Digiqole ad

สปิริตของผู้นำประเทศ

 สปิริตของผู้นำประเทศ
Social sharing

          จากส่งท้ายปีเก่ามาเข้าปีใหม่ยังไม่ถึงเดือน  ได้ปรากฏข่าวการลาออกของผู้นำประเทศทั้งบ้านใกล้เรือนเคียง  และที่อยู่ห่างไกล  ในช่วงเวลาติดต่อกันถึง 3 ประเทศด้วยเหตุผลที่แตกต่าง  แต่เมื่อนำมาเทียบกับผู้นำไทยคนปัจจุบัน  และอนาคตอันใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว  น่าเป็นจะช่วยเปิดหูเปิดตาคนไทยได้มากขึ้นว่าต้องการผู้นำแบบใด                    

          วันที่ 30 ธันวาคม 2565 ก่อนสิ้นปี ดร.พันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)  ได้ขอลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ  ทั้งๆที่รับตำแหน่งมายังไม่ถึง 2 ปี

          แม้จะอ้างปัญหาสุขภาพแต่คนลาวส่วนใหญ่เชื่อว่า คงไม่ใช่ปวดตับแต่น่าจะปวดใจมากกว่าที่ต้องเข้ามาแบกรับความเดือดร้อนของคนในชาติ   จึงต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม  2564  ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจนกระทั่งทุกวันนี้  เพราะพื้นฐานของดร.พันคำคือด้านการศึกษาและเติบโตมาในสายครู

          สถานการณ์ในสปป.ลาววันนี้แม้โควิดจะเบาบางลงแล้ว  แต่อัตราเงินเฟ้อยังสูงถึงร้อยละ 40  ค่าเงินกีบยังตกต่ำ ค่าครองชีพสูง  คนว่างงานสูงถึง 5 แสนคน  ยังมีปัญหาน้ำมันขาดแคลนเพราะขาดเงินตราต่างประเทศที่ต้องใช้ซื้อน้ำมัน   มีปัญหาหนี้สินต่างประเทศ   และถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการให้สัมปทานโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่หลายแห่งกับนักลงทุนต่างประเทศ   มีปัญหาบริษัทต่างชาติหลีกเลี่ยงการชำระภาษีที่คาดว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังมีส่วนร่วมในการคอรัปชั่น

          วันนี้ สอนไชย สีพันดอน  จากรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสปป.ลาว  คงต้องแสดงฝีมือในการกอบกู้เศรษฐกิจอย่างเต็มที่

          วันที่ 17 มกราคม 2566 ก่อนฉลองตรุษญวนปีแมว (เวียดนามใช้แมวแทนกระต่าย) เหวียน ซวน ฟุก ได้ลาออกจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีของเวียดนาม หลังจากรับตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี   เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดวินัยและการกระทำผิดของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคนในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2559 – 2564

         ก่อนหน้านี้มีข่าวจากสื่อเวียดนามว่าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ทำการปราบปรามการคอรัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูง  ทำให้ตรวจพบการทุจริตช่วงโควิดระบาดกรณีการรับสินบนในการจัดเที่ยวบินเพื่อพาชาวเวียดนามกลับจากญี่ปุ่น  โดยมีการโยงถึงบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  นักการทูตที่ประจำญี่ปุ่น และข้าราชการอีกหลายคน

           แม้เศรษฐกิจเวียดนามในปีที่ผ่านมาจะเติบโตถึง 8.02 % สูงที่สุดในรอบ 25 ปี จากพื้นฐานความแข็งแกร่งของการส่งออกและกำลังการบริโภคในประเทศ  อีกทั้งยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้จำนวนมาก  แบรนด์ดังระดับโลกเลือกลงทุนที่เวียดนาม  หรือย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามถือเป็นดาวเด่นของอาเซียนที่ไทยเราเองยังอิจฉาและมีหลายเสียงบอกว่าเวียดนามกำลังแซงไทย  โดยผู้มีบทบาทสูงคือประธานาธิบดี  เหวียน ซวน ฟุก  ซึ่งมีเสียงชื่นชมจากนานาประเทศ

