกอบกับร้านค้าแต่ละร้านจำหน่ายสินค้าในราคาสูง  จนทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการต้องดีดตัวสูงตามไปด้วย  จึงเกิดเป็นแนวคิดในการทำร้านอุปกรณ์ทำเล็บที่มีจุดเด่น “จำหน่ายสินค้าในราคาส่งตั้งแต่ชิ้นแรก” สำหรับกลุ่ม B2B โดยเฉพาะ 

ต่อมาแนวคิดดังกล่าวก็เป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น ด้วยการเดินหน้าสร้างคอนแทคส่วนตัวกับโรงงานผลิตไล่ไปถึงบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ นั่นจึงทำให้รากฐานของร้าน “เนลฟี่ สตูดิโอ” มีความแข็งแกร่งด้วยสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าคุณภาพต้นทุนต่ำ ไปจนถึงสินค้าเกรดชั้นนำการันตีแบรนด์ และพร้อมที่จะรองรับตลาดอุปกรณ์ทำเล็บได้ทุกระดับ

เนลฟี่ สตูดิโอ จึงเป็นร้านอุปกรณ์ทำเล็บที่มีจุดเด่นครบครันและคุ้มค่า  จากสินค้าทุก SKU ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนตามเทรนด์ทุกวัน และสามารถรองรับตลาดได้ทุกระดับ  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ค่าจุดเด่นขึ้นกับตัวสินค้าอย่างเดียวเท่านั้น  ครบในอีกความหมายหนึ่งคือ การบริการที่ครบทั้งระหว่างและหลังการขาย พนักงานในร้านทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำเล็บ เข้าใจการแก้ปัญหา รู้จักความเคลื่อนไหวของเทรนด์การทำเล็บ และสามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ เป็นที่ปรึกษา  เพื่อนำข้อมูลไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าได้ ดังนั้นอุปกรณ์จาก เนลฟี่ สตูดิโอ ที่ลูกค้าถือออกไปจากร้านนอกจากจะต้องเป็นของมีคุณภาพแล้ว   ยังต้องเป็นของที่เหมาะสมกับธุรกิจของพวกเขาเป็นที่สุด ทั้งกับกลุ่มลูกค้า ทำเลที่ตั้ง หรือกระทั่งในด้านสไตล์การทำงาน 

ซึ่งลูกค้าที่สนใจทำร้านค้าสามารถเข้ามาปรึกษาได้ โดยการลงทุนจะขึ้นอยู่กับขนาดที่ลูกค้าต้องการ งบจำนวนเท่าใด ซึ่งร้านทำเล็บในไทยยังไม่มีใบรับรองประกอบอาชีพ ทำให้ใครก็สามารถเปิดได้ปิดได้ง่าย ซึ่งการลงทุนมีได้ตั้งแต่ หลัก1,000-10,000 บาท หรือ หากลงทุนครบลงทุนราว 60,000-70,000  บาท หากมีการอบเครื่องอบเพิ่ม มีราคาตั้งแต่  2,000-3,000 บาท ขึ้นกับคุณภาพ  หรือหากมีเก้าอี้สปา ราคา 39,000-80,000 บาท  การลงทุนอาจขยับขึ้นไปถึง1.5 แสนบาท บวกค่าทำเลที่ตั้งร้าน เป็นต้น 

ปัจจุบัน “เนลฟี่ สตูดิโอ” จัดจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ทำเล็บครบวงจร นำเข้าจากประเทศจีนราว 80%  ซึ่งเป็นผู้นำด้านเล็กมีโรงงานและผู้ผลิตจำนวนมาก ราคาถูกมีคุณภาพ  บริษัทจะเน้นนำเข้าแต่สินค้าเกรดคุณภาพเชื่อถือได้ ราคาไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป  และรวมถึงแบรนด์ชั้นนำใน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ อาทิ สีทาเล็บเจล, ไพรเมอร์, เบสโค้ท, ท็อปโค้ท, อุปกรณ์บำรุงและทำความสะอาดเล็บ, สีสำหรับงานเพ้นท์, ตะไบแต่งเล็บ, อุปกรณ์ต่อเล็บเจล, โพลีเจล, อะคริลิค, อุปกรณ์ตกแต่งเล็บ, อุปกรณ์ต่อเล็บ, ฟอร์มต่อเล็บ, เล็บปลอม, อุปกรณ์ไฟฟ้า อย่าง เครื่องอบเล็บเจล, เครื่องเจียร โต๊ะ-เก้าอี้สำหรับช่าง ฯลฯ รวมไปถึงสินค้าในหมวดอื่นๆ อาทิ อุปกรณ์ด้านสปาและแว๊กซ์ นอกจากนี้ เนลฟี่ สตูดิโอ ยังจำหน่ายสินค้า House Brand  ภายใต้ชื่อ “Nailfie Signature” ในสัดส่วน 10-15% มีการผลิตแล้ว 4 คอลเลคชั่น / สีเจล รวมกันมากกว่า 400 SKU

