Digiqole ad

วิเคราะห์ : เปิดประเทศ 1 พ.ย. ผิดหวัง ‘ลิซ่า’ มาไม่ได้ ต้องไม่ให้คนไทยผิดหวังซ้ำจากมาตรการตรวจสอบลวง

 วิเคราะห์ : เปิดประเทศ 1 พ.ย. ผิดหวัง ‘ลิซ่า’ มาไม่ได้ ต้องไม่ให้คนไทยผิดหวังซ้ำจากมาตรการตรวจสอบลวง

การเปิดโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เมื่อ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าเป็นผลงานที่เป็นหน้าเป็นตา ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

และนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในวันที่ 1 พ.ย. โดยไม่ต้องมีการกักตัว สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งได้มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ล๊อตแรกจะมีรวม 46 ประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยทะยอยเพิ่มรายชื่อประเทศขึ้นอีกในภายหลัง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวทางในการเปิดประเทศ แต่อยู่ที่ความพร้อมในการตรวจบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบที่ 4

เนื่องจากพื้นที่เกาะภูเก็ต ที่ใช้ทำโครงการ“ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”นั้น ไม่ว่าอย่างไร ก็เป็นพื้นที่จำกัด  สามารถควบคุมและป้องกันได้ง่ายกว่า จึงจะใช้รูปแบบหรือแนวการป้องกันและโดยเฉพาะการตรวจสอบในรูปแบบเดียวกันมาใช้กับการเปิดประเทศแบบปูพรมเปิดกว้างไม่ได้

ยิ่งการที่ กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมจะยกเลิกระบบการลงทะเบียน เพื่อขอรับหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry : COE) แล้วจะนำระบบใหม่ ที่ชื่อว่า Thailand Pass ซึ่งเป็นระบบ web-based มาใช้แทน

อ้างว่า ระบบ Thailand Pass สามารถนำมาใช้ทั้งสำหรับคนต่างชาติและคนไทยที่ประสงค์เดินทางเข้าประเทศไทยเข้าไปลงทะเบียน กรอกข้อมูล และอัพโหลดเอกสารต่าง ๆ อาทิ หลักฐานการฉีดวัคซีน การตรวจหาเชื้อโควิด ฯลฯ ก่อนเดินทางเข้าประเทศ เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการกรอก อัพโหลดเอกสารของผู้เดินทางก่อนเข้าประเทศไทยได้

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง Thailand Pass ที่ว่าเป็นเพียงแค่ระบบการอ่าน ไม่ได้มีระบบการตรวจสอบ โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบย้อนกลับไปยังประเทศต้นทาง

แต่ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศ กลับดื้อดันทุรัง ที่จะเดินหน้าต่อ แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจลึกๆว่าระบบการตรวจสอบที่กล่าวอ้างนั้น ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นระบบที่หลอกลวง คือลวงทั้งคนไทยว่าไม่ต้องห่วง มีระบบที่สามารถตรวจสอบและให้ความมั่นใจได้ ในขณะที่ก็หลอกลวงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ว่าสามารถมาได้โดยไม่มีการกักตัว

แต่หากว่า มาโดนตรวจจากตรวจคนเข้าเมือง หรือจากกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข แล้วต้อถูกส่งตัวกลับ ไม่ได้เที่ยวไทยอย่างที่ต้องการ ถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ จะโทษว่ากระทรวงต่างประเทศไม่ได้ เพราะกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่แค่ตรวจเอกสารเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง กับการดันทุรังของกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งๆที่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. (DGA) ที่เป็นผู้อ้างว่าสร้างและพัฒนาระบบ Thailand Pass ขึ้นมานั้น ก็ได้มีการยอมรับแล้วว่า ไม่ใช่ระบบ Vaccination Certification ไม่สามารถที่จะตรวจย้อนกลับไปยังประเทศต้นทางได้

ยังไม่นับในเรื่องของความเสี่ยงที่อาจจะต้องเสียค่าโง่ กรณีมีความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายส่วนบุคคลสหภาพยุโรป หรือกฎหมาย (General Data Protection Regulations : GDPR) อีกด้วย

การเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้มีเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาทำให้ธุรกิจโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ฟื้นตัวขึ้นมาได้นั้น ไม่มีใครคัดค้าน

แต่ทุกคนรับไม่ได้หากเป็นการเปิดประเทศโดยไม่มีมาตรการรัดกุมรองรับ โดยเฉพาะในเรื่องของการตรวจสอบเรื่องการได้รับวัคซีนครบโดสมาแล้วจริงๆ

ความหละหลวมของการตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสียในที่สุด

น่าประหลาดใจอย่างมากที่เรื่องเหล่านี้ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับรายงานแล้ว แต่กลับไม่มีการเร่งให้รีบตรวจสอบหาความจริงว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับต้นทางนั้นมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