         ช่วงโควิด-19 ระบาด รัฐบาลเวียดนามสามารถดำเนินนโยบายควบคุมการแพร่ระบาดแบบไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป   พร้อมๆกับการประคับประคองเศรษฐกิจผ่านพ้นมาได้ด้วยดี  แต่ก็เพราะโควิดนี่แหละที่สุดท้ายเป็นผลให้เหวียน ซวน ฟุก อยู่ต่อไม่ได้  ต้องแสดงสปิริตลาออกเมื่อพบปัญหาคอรัปชั่นที่เกิดมาจากลูกน้องที่ตนเองแต่งตั้ง

          จากเวียดนามถัดมาแค่วันเดียว 18 มกราคม 2566 จาซินดา อาร์เดิร์น  ประกาศลาออกจากตำแหน่ง     นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ทั้งๆที่ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 9 เดือน และยืนยันจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2566  แม้ปีนี้เธออายุแค่ 42 ปียังสามารถเล่นการเมืองได้อีกยาวนาน 

          ตอนที่เธอขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์เมื่อปี 2560 ขณะที่มีอายุ 37 ปี เธอได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้นำหญิงอายุน้อยที่สุดในโลก   โดยภารกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือว่าสอบผ่านทั้งเวทีโลกและเวทีในประเทศ   

           แต่เพราะไม่ยึดติดกับอำนาจ  เพราะรู้ตัวว่าคะแนนนิยมกำลังเป็นขาลง  เพราะขาดไฟที่จะทำงานให้ดีอีกต่อไป  เพราะมีบทบาทของ “แม่”ที่ต้องเลี้ยงดูลูกสาวที่กำลังเติบโต   เพราะไม่อยากทำร้ายประเทศ  เธอจึงขอยอมถอยให้ผู้มีความสามารถที่จะทำงานได้ดีกว่า

           ประโยคหนึ่งในวันที่เธอประกาศลาออกคือ การเป็นผู้นำประเทศเป็นงานที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะได้รับ   แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายที่สุดเช่นกัน     

          โทนี่ วู้ดซั่ม หรือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่ถูกรัฐประหาร  ให้ความเห็นในกรณี นางจาซินดา อาร์เดิร์นว่า   อายุเพียง 42 ปี ประกาศลาออก เพราะเขามองว่า เขาเริ่มไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เกรงว่าตัวเองจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ   อย่างนี้ถึงเรียกว่า “รักชาติจริง”

          เดือนมกราคม 2566 การเมืองไทยเริ่มกะเก็งวันยุบสภาเพื่อนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง  โดยทุกสายตายังติดตามความเคลื่อนไหวของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ที่เปิดหน้าสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อย่างเป็นทางการแล้ว   

           พล..ประยุทธ์กล่าวบนเวที รทสช.ว่าไม่ใช่อยากเป็นใหญ่  ไม่ใช่อยากมีอำนาจ  ที่เลือกมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติเพราะเคารพในกระบวนการประชาธิปไตย  เพื่อแก้ปัญหาชาติที่ยังเหลืออยู่  เพื่อให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองให้เร็วที่สุด  ต้องการสานต่อโครงการที่ค้างคาในรัฐบาลนี้ให้เดินหน้าต่อ 

          คนที่กล้ายกมือกลางสภายอมรับว่าเป็นคนทำรัฐประหาร  ต่อท่ออำนาจจาก คสช. ให้คนเขียนรัฐธรรมนูญ ที่มี สว.แต่งตั้ง 250 เสียงมาหนุนให้เป็นนายกฯทั้งๆที่ไม่ได้ลงเลือกตั้ง  

          ตั้งแต่ 2557 – 2565 ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมา 8 ปียังไม่พอ  เพราะศาลรัฐธรรมนูญตีความได้สุดยอดว่ายังไม่ครบ   ความลุ่มหลงเสพติดอำนาจ  อยากนั่งต่ออีก 2 ปี หรืออาจจะอยู่ให้ครบ 20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติ

          คนดีมีสปิริตเช่นนี้เปรียบเทียบกับ 3 ผู้นำต่างประเทศข้างต้นแล้วท่านคิดเห็นเช่นไร?

          สมควรเป็นผู้นำคนต่อไปของประเทศไทยหรือไม่?

Facebook Comments

Related post