Digiqole ad

“สาธิต สุดบรรทัด” ชูนวัตกรรม+เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าDRT

 “สาธิต สุดบรรทัด” ชูนวัตกรรม+เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าDRT

ย่างเข้าหน้าหนาวยาวถึงหน้าแล้ง เรียกว่าเป็นช่วงหน้าขายของกลุ่มวัสดุก่อสร้างเลยทีเดียว  แม้ว่าสมัยนี้จะย้อนแย้งว่าหน้าฝนก็สร้างได้  แต่ในบางพื้นที่ต้องรอฝนแห้งเหือดจริงๆอย่างเช่น หลังคา  ฝาผนัง  เป็นต้น  หนึ่งในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในยุทธจักรมายาวนาน  ผลิตภัณฑ์ตราเพชร  โดย

นายสาธิต สุดบรรทัดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT 

Advertisement
บอกกล่าวกับ”บางกอกทูเดย์” ว่า ปัจจุบันDRT เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด ยิปซัม อิฐมวลเบา คานทับหลัง เคาน์เตอร์มวลเบาสำเร็จรูปและบริการหลังการขายภายใต้ตราสินค้า ‘ตราเพชร’  และล่าสุดมีการแตกไลน์ผลิตไปสู่วัสดุอื่นๆ เพื่อให้มีกลุ่มสินค้าครบวงจร 

โดยปกติช่วงไตรมาส 4  ต่อเนื่องไปถึงช่วงฤดูร้อนจะเป็นช่วงขายของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง    แต่สำหรับปีนี้การก่อสร้างต่างๆคงมีไม่มากนัก  เพราะสถานการณ์โควิด-19  งานรัฐบาลลดลงไป ส่วนภาคเอกชนลดลงบ้าง โครงการบ้านจัดสรรแนวราบพื้นฐานยังดี แต่ยังคงอิงกับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและแลนด์แบงก์ที่มี   ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการแบรนด์หลักยังคงมีการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง  แต่อัตราการเติบโตปีนี้คงไม่มาก  เพราะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและแรงงานที่อาจจะยังมีไม่เพียงพอจากภาวะที่เกิดขึ้น  

สำหรับDRTแม้ช่วงต้นปีได้รับผลกระทบบ้าง  เพราะกลุ่มโมเดิร์นเทรดและค้าปลีกต้องหยุดกิจการตามสถานการณ์โควิด-19  แม้ช่วงนี้เปิดดำเนินการแล้วแต่อาจจะยังไม่เข้าสู่ภาวะปกตินัก  ทำให้ภาพรวมของผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กันยายน)  มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 451.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.18%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีกำไรสุทธิ ที่446.70 ล้านบาท และหากรวมกำไรจากรายการพิเศษ จะมีกำไรสุทธิจะเพิ่มเป็น 462.14 ล้านบาท  

ส่วนรายได้รวมทำได้ 3,452 ล้านบาท ลดลง 8.35% จากปัจจัยลบโควิด-19 ส่งผลต่อตลาดวัสดุก่อสร้างและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง  แต่ด้วยจุดแข็งของ DRT ที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์  ทำให้สามารถบริหาร Product Mix  เพื่อรักษาอัตรากำไรสุทธิต่อหน่วยให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ 25-27%  ได้ตามแผน สะท้อนถึงความสามารถการบริหารกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง  

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 (กรกฎาคม-กันยายน) มีรายได้รวม 1,003.73 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากช่วงโลว์ซีซั่นของฤดูฝน  และความกังวลของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว DRT จึงมีการปรับตัวด้วยการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายให้มีประสิทธิภาพ  จึงสามารถลดแรงเสียดทานจากผลกระทบปัจจัยลบในตลาด โดยร้านค้ารายย่อยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ประคองตัวได้ดี แม้ลูกค้าโครงการและตลาดส่งออกจะชะลอตัว รวมทั้งช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะไม่คึกคักก็ตาม  