“จุดเด่นของ Nailfie Signature คือการเป็น House Brand ที่เหมาะกับการเติมเต็มช่องว่างในตลาดได้พอดี  โดย Nailfie Signature ผลิตในประเทศจีน หนึ่งในหลายๆ โรงงานคุณภาพสูงที่เรามีคอนแทคด้วย ดังนั้นเราจึงรู้ว่าโรงงานไหนมีจุดแข็งด้านใด  และเราได้เลือกโรงงานที่มีจุดแข็งเรื่องสีคุณภาพสูงที่สุดมาเป็นสถานที่ผลิต House Brand ของตัวเอง อีกทั้งในหลายๆ แบรนด์สีทาเล็บที่เรารู้จักมา ส่วนใหญ่แล้วจะคละรูปแบบของสีรวมกันในแต่คอลเลคชั่น เช่น plain 80 ต่อ glitter 20  ซึ่งแตกต่างจาก Nailfie Signature ที่เราเลือกเติมช่องว่างนี้ด้วยรูปแบบสีที่เต็ม 100% เช่น Nailfie Signature คอลเลคชั่นแรก ที่เป็นการรวม glitter ทั้งหมด มีทุกความละเอียดให้ลูกค้าเลือกสรร จากนั้นเราจะเริ่มพยายามสร้าง House Brand ให้แข็งแรงขึ้น และมีคุณภาพที่ทัดเทียมกับแบรนด์อเมริกา-เกาหลีใต้ ในอนาคต”

นางสาว อมลณัฐ   เล่าต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า House Brand เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจทำเล็บในประเทศ แต่สถานการณ์ของเนลฟี่ สตูดิโอ กลับต้องเผชิญความท้าทายในหลายๆ ด้าน เริ่มตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ความเสี่ยงต่อการโดน disruption จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ คู่แข่งที่มีสินค้าจัดจำหน่ายอยู่ในไลน์เดียวกัน รวมไปถึงความเสี่ยงที่ใกล้ตัวที่สุด จากสถานการณ์ในธุรกิจทำเล็บที่ทรงตัว และไม่มีวี่แววจะเติบโตเมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม  ก็ยังดูห่างไกล เหตุผลหลัก คือจุดอ่อนในตลาดทำเล็บประเทศไทย ที่ยังไม่มีบรรทัดฐานที่ดีพอ

“ตลาดทำเล็บเป็นตลาดที่เทียบกับตลาดความงามอื่นๆ ได้ยาก การเติบโตของธุรกิจไม่ได้อิงจากการโตด้วยการทำเล็บโดยตรง แต่อิงจากการพึ่งอุตสาหกรรมอื่น เช่น ทำขนตา ดึงแว๊กซ์ สักคิ้ว เข้ามาในร้านให้ธุรกิจดูโตขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจนี้จะมีผู้ให้บริการออกไปและเข้าใหม่อยู่เรื่อยๆ ปัญหาจุดใหญ่ที่เห็นชัดคือประเทศไทยยังไม่มีองค์กรในการดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ  และยังไม่มีการออกใบรับรองความเป็นมืออาชีพในแบบเดียวกับต่างประเทศ และถ้าจะแก้เรื่องดังกล่าว ตัวช่างเองก็ต้องยกระดับให้คุณค่าตัวเองในฐานะ Artist ที่ผ่านการฝึกฝนจริงจังและมีคุณภาพ ซึ่งเมื่อจุดแรกถูกแก้ไข ปัญหาการ disrupt ของเครื่องปริ้นเล็บหรือเล็บปลอมก็จะถูกปัดตกตามไปด้วย เพราะ ณ ตอนนี้สิ่งที่ว่ายังไม่สามารถเข้ามาแทนที่เสน่ห์ของการทำเล็บขึ้นด้วยฝีมือศิลปินแต่ละคน”

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการโตของตลาดทำเล็บโดยตรงคือความชอบของลูกค้า  แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบการทำเล็บ แต่อย่างไรตลาดยังมีอีกจุดเด่นคือสีสันของเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแฟชั่นอื่นๆ เช่น จากวงการแฟชั่น หรือ influencer ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ศิลปินต้องคอยติดตาม ทางเนลฟี่เองก็ต้องติดตามด้วยเช่นกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ก็เท่ากับความต้องการของสินค้าก็เปลี่ยนไป สินค้าในร้านจึงต้องพร้อมที่จะรับกับความต้องการต่างๆ ได้ และนอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ธุรกิจของบริษัทยังต้องให้คุณค่ากับลูกค้าด้วย เช่นในแง่ของการเป็นร้านที่ให้ความรู้กับผู้ประกอบการ ด้วยการเชิญศิลปินที่มีฝีมือ มาถ่ายทอดเทคนิคใหม่ๆ ให้ลูกค้า ให้ได้รู้สึกพัฒนาตัวเอง 

ที่สำคัญคือเห็นว่าบริษัท แตกต่าง จากร้านขายของทั่วไป เป็นร้านที่พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ ผลักดันให้พวกเขาเห็นคุณค่าของอาชีพทำเล็บในตัวเองมากยิ่งขึ้น มีการทำคลิปแนะนำการทำเล็บไปจนถึงการเตรียมจัดเวิร์คช้อปการทำเล็บด้วย  ซึ่งระหว่างนี้จากสถานการณ์โควิดอาจจะต้องชะลอแผนบางเรื่องออกไปก่อน ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามได้ที่ ที่ Facebook : nailfiestudio และ Line : @nailfiestudio หรือ IG : nailfie.studioนอกจากที่จะมีหน้าร้านแล้วยังใช้การตลาดออนไลน์เข้ามาช่วย เดิมยอดขายหน้าร้านกับออนไลน์อยู่ที่ 80:20   ปัจจุบันอยู่ที่ 60:40  แม้จะมีลูกค้าเข้ามาชมสินค้าเพิ่มขึ้น ลูกค้าซื้อปลีกเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%  ตลาดเติบโตขึ้นแต่ราคาขายกลับสวนทางราคาลดลงเพราะการแข่งขันที่สูงขึ้น กอรปกับโควิดยอดขายลดลงไปบ้าง  ทำให้ยอดขายต่อปีอยู่ที่ประมาณเดือนละ5-6 ล้านบาท นางสาวอมลณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/K2svl

Related post