Digiqole ad

วิเคราะห์ : ตำรวจ คฝ.กับการใช้ความรุนแรง การมุ่งปกป้อง‘ประยุทธ์’ที่กำลังถูกตั้งคำถาม

 วิเคราะห์ : ตำรวจ คฝ.กับการใช้ความรุนแรง การมุ่งปกป้อง‘ประยุทธ์’ที่กำลังถูกตั้งคำถาม
Advertisement

การชุมนุมขับไล่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีการเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากประชาชนหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่ม นักเรียน นิสิต นักศึกษา กับประชาชนบางส่วนแล้ว

จะเห็นได้จากการที่ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนัดหมายคาร์ม็อบ ปรากฏว่ามีทั้งกลุ่มๆอื่นที่มาร่วมแสดงออก และมีทั้งจำนวนรถที่เข้าร่วมแสดงออก และร่วมขับไล่ประยุทธ์ มีเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญรูปแบบคาร์ม็อบ ที่สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้นำมาใช้ในการชุมนุมแนวสันติวิธี ได้รับการสานต่อ และมีแนวร่วมในการแสดงพลังเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการใช้กองกำลังคุมฝูงชน (คฝ.) เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการสั่งการตัดสินใจในเรื่องการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง การฉีดน้ำแรงดันสูง การระดมยิงจากมุมสูง รวมไปถึงการใช้กำลังที่เข้าข่ายเกินกว่าเหตุมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทำให้เกิดเสียงสะท้อน ถึงการทำหน้าที่ของ คฝ. ว่าเหมาะสมเพียงใด

การออกมาแก้ต่างของโฆษก รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือของรอง ผบ.ชน. ที่อ้างเหตุผลการขัดคำสั่งของผู้ชุมนุม และการที่เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนแล้ว ก่อนจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักนั้น ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ใช่วิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ ที่ใช้กับประชาชนที่ชุมนุมโดยสันติวิธีตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ

วันนี้ภาพลักษณ์ของตำรวจ ของผู้บัญชาการต่าง ๆ และของ คฝ. กำลังสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญมีคนในสายอาชีพตำรวจเอง ก็ได้อกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ คฝ.และการสั่งการของตำรวจระดับใหญ่

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อดีต ผบ.ตร. กล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมที่เริ่มรุนแรงและมีการปะทะกับเจ้าหน้าตำรวจรายวัน ว่า รัฐบาลต้องการความสงบเรียบร้อยและต้องการอยู่ต่อไปโดยไม่มีปัญหา แต่บ้านเมืองของเรา ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น และเมื่อพี่น้องประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น รัฐบาลก็ต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังและนำไปปรับใช้ ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่วันนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือพยายามให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้หรือยัดเยียดกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งรวมไปถึงใช้มาตรา 116 และมาตรา 112 ด้วย

“ความจริงรัฐบาลต้องใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของประชาชน มาก็มาสิ ถ้าผมเป็นคุณประยุทธ์ ผมจะออกมาพบเลย ว่าไงพี่น้อง เดือดเนื้อร้อนใจยังไง ต้องการอะไร วัคซีนมันไม่พอเหรอ มันมาช้าหรอ เดี๋ยวผมจะรับไปดำเนินการ เดี๋ยวงบทั้งหมดผมไม่เอาเลย เดี๋ยวจะตัดให้หมด งบซื้อรถถัง ยุทโธปกรณ์ จะมาช่วยพวกท่านหมดก็พูดกันไปก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่ยอมออกมาพูด แล้วก็ยังดันทุรังตั้งงบแบบนี้ไปอีก ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จะซื้อมันไปทำไมจะซื้อไปรบกับหมาที่ไหน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวถึงการควบคุมการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า วันนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยยึดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู หากเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ก็ยินดีที่จะรับตรวจสอบให้ แต่ส่วนตัวไม่สามารถประเมินการทำงานของตำรวจได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบ

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง จัดการม็อบไม่เป็นไปตามหลักสากล !!! ถึงเวลาหรือยัง “ปฏิรูปตำรวจ” ขนานใหญ่ เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ วิจารณ์การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีระบุว่า

“การชุมนุม ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ และการชุมนุมที่กระทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ยิ่งย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่มีกฎหมายใดที่จะมาห้ามการชุมนุมดังกล่าว ถึงแม้รัฐเองจะอ้าง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.ใดๆ ก็ตาม แต่รัฐจะต้องใช้ในการควบคุมเท่านั้น มิใช่ใช้ในการปราบปราม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบ จะต้องอำนวยความสะดวก และจัดให้มีพื้นที่การชุมนุม ตามที่ผู้ชุมนุมร้องขอ จากเหตุการณ์หรือคำร้องต่างๆ ซึ่งความผิดถ้าจะมี ก็คือต้องเกิดจากการที่การชุมนุมนั้นไม่เป็นอย่างที่ขอ               แต่ในการชุมนุม 2 ครั้งล่าสุด เรากลับพบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการหนัก ห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุมโดยเด็ดขาด กองกำลังควบคุมฝูงชน ของรัฐได้ใช้ยุทธวิธีตำรวจเปิดฉากปิดและยึดคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือสารพัด ยิ่งในการสลายผู้ชุมนุม ก็มีอาวุธปืนลูกยาง ปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งใช้อย่างผิดหลักสากล มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเปิดฉากยั่วยุให้มวลชนปะทะ นี่คือความผิดพลาดอย่างยิ่งของการทำหน้าที่ตำรวจ

