Digiqole ad

วิเคราะห์ : “No police, no violence.” ปฏิบัติการคฝ. ที่ ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบ

 วิเคราะห์ : “No police, no violence.” ปฏิบัติการคฝ. ที่ ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบ
Advertisement

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยทางการไทยต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อกรณีที่มีการยิงผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ ส่งผลให้เด็กคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังรายงานข่าวยืนยันว่ามีเด็กสามคนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน ระหว่างการชุมนุมบริเวณหน้าโรงพักเมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

Advertisement

แม่ของเด็กที่อายุ 15 ปี บอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า ลูกชายของเธออยู่ในอาการโคม่า เนื่องจากถูกยิงบริเวณลำคอด้านซ้าย และกระสุนยังคงค้างอยู่บริเวณก้านสมอง 1 นัด และพบกระดูกต้นคอซีกที่ 1 และ 2 แตก และจากรายงานข่าวพบผู้ชุมนุมอีกหนึ่งคน อายุ 14 ปี ถูกยิงที่ไหล่ขวา ส่วนผู้ชุมนุมรายที่สาม อายุ 16 ปี ถูกยิงเข้าที่เท้าขวา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงและไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ยิง

เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทางการไทยต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อการยิงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็กและเยาวชนทั้งสามคน รวมทั้งการใช้อาวุธปืนอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี

“รัฐบาลไทยต้องสอบสวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามการรายงานทั้งหมดที่มีข้อมูลว่าตำรวจมีการใช้กำลังโดยเกินกว่าเหตุ และไม่จำเป็นต่อผู้ชุมนุมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และให้นำตัวผู้กระทำอันตรายทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม หรือผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ารับการไต่สวนและลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม”

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ชุมนุมได้ทำการชุมนุมตามท้องถนนในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อแสดงความกังวลต่อแนวทางการจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาทางการเมืองอื่นๆ ทางการได้เพิ่มการใช้กระสุนยาง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม แม้ว่าการชุมนุมต่างๆ จะเป็นไปโดยสงบ

ในรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง “หน้าแสบเหมือนโดนไฟไหม้” (My face burned as if on fire) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยเลือกใช้แนวทางที่ไม่รุนแรง รวมทั้งการเจรจา การไกล่เกลี่ยและการสนทนา เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง

ทางแอมเนสตี้ยังเรียกร้องให้ทางการไทย มีการรับประกันด้วยว่า จะมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งแก๊สน้ำตาหรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรงอย่างกว้างขวาง โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้บุคคลสลายตัว และให้นำมาใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอย่างอื่นไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้แล้วเท่านั้น

“การควบคุมการชุมนุมที่ผ่านมา รวมทั้งการที่เจ้าหน้าที่มักถูกปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และบางครั้งมีการใช้อาวุธที่มีความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการไทยต้องเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงาน หากเจ้าหน้าที่มีความจริงใจที่จะป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จะต้องยุติการปราบปรามหรือสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบ พร้อมทั้งหันมาสนับสนุนและคุ้มครองการชุมนุมแทน”

การปฏิบัติต่อการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งการชุมนุมที่ไม่สงบ จะต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เจ้าหน้าที่ต้องงดเว้นจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระหว่างการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563

“เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบ ไม่ให้ถูกแทรกแซงหรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงจากบุคคลที่สามด้วย” เอ็มเมอร์ลีน จิล กล่าว

สุดท้าย จากการผ่าตัดรักษาชายวัย 15 ปีที่ถูกยิง ก็ชัดเจนแล้วว่า กระสุนที่ใช้ยิงเป็นกระสุนจริง

ที่น่ากังวลก็คือ ผู้ที่ถ่ายคลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดไฟซุ่มยิงอยู่บนสถานีตำรวจ มีรายงานข่าวว่า ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตามรบกวนอย่างหนัก

หรือว่าสิ่งที่สังคมข้องใจ ในเรื่องการใช้ความรุนแรงจะเป็นความจริง

อีกทั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความถึงเหตุที่เยาวชนอายุ 15 ปี ถูกยิงที่บริเวณหน้า สน.ดินแดง หลังจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า

เจ้าหน้าที่ต้องเร่งคลี่คลายคดีอย่างตรงไปตรงมา เอาตัวคนผิดมารับโทษตามกฎหมาย และถอดบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้อีกในการเผชิญหน้ากับเยาวชน

จนบัดนี้คดียังไม่คืบหน้า ผมมีเบาะแสบางประการ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลองตรวจสอบตามนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เสียหายถ้าท่านจริงใจกับประชาชน

สน.ดินแดง ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุปิดไฟมืดทุกวันที่มีการปะทะ ไม่ทราบเพราะเหตุใด กล้องวงจรปิดของ สน.มี 4 ตัว ดำเนินการติดตั้งโดย พ.ต.ท. ป.ปลา กล้องทุกตัวใช้การได้

คืนเกิดเหตุ ร.ต.ท. ร.เรือ ถือปืนยาว ด.ต. จ.จาน กับ ด.ต. อ.อ่าง ใช้ปืนสั้น ในซอยโรงกรองน้ำมีคนออกจาก สน.มา 6 คน เป็นเจ้าหน้าที่ 2 นาย สาย 4 คน

เสียงปืนหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นสายรูปร่างท้วม ชื่อ ค.ควาย เป็นคนยิง

สำคัญที่สุดตอนนี้คือหัวกระสุน อย่าให้มีการเปลี่ยนโดยเด็ดขาด

ลองดูตามนี้ ทำความจริงให้ปรากฏเถอะครับ

สงสารเด็ก สงสารพ่อแม่ สงสารประชาชน

ส่วนว่าจะเป็นข้อมูล เป็นประเด็นที่จะทำให้ผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหันมาให้ความสนใจได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่พูดยาก

เพราะแม้แต่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่ตลอดมาไม่เคยมีการพูดถึงการใช้ความรุนแรง การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งยังไม่ยอมไปชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จนถูก นายสิระ เจนจาคะ ในฐานะประธาน กมธ.คณะนี้ เหน็บว่า  “ท่านคงไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งท่านไม่ได้ให้ความร่วมมือกับ กมธ. ผบ.ตร.เป็นข้าราชการฝ่ายบริหารต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทราบว่าท่านไม่ว่าง หรือขี้ขลาด กลัวความจริงกันแน่”

นายสิระ มองว่า การที่ ผบ.ตร.ไม่มาชี้แจงนั้น ต้องตอบคำถามประชาชน เพราะที่ผ่านมาตำรวจเป็นจำเลยที่ประชาชนให้ความสงสัยว่าทำไมต้องไปตั้งแนวปะทะตรงสามเหลี่ยมดินแดงทุกวัน จนมีประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าการไม่อินังขังขอบ การไม่ใส่ใจของ ผบ.ตร.ในเรื่องนี้ ก็คือ กรณี นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง กมธ.ได้มีการจัดคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐาน แล้วได้รับข้อมูลว่าการที่ คฝ.ตัดสินใจสลายการชุมนุม กระทำการโดยไม่คำนึงถึงบุคคลโดยรอบ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น ทั้งๆ ที่การชุมนุมได้ประกาศยุติไปแล้ว

นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ คฝ.ส่งข้อมูลมาในทางลับ เรื่องการเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งเราก็ได้สอบถามว่าเพราะเหตุใดจึงมีความรุนแรงเกิดขึ้น เป็นคำสั่งของผู้บัญชาการเหตุการณ์หรือผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่าในกลุ่มที่เข้ามาสลายการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่หลายคนมีระยะเวลาในการฝึกและระยะเวลาการใช้กระสุนในการฝึกซ้อมนั้นกระสุนมีจำกัด เบิก 100 นัดให้ยิงจริง 20 นัด

“จึงมีการพูดกันในกลุ่มของ คฝ.ว่า สนามการสลายการชุมนุมคือสนามซ้อมที่เป็นที่พึงพอใจของเจ้าหน้าที่ในบางกลุ่ม ซึ่ง คฝ.จำนวนมากพูดกันว่าพื้นที่ตรงนี้ใช้กระสุนได้ไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา ใครอยากยิง ยิงได้เลย ใครอยากมา มาได้เลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งสวนทางกับข้อเรียกร้องของเยาวชน อยากฝากถึง คฝ.และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ให้คำนึงถึงข้อเรียกร้องของเยาวชนสักนิด เพราะข้อเรียกร้องเหล่านั้นมีผลกระทบต่อเราทุกคนในอนาคต” นายณัฐชากล่าว

ไม่เพียงช็อกสังคม แต่ยังทำให้เกิดคถามถึง ผบ.ตร. ผบ.ชน. รองผบ.ชน. ว่านี่คือสิ่งที่ปล่อยปละให้ คฝ.คิดเอง ทำเอง หรือว่า เป็นแนวทางที่ตำรวจใหญ่สนับสนุนกันแน่

ถึงได้มีประโยคที่ว่า “ใช้กระสุนได้ไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา ใครอยากยิง ยิงได้เลย”

นี่ใช่หรือไม่ ที่ “กลุ่มทะลุฟ้า” มีการถอดบทเรียนจากการทำกิจกรรมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไม่โดนสลายการชุมนุมในรอบสัปดาห์ ความว่า “No police, no violence.”

งานของพวกเราทะลุฟ้าวันนี้ได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า No police, no violence ตำรวจนั่นแหละคือปัญหาที่ก่อให้เกิดความรุนแรง วันนี้ม็อบพวกเราจัดกันปกติ และยึดมั่นในหลักการสันติวิธีที่เราเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอ แล้วท้ายสุด พวกเราก็ได้บรรลุงานของวันนี้โดยไม่มีความรุนแรงใดใดเกิดขึ้น ทั้งที่งานวันนี้ก็มีทั้งมวลชลอาชีวะ ที่พวกสลิ่มบอกว่าเป็นกลุ่มสร้างความรุนแรงร่วมงานอยู่เยอะ แต่ก็กลับไม่มีความรุนแรงใดใดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น พวกเราจึงได้ข้อสรุปของวันนี้ได้แล้วว่า “ตำรวจต่างหากคือสัญลักษณ์ของความรุนแรงที่แท้จริง” ไม่ใช่น้องๆ อาชีวะ!