“สิ่งที่DRT ทำคือจะมุ่งประคองผลการดำเนินงานปีนี้ให้ใกล้เคียงกับปีก่อน  โดยเน้นรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในเกณฑ์และอัตราการเดินเครื่องจักรโดยรวมเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 80%  เพื่อช่วยบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับเรื่องกำลังซื้อนั้นเชื่อว่าความต้องการซื้อคงต้องรอภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น  ด้านการปรับตัวหลังโควิด-19 นั้น  จากเดิมที่ซัพพลายส์ไม่ทันดีมานส์ แต่หลังจากปลดล๊อกดาวน์ซัพพลายส์มากกว่าดีมานส์ ร้านค้าสต๊อกสินค้าลดลง  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าไม่ต้องการพบเจอ  จึงต้องใช้เครื่องมือสื่อสารเข้ามาช่วยการขายคือเว็บไซด์  ซึ่งช่วยการขายในบางพื้นที่ได้มาก และมีการทำ Marketing Online  มากขึ้น  ช่วง3-5 ปีมานี้ลูกค้าซื้อสินค้ากับโมเดิร์นเทรดมาก  จึงจำเป็นที่จะต้องช่วยลูกค้าขายด้วย และการใช้ช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook ,Line  เป็นตัวช่วยในการทำโปรโมชั่น  มีแนะนำสินค้าใหม่ ไปจนถึงเรื่องการโอนเงิน ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ลดการสัมผัสทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในส่วนของโรงงานมีบอร์ดนวัตกรรมซึ่งทำมาเป็นปีที่ 2 ด้วยการนำนวัตกรรมหุ่นยนต์เข้ามาทำงานในจุดที่มีการทำงานซ้ำๆหรือจุดที่มีความเสี่ยงมาก  หากใช้แรงงานคนอาจเป็นอันตราย หรือเป็นงานที่คนไทยไม่ทำต้องใช้แรงงานต่างด้าวมาทำ  ก็จะนำเครื่องมือเข้ามาทำแทน  การใช้หุ่นยนต์นี้ช่วยประหยัดแรงงานคนจาก13 คนลดเหลือ 8 คนในปัจจุบัน  แต่ยังคงได้ในเรื่องความคงที่ของคุณภาพสินค้า โดยวางแผนระยะ 3-5 ปีคาดว่าจะมีหุ่นยนต์โรบ๊อตเข้ามาใช้งาน 50 ตัว  ตั้งเป้าลงทุนปีละ 10 ตัว รวม5 ปีใช้งบลงทุนรวมประมาณ  400 ล้านบาท ปัจจุบันมีการนำเข้ามาใช้งานแล้ว 10 ตัว   

ส่วนด้านสินค้านั้นจะมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  โดยช่วงไตรมาส 4 กับช่วงรอยต่อไปถึงปี 2564  จะนำ Digital Printing หรือ บอร์ดตกแต่งผนังพิมพ์ลายดิจิทัล เข้ามาใช้กับบอร์ดผนังไฟเบอร์ซีเมนต์  เป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนังรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ระบบดิจิทัลคุณภาพสูงจากประเทศอิตาลี และเคลือบผิวหน้าแบบ UV Coating ที่ให้บอร์ดตกแต่งผนังพิมพ์ลายดิจิทัลของตราเพชร มีความสวย ทนทาน ชะล้างได้ด้วยตนเอง ติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอก  สามารถทดแทนวอลเปเปอร์  ทดแทนไม้  เซรามิค ติดตั้งง่าย ทำความสูงได้ถึง 2.8 เมตร ราคาแผ่นละ 700 บาทต่อตร.ม.และอาจเพิ่มขึ้นตามการดีไซน์   

DCIM101GOPRO

นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับดีไซเนอร์  ซึ่งแนวโน้มตลาดจะตอบรับมากขึ้น  โดยจะเน้นตลาดตกแต่งภายใน  ซึ่งอาจทำเป็นโชว์รูมรถ หรืองานตกแต่งโรงพยาบาล   ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวโน้มกลยุทธ์การตลาดของบริษัทจะเน้นไปทางการเพิ่มมูลค่าของสินค้ามากขึ้น  รุกงานผนังมากขึ้นเพราะมีกลุ่มสินค้าที่หลากหลายและงานผนังมีการใช้พื้นที่มากกว่างานหลังคา   ดังนั้นต่อไปสัดส่วนของงานหลังคา:ผนังเดิมทีอยู่ที่ 50:50   เปลี่ยนไปเป็น  40:60   หรืออาจะอยู่ที่  70:30  และต่อไปจะทำการตลาดในรูปแบบ Solution  ลูกค้าจะติดตั้งเองหรือทางบริษัทนำเสนอขายพร้อมการบริการ

ส่วนด้านงานหลังคาก็จะมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ  สีใหม่ๆที่เป็นเทรนด์ที่ลูกค้าต้องการ เช่นสีเทา เป็นสีที่ลูกค้าต้องการจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าอยู่ได้นาน เป็นต้น  ส่วนงานผนังปูนล๊อกตราเพชร อาจจะมีการพัฒนาให้สามารถทำสลับสีได้เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการให้ความสนใจมากขึ้นเช่นกัน   เมื่อมีการปรับรูปแบบการตลาดใหม่อาจทำให้ปี 2564  บริษัทจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 5%  จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 25-27%  จากมูลค่าตลาดหลังคารวมประมาณ 10,000ล้านบาท

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/9rmCf

Related post