Digiqole ad

สสว. อัดฉีดเงินกว่า 400 ล้านบาท เปิดตัวมาตรการใหม่ “BDS” ช่วย SME ยกระดับมาตรฐาน จ่ายให้สูงสุด 200,000 บาท ต่อราย

 สสว. อัดฉีดเงินกว่า 400 ล้านบาท เปิดตัวมาตรการใหม่ “BDS” ช่วย SME ยกระดับมาตรฐาน จ่ายให้สูงสุด 200,000 บาท ต่อราย

สสว. เร่งช่วยเหลือ SME 5,000 กว่าราย ให้ได้รับการพัฒนา ยกระดับมาตรฐาน ผ่านโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือ มาตรการเอสเอ็มอีคนละครึ่ง คาดเป็นการสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวภายหลังงานชี้แจงมาตรการ การให้ความช่วยเหลือ อุดหนุน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business  Development  Service) ว่า ในปี 2565 สสว. ได้ดำเนินมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่เป็นมาตรการหลักที่สำคัญของ สสว. และได้รับการตอบรับที่ดี เช่น มาตรการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ Thai SME GP และโครงการนำร่อง One ID ด้วยการพัฒนาระบบ Single Sign On เพื่ออำนวยความสะดวกให้ SME ให้สามารถเข้าถึงการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง โดยพร้อมที่จะเปิดตัวมาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

Advertisement

“สสว. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ อุดหนุน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือเรียกง่ายๆ ว่าโครงการเอสเอ็มอีคนละครึ่ง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่เอสเอ็มอีจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business  Development  Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่เอสเอ็มอีแบบร่วมจ่าย (co-payment) ในสัดส่วนร้อยละ 50-80 ตามขนาดของธุรกิจ โดยเราเตรียมงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการในปีนี้กว่า 400 ล้านบาท โดยอุดหนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาท ซึ่งบางท่านเห็นรูปแบบโครงการก็เรียกว่า SME คนละครึ่ง หรือ SME ได้เกินครึ่งก็ว่าได้” ผอ.สสว. กล่าว

ผอ.สสว. เผยอีกว่า ภายในเดือนมกราคมนี้ สสว. จะเปิดระบบ BDS อย่างเป็นทางการเพื่อให้ผู้ให้บริการทางธุรกิจ หรือ BDSP ขึ้นทะเบียนและนำเสนอบริการลงบนระบบ BDS และในส่วนการขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการช่วยเหลือ อุดหนุนของผู้ประกอบการ จะเปิดให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยคาดว่าจะเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ส่วนบริการที่อยู่ในเกณฑ์ที่ สสว. จะช่วยเหลือ อุดหนุนให้แก่ SME ที่ยื่นข้อเสนอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ BDS จะมีอยู่ 6 หมวด ด้วยกัน คือ 1.การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพธุรกิจ 2.การพัฒนาและบริหารจัดการธุรกิจ 3.การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ 4.การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและการตลาด 5.การพัฒนาตลาดต่างประเทศ และ 6.การพัฒนานวัตกรรมอื่นใดที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อการพัฒนาและยกระดับทางธุรกิจ ตามที่คณะกรรมการบริหาร สสว. กำหนด โดยในเฟสแรกนี้ จะเน้นการสนับสนุนในหมวดการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเอสเอ็มอีที่ สสว.จะช่วยเหลือ อุดหนุน ได้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล หรือผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐ เน้นกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร เครื่องดื่ม ยา สมุนไพร New S-Curve BCG (Bio Circular Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ) และ เกษตรแปรรูป ส่วนผู้ให้บริการทางธุรกิจ ที่จะเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว สสว. กำหนดให้เป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การเอกชน หรือผู้ให้บริการทางธุรกิจที่เป็นภาคเอกชนที่มีส่วนราชการ รับรองหรือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยให้บริการทางธุรกิจ

“หลังจากวันนี้ สสว. เองก็เตรียมลงพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคเพื่อเผยแพร่มาตรการและชี้แจงให้หน่วยงานภาครัฐ และเอสเอ็มอีในแต่ละภูมิภาค ได้รับทราบและเข้าร่วมโครงการฯ นอกจากนี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรจะให้การสนับสนุนและเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกขององค์กรได้รับทราบและเข้าร่วมโครงการฯ” ผอ.สสว. กล่าว

นายวีระพงศ์ เผยอีกว่า เมื่อสิ้นสุดมาตรการในปีนี้ สสว. จะประเมินว่า สามารถสร้างกลไกสนับสนุนให้ผู้ให้บริการทางธุรกิจทั้งภาครัฐ หรือภาคเอกชน มีบทบาทในการส่งเสริมเอสเอ็มอีได้มากขึ้น สามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาเอสเอ็มอีที่เข้มแข็ง เกิดแพลตฟอร์มการให้บริการในรูปแบบใหม่บนระบบ BDS นี้ ที่จะสามารถทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนาจากผู้บริการทางธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุน และมีความพร้อมในด้านการมาตรฐานได้มากขึ้น

Advertisement
Facebook Comments

Related post