Digiqole ad

สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการคิกออฟโครงการ 30 บาทรักษา

 สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการคิกออฟโครงการ 30 บาทรักษา
Social sharing
Digiqole ad
สส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส.ชัยภูมิและรองหัวหน้าพรรค นางสาวชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันถึงการให้ความสำคัญในลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของประชาชน โดยจะมีการคิกออฟโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ในวันที่ 7 มกราคม 2567 นี้ ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส
.
[ เดินหน้า 30 บาทรักษาทุกที่ ]
.
นางสาวชญาภา สินธุไพร กล่าวว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ถือกำเนิดขึ้นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย สมัย ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนโยบายพลิกโฉมสาธารณสุขประเทศไทย ทำให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ไม่ต้องล้มละลายกับการเจ็บป่วย เพราะไม่ใครต้องเป็นผู้ป่วยอนาถาต้องขายบ้านจำนองที่ดินเพื่อไปรักษาตัว
.
ในวันนี้รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เพียงแค่ 3 เดือนเศษ ก็สามารถประกาศ kick off โครงการต่อได้ทันที สะท้อนถึงศักยภาพ ความรวดเร็ว และความพร้อมในการทำงานของรัฐบาล โดยได้ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น ‘นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่’ ใน 4 ด้านสำคัญได้แก่
.
1. ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นให้มีหน่วยบริการมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน
2.ลดความแออัดในโรงพยาบาล
3.ทำให้การเข้าถึงบริการเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น
4. เพิ่มคุณภาพบริการให้มากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และที่สำคัญคือ การบริการสาธารณสุขสามารถเข้าถึงได้ผ่านบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่
.
[ คิกออฟ 7 ม.ค.นี้ ประเดิม 4 จังหวัดรักษาทุกที่ ]
.
นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส.ชัยภูมิและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและจำนวนการเกิดลดลง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทั้งเศรษฐกิจและการคลัง รัฐจึงควรดำเนินการด้านนโยบายและงบประมาณโดย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะใน 3 กองทุนสำคัญ คือ 1.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2.กองทุนประกันสังคม และ 3.สวัสดิการข้าราชการ อย่างน้อยสิทธิของกองทุนทั้ง 3 ต้องเท่าเทียมกัน
.
นอกจากนี้ยังต้องลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขในชนบทและพื้นที่ห่างไกล โดยการเพิ่มประสิทธิภาพสถานพยายาลส่วนภูมิภาคให้มีมาตรฐานเท่ากับเมืองใหญ่ และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยหรือใช้เทคโนโลยีในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นและเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลน
.
เมื่อพิจารณางบประมาณฉบับนี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสร้างหลักประกันทางสังคม ซึ่งมุ่งยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นและทั่วถึง ซึ่งประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวใช้บริการได้ทุกสถานบริการ
.
อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญกับการลดรายจ่ายประชาชน โดยเฉพาะรายจ่ายด้านสาธารณสุข และส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
.
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพประชาชนไปแล้วหลายโครงการ อาทิ การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก HPV ประมาณ 1.39 ล้านโดสไปแล้ว และได้มีการวางแผนเพิ่มงบประมาณรายหัวหรืองบฯบัตรทอง และกำลังจะคิกออฟโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ หรือ 30 บาทรักษาได้ทุกที่ ในวันที่ 7 มกราคม 2547 ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส อีกทั้งรัฐบาลยังได้จัดทำเทเลเมดิซีนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรับบริการได้ง่าย ประชาชนสามารถตรวจเลือด รับยาและตรวจโรคเบื้องต้นที่ร้านยาได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ที่มา : เพจพรรคเพื่อไทย
Facebook Comments

Related post