เท่าที่ติดตามการชุมนุม ผมได้พบว่า ตำรวจจะทำเพียงการประกาศเตือนว่าผู้ชุมนุมได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและจะมีการปราบปรามจับกุม จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการทันที โดยที่มิได้มีการเข้าเจรจาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมในรูปแบบอื่น กรณีดังกล่าวนี้ ในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ควบคุมฝูงชนมาก่อน ตลอดจนเคยเป็นผู้ฝึกสอนในวิชาดังกล่าวด้วย เห็นว่าเป็นการการลัดขั้นตอนการปฏิบัติของชุดควบคุมฝูงชน มิได้ดำเนินการจากเบาไปสู่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อันน่าจะขัดต่อหลักการสากล ตลอดจนในเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย

การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธคือหลักการพื้นฐานที่ทั่วทั้งโลกมีให้การรับรอง และประชาชนผู้มาชุมนุมนั้นบริสุทธิ์ เป็นผู้ทรงสิทธิ นี่คือหลักแรกที่รัฐจะต้องเข้าใจและบริการอำนวยการจัดการ หากรัฐบาลจะยังใช้อำนาจในการจัดการกับการชุมนุมที่เห็นต่างและทุกข์ร้อนจากการบริหารจัดการของรัฐ ตำรวจควรจะต้องดูแลผู้ชุมนุมเพื่อตอบสนองความต้องการในข้อเรียกร้องและมีการเจรจาเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามิได้กระทำตามตามนั้น เช่นที่ปรากฏ ทั้ง 2 ครั้ง กลับใช้ความรุนแรงด้วยการมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าเข้าปราบปรามโดยอ้างว่าชอบธรรม และเหตุเช่นนี้แหละที่จะทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งมาด้วยความบริสุทธิ์ระบายอารมณ์ และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ดังที่ปรากฏ เช่น ป้ายสีชื่อองค์กร การเผาตู้ยาม และอาจจะถึงการเผาสถานีตำรวจอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา และอันนี้ถือได้ว่า เป็นการทำลายประเทศชาติด้วยน้ำมือของรัฐบาลเองใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เผาทรัพย์สินของทางราชการที่เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเองโดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจนครบาล ควรจะดำเนินการสืบสวนให้ได้ความแน่ชัด ว่ากลุ่มผู้กระทำผิดดังกล่าวเป็นใครกันแน่ เพราะการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สามารถเรียนรู้ได้ว่า ผู้กระทำการที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะให้เกิดเหตุการณ์อย่างไรเกิดขึ้น นี่ยังไม่นับการตอบโต้กลับของผู้ชุมนุมจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว และในการหากลุ่มผู้กระทำผิดก็ต้องแยกให้ชัดในสองเหตุนี้ด้วย

ในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจผู้เคยปฏิบัติงาน ผมเห็นว่าจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ควรที่จะทบทวนการทำงานให้เป็นไปด้วยหลักการสากล การใช้ข้อกฏหมายระเบียบที่ชอบด้วยกฏหมาย หลักสิทธิมนุษยชนรวมถึงมนุษยธรรม โดยต้องเจรจาก่อนเป็นสำคัญ จะได้รู้ความต้องการของประชาชน อันเป็นผู้ทรงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องบริการ

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “ปฏิรูปตำรวจ” ขนานใหญ่ ให้เป็นตำรวจที่มีหัวใจประชาธิปไตย อำนวยความสะดวกให้ประชาชน มิใช่ขัดขวางสิทธิที่ประชาชนมี อย่างการปราบปราม จับกุม ใช้กฎหมายสารพัดจัดการเหมือนเห็นประชาชนเป็นศัตรูแบบที่ทำอยู่ในเวลานี้ เกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจควรได้รับการฟื้นฟู ออกมาเดินดู มารับฟังประชาชนบ้างว่า วันนี้ประชาชนเขามอง เขารู้สึกอย่างไรกับตำรวจ

ป.ล.ผมเห็นคลิปวิดีโอตำรวจ คฝ. กรูกันเข้ารุมกระทืบประชาชนมือเปล่าแล้วรับไม่ได้จริงๆ และอีกคลิปที่ตะโกนสั่งด้วยอารมณ์เดือดดาลให้นักข่าวมาเก็บภาพตำรวจที่โดนยิงอ้างว่าประชาชนทำนั้นก็แย่มาก สื่อมวลชนก็ทำหน้าที่ของเขาตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ต้องไม่ก้าวก่ายกัน ถามตัวเองก่อน เราตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมตำรวจ ตามหลักสากลที่นานาอารยประเทศเขาทำกันแล้วหรือยัง