อย่างที่พวกเราได้ประกาศแนวทางไปก่อนหน้านี้ว่า พวกเราจะยึดมั่นในสันติวิธี และภราดรภาพ เพื่อเพิ่มแนวร่วมและเปิดกว้างในเรื่องวิธีการเคลื่อนไหวที่หลากหลายจากหลายๆ กลุ่ม ดังนั้น พวกเราจึงเคารพแนวทางของแต่ละกลุ่ม พวกเราเข้าใจความเป็นมนุษย์ดีว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความอดทนที่ค่อนข้างมีขีดจำกัด พวกเราไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามวลชนแต่ละคนที่ออกมาต่อต้านนั้น ใครโดนระบอบประยุทธ์ทำร้ายมาขนาดไหนบ้าง ดังนั้น หากว่าจะมีการแสดงออกในการต่อต้านหลายรูปแบบ จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกนัก เพราะระบอบนี้มันทำร้ายคนหนักหนาสาหัสจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเราก็อยากจะขอความร่วมมือให้มวลชนที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านทุกคนนั้น ได้ใช้วิธีที่ปลอดภัยต่อตนเองให้มากที่สุด เพราะในอนาคตพวกเราจะต้องอยู่เล่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกันทุกคน!

ส่วนในงานของพวกเรานั้น พวกเราขอขอบคุณมวลชนทุกคนที่สละเวลาส่วนตัวของท่านมาขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกันกับพวกเรา และทำให้งานวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี พวกเราขอบคุณที่พวกท่านยังคงเชื่อมั่นในพวกเรา และพวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ในเร็ววัน     และไม่แปลกที่ล่าสุด ตัวแทนองค์การและสโมสรนิสิตนักศึกษา 19 มหาวิทยาลัย เลือกไปยื่นหนังสือกับนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะประธาน กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรปกป้องสิทธิและคุ้มครองประชาชนจากการกระทำความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่อันเข้าข่ายเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐในการสลายการชุมนุม

นายวรินทร์กุญช์ เขียวพันธ์ โฆษกองค์การฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รัฐบาลอาจจะมีการใช้อำนาจคุกคามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องและมีความเห็นต่างทางการเมือง โดยการใช้อำนาจในการเข้าควบคุมและจับกุมหรือคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม องค์การฯ จึงมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ดังนี้ 1.ให้มีการแสดงออกอย่างจริงจังและชัดแจ้งในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และให้ความปลอดภัย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของนิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม รวมถึงต้องไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2.ให้มีการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการตรวจสอบการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการปฏิบัติต่อประชาชนผู้แสดงออกทางการเมืองและผู้เห็นต่างทางการเมืองว่าเข้าข่ายใช้กำลังและความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ 3.ให้มีการสืบสวนและสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าข่ายกระทำความรุนแรงเกินกว่าเหตุ หากไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และหลักสากล ต้องดำเนินการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักการสากล 4.ให้มีการรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สินที่เกิดขึ้นกับนิสิต นักศึกษาและประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผลมาจากการกระทำที่มิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และ 5.ให้มีการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องของการปฏิบัติต่อนิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม โดยให้ตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมาย ซึ่งอยากให้สภาผู้แทนราษฎรขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายวรินทร์กุญช์ ยังกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ทั้ง 19 มหาวิทยาลัยมีการตั้งภาคีขึ้นมาเพื่อติดตามเรื่องนี้ เพื่อศึกษาและช่วยเหลือนักศึกษาและกลุ่มภาคีฯ ซึ่งก็ได้รับเรื่องว่ามีบางคนถูกคุกคามหลังจากยุติการชุมนุม ซึ่งเราจะรวบรวมหลักฐานและไปยื่นฟ้องอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ของ กมธ.แต่ละชุด ก็กำลังถูกสังคมจับตา เพราะบางชุดทำหน้าที่เหมือนจะคอยแก้ต่างให้กับทางตำรวจ พอมีเยาวชนชายถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ก็รีบทะเร่อทะร่าออกมาแถลงทันทีว่า การสลายการชุมนุมไม่มีการใช้กระสุนจริง

พอพบว่าสุดท้ายเป็นกระสุนจริง ก็แก้เกี้ยวด้วยการเชิญ ผบ.ชน.มาชี้แจง ฟังฝ่ายเดียวแล้วก็สรุปว่าพอใจการทำงานของตำรวจ จนถูกวิจารณ์ลั่นว่าเป็นการฟอกขาวให้ตำรวจ เป็นมวยล้มต้มคนดู เสียดายเงินภาษีของประชาชน หากทำงานได้เพียงแค่นี้

วันนี้การทำหน้าที่ของตำรวจคุมฝูงชนที่ใช้กระสุนยาง ใช้แก๊สน้ำตา ใช้การยิงจากที่สูง กำลังเป็นประเด็นคาใจทั้งในสังคมไทย และในสังคมโลก ที่ ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบ

กรศิริ

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/l36d0

Related post