ทั้งๆที่กระทรวงการต่างประเทศก็อ้อมแอ้มยอมรับแล้วว่า ระบบที่มีในตอนนี้เป็นเพียงแค่ระบบการลงทะเบียน และเป็นระบบการตรวจสอบเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นเอง

โดยล่าสุด รูปแบบขั้นตอนที่แท้จริงก็คือ การที่ นักท่องเที่ยวจาก 46 ประเทศที่จะเดินทางเข้าไทย สามารถยื่นเอกสารประกอบการเข้าประเทศ กับระบบ Thailand Pass ผ่านเว็บไซต์ www.tp.consular.go.th แทนการยื่นขอใบอนุญาตขอเดินทางเข้าราชอาณาจักร (COE) โดยกระทรวงการต่างประเทศ

ไม่ได้มีการตรวจสอบวัคซีน ไม่ได้มีการเทสตรวจโรค อย่างที่ประชาชนคาดหวังว่าจะมี

จึงไม่น่าประหลาดใจ เมื่อ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ออกมาให้ข้อมูลว่า หลังศูนย์บริหารสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีคำสั่งกำหนดให้ศูนย์ปฏิบัติการการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ อนุมัติประเทศและพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเปิดประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 แล้วพบผลการสำรวจ ว่า

              คนไทยร้อยละ 94 มีความกังวลกับการเปิดประเทศครั้งนี้ เนื่องจากว่ามีความเชื่อมั่นต่อการควบคุมป้องกันโรค เพียงแค่ร้อยละ 28

ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (หมอธีระวัฒน์) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha)โดยมีข้อความว่า เปิดประเทศหนึ่งพฤศจิกายน..ต้องห่วงหรือไม่?

ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปิดประเทศหมายความรวมถึงคนไทยและคนต่างประเทศในการใช้ชีวิตและเดินทางสัญจร ขณะที่ตัวเลขการติดเชื้อมีความเป็นไปได้สูงที่มากกว่าตัวเลขที่รับทราบในปัจจุบัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตรวจมากหรือน้อยและการใช้ ATK ซึ่งมีข้อจำกัดและหลุดรอดได้มาก เชื้อที่อาจหลุดรอดจากต่างประเทศมีความเป็นไปได้ และลักษณะหน้าตาจะผิดเพี้ยนจากที่มีในประเทศและประสมควบรวมกันต่อไป

สำหรับการตรวจนั้น ในปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการตรวจคัดกรองโดยไม่มีพิธีรีตองโดยกระบวนการพีซีอาร์ ที่ต้องทำได้ทั่วทุกหัวระแหง ทำให้ไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ความเป็นจริงที่อาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆได้ และไม่สามารถนำไปสู่การแยกตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ถ้าไม่สามารถยกระดับความเข้มแข็งทั้งวัคซีน การตรวจ และการรักษาตั้งแต่นาทีแรกได้ในระยะไม่นาน อาจเผชิญกับสถานการณ์ดื้อวัคซีนด้วยเชื้อ subvariants จนถึง เชื้อใหม่จากการควบรวมสายต่างๆเข้าด้วยกัน และนำไปสู่วิกฤติของระบบสาธารณสุข ที่กระทบคนป่วยทั้งที่เป็นและไม่เป็นโควิด

นี่คือความจริงที่ตบหน้ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งมั่นขายฝัน มองเฉพาะตัวเลขการตลาดแบบไม่ลืมหูลืมตา

ที่น่าเศร้าใจก็คือ ไม่เพียง พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงปล่อยให้ทั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เล่นบทเซลแมนขายฝันไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบระบบอย่างแท้จริง กลับยังคงเห็นดีเห็นงามกับตัวเลขขายฝันเหล่านั้นไปด้วย

โดย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ระบุว่า ททท.คาดการณ์ว่าปี 2564 ประเทศไทยจะมีรายได้รวมการท่องเที่ยวประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 6 หมื่นล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1 ล้านคน แนวโน้มตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ โดยเพิ่มจากคาดการณ์เดิมซึ่งอยู่ที่ 1 แสนคน และคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้จ่ายราว 60,000 บาทต่อคนต่อทริป ส่วนรายได้จากตลาดในประเทศคาดมี 3.2 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวไทยจำนวน 60 ล้านคน-ครั้ง ใช้จ่ายคนละประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อทริป

“หลังจากนายกฯแถลงการณ์เปิดประเทศ 1 พ.ย.2564 รับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ ททท.ได้ประมาณการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น 5 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่ พ.ย.2564-มี.ค.2565 จำนวน 1.1 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รายงานต่อนายกฯและที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แล้ว” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ททท. ยังเห็นว่าการจะไปให้ถึงเป้าหมายดึงยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตามที่วางไว้ นอกเหนือจากการเร่งฉีดวัคซีนครบโดสแก่คนไทยทั่วประเทศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว จำเป็นต้องคลายล็อกข้อจำกัด ปรับเปลี่ยนเงื่อนไข เบิกทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างสะดวกมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ รวมไปถึงการลดขั้นตอนและลดค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การยกเลิกขั้นตอนการขอ COE จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตามตั้งแต่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไป ททท.ได้รับการยืนยันมาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการของ COE ที่ง่ายขึ้น และถ้าหากมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ก็จะมีการยกเลิก COE ไปเป็นรูปแบบอื่นที่ง่ายขึ้นแทนเช่นกัน

ส่วนเรื่องการลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายการตรวจหาเชื้อโควิด-19 สำหรับแนวทางการเปิดพื้นที่สีฟ้า “บลูโซน” นำร่องรับนักท่องเที่ยวจาก “ประเทศความเสี่ยงระดับกลาง” ขึ้นไป ซึ่งต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสและมีผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นลบก่อนเดินทางมาถึงไทย โดยต้องอยู่ท่องเที่ยวภายในบลูโซนอย่างน้อย 7 วันก่อนไปเที่ยวพื้นที่อื่นในไทยนั้น ทาง ททท.อยู่ระหว่างเสนอขอให้ ศบค.พิจารณาปรับรูปแบบการตรวจหาเชื้อขึ้นกับไทม์ไลน์การเปิดบลูโซนในแต่ละระยะ

ในขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็ได้มีการเกาะกระแส  “ลิซ่า แบล็กพิงก์” หรือ นางสาวลลิษา มโนบาล ศิลปินเคป๊อบสาวชาวไทยซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ตามคำแนะนำของคนใกล้ชิด ที่จะให้มาร่วมงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ โดยงานนี้มีเอเจนซี่รับจ็อบในการติดต่อ ซึ่งทำให้นยพิพัฒน์เชื่อมั่นอย่างมากว่า ลิซ่าจะมาแน่ และคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ซึ่งหากมาจริง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าคุมค่าในแง่ของการโปรโมทประเทศ

แต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มองว่าการจ้างลิซ่า แบล็กพิงก์ และแอนเดรีย โบเชลลี มาร่วมงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ แล้วถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้งบฯไม่คุ้มค่านั้น ถือเป็นการใช้งบที่คุ้มค่า และเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศนั้น

จริงๆแล้วยังต้องถือว่าเป็นแค่การโปรโมทมากว่า ไม่ใช่การยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทยแต่อย่างใด

ซึ่ง นายพิพัฒน์ กล่าวถึงความคืบหน้าของการจัดงานเคาท์ดาวน์ 2022 ที่ จ.ภูเก็ต ขณะนี้ ลิซ่า แบล็กพิงก์ และ อันเดรอา โบเซลลี นักร้องโอเปร่าชื่อดังระดับโลกชาวอิตาเลียน ยังคงยืนยันว่าจะมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ จ.ภูเก็ต โดยจะมีการเซ็นสัญญาร่วมงานอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับกลายเป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผ่านมาจากคนที่รับจ็อบ ที่แจ้งมายังนายพิพัฒน์เท่านั้นเอง

เพราะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวช่อง 3 โพสต์เอกสารจาก YG Entertainment ต้นสังกัดของลิซ่า ลลิษา มโนบาล สาวไทยสมาชิกวงแบล็กพิงก์ ระบุว่า ลิซ่าไม่สามารถมาร่วมงานเคานต์ดาวน์ที่จังหวัดภูเก็ตได้ เนื่องจากตารางงานถูกกำหนดไว้แล้ว โดยข้อความในเอกสารมีดังนี้

เนื่องจากมีการรายงานข่าวว่า ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็นศิลปินในสังกัดของทางบริษัทจะเข้าร่วมงานเคานต์ดาวน์ฉลองปีใหม่ ณ ประเทศไทย ทาง YG Entertainment ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

ทางเรารู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ได้รับการติดต่อให้ศิลปินในสังกัดเข้าร่วมงานดังกล่าว แต่ทางบริษัทต้องขอแจ้งให้ทราบว่า ลิซ่าไม่สามารถร่วมงานได้ ด้วยตารางงานที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ทางบริษัทจึงเรียนแจ้งเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ขอขอบคุณที่ติดตามผลงานของศิลปินเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

เรื่องนี้ทำให้ ทาง นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ล่าสุด ททท. สำนักงานโซล ได้รับแจ้งจากต้นสังกัดของ ลิซ่า ว่า ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ซึ่งททท. เคารพการตัดสินใจดังกล่าวและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในอนาคตต่อไป ส่วน อันเดรอา โบเชลลี นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม

กรณีนี้ถือเป็นความผิดหวังของคนไทยแล้วแน่นอน แต่กรณีที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด เป็นสิ่งที่จะสร้างความผิดหวังซ้ำให้กับคนไทยไม่ได้ เพราะเดิมพันครั้งนี้สูงมาก

หากผิดพลาด ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ นายพิพัพัฒน์ และนายยุทธศักดิ์ ควรจะต้องรับผิดชอบ ลาออกไปพร้อมๆกัน

กรศิริ

Advertisement
Facebook Comments

Related post