และก่อนหน้า พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ ธิติธารวัฒน์ อดีตรอง ผกก.ฝอ.ภ.จว.พะเยา ได้ออกมาโพสต์เตือนการใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า อยากให้รุ่นน้อง และนายตำรวจชั้นประทวน อย่ากระทำความรุนแรงต่อประชาชนตามที่ได้รับคำสั่งมา ด้วยชุดความคิดว่า ผู้ชุมนุมคือผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง โดยระบุว่า

อาจจะถูกประชาชนฟ้องร้อง ม.157 และอื่นๆ ที่จะตามมา อย่าลืมว่าอายุความคดีเหล่านี้หลายปี ปชช.เอาคืนแน่ ผมเคยเป็นนายตำรวจเหมือนพวกท่าน และผ่านการฝึกการควบคุมฝูงชนตาม พรบ.การชุมนุมในที่สาธารณะ อย่างพวกท่านมาแล้ว ในการลงปฏิบัติหน้าที่ คฝ. เราสามารถยืดหยุ่นสถานการณ์ได้ ใช้กำลังเท่าที่จำเป็นจากเบาไปหาหนักตามที่ฝึกมา การเจรจาดีที่สุดในการยุติความรุนแรงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด ผมอยากเตือนน้องๆ ว่า นายของพวกท่านโดน ปชช.เอาคืนแน่..แต่ผมไม่อยากเห็นตำรวจผู้น้อยอย่างพวกท่านโดนคดีตามนายเXXย เหล่านี้ไปด้วย..#ผมเตือนแล้วนะ..!!!”

สะท้อนชัดว่าในแวดวงสีกากีเอง ก็รับไม่ได้กับการสั่งการ และการให้ คฝ.ปฏิบัติเช่นนี้

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์แสดงความเห็นถึงเหตุการณ์ระหว่างการชุมนุม 2 ครั้งล่าสุดของแนวราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุว่า “ผมอยู่ข้างประชาชน เมื่อรัฐเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมจนเกิดการปะทะบ่อยครั้งบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย สิ่งที่ควรทำคือฝ่ายรัฐต้องประเมินผลการปฏิบัติและแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการลดเงื่อนไขความรุนแรง ไม่ว่าในสถานการณ์ใดรัฐจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทบทวนมาตรการควบคุมฝูงชน ไม่ควรปล่อยให้เกิดภาพตำรวจออกมาตีกับประชาชนทุกวันแล้วไม่มีการแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรควรเรียกเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงการปฏิบัติ และการใช้ยุทโธปกรณ์ต่างๆว่าเป็นไปตามหลักสากลสมเหตุสมผลหรือไม่

อยากรู้ชัดๆว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมใช้แก๊สน้ำตาชนิดใดบ้าง ใช้ไปแล้วเท่าไหร่ อย่างไร ปืนกี่กระบอก กระสุนยางกี่นัด กระสุนจริงใช้บ้างหรือไม่ มีเครื่องมืออะไรอีกบ้างที่เอามาใช้กับประชาชนและที่เตรียมการไว้มีแผนอย่างไร

การต่อสู้ในรุ่นผมเรามีไมตรีกัน ออกเวรแล้วพี่น้องคฝ.พากันพกตีนตบหัวใจตบเข้าร่วมชุมนุม บรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปราวกับคู่อริที่พบหน้ากันไม่ได้ เหมือนมีคำสั่งให้ทำลายภาพการแสดงพลังของประชาชนในแต่ละครั้งด้วยภาพความรุนแรงในช่วงท้าย

อย่าลืมว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราเคยสู้ด้วยกัน เราเป็นกำลังใจให้กันขับไล่เผด็จการ ไม่ใช่วิ่งเข้าใส่กันเหมือนวันนี้

ขอเป็นกำลังใจให้การต่อสู้ของคนหนุ่มสาว แต่พึงตระหนักว่าการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้คือเจตนาของผู้มีอำนาจ ความชอบธรรมและเชื่อมั่นของรัฐบาลหมดสิ้น เขาสู้ทางการเมืองไม่ได้แล้วจึงสร้างเกมปะทะด้วยกำลัง เปลี่ยนภาพจากถูกคนขับไล่เป็นการรักษาความสงบควบคุมการจลาจล

ผมเคารพวิจารณญาณของประชาชน และเชื่อมั่นว่า ความอดทนอดกลั้นทันเกมจะเป็นปัจจัยสำคัญสู่ชัยชนะได้”

ขณะเดียวกัน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุม มีประชาชนหญิงรายหนึ่ง นำหัวกระสุนยาง มาแสดงต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกล่าวว่า ตนมาเป็นกำลังใจให้ลูกหลาน แต่ก็ไม่เคยคิดว่า คฝ.จะมาทำร้าย ตนจะเข้าไปห้ามเสมอ แต่ผลจากการทำดีของตน ดูว่าเป็นขนาดไหน พร้อมกับโชว์บาดแผลจากกระสุนยางของเจ้าหน้าที่ให้ดู

“เกิดมาไม่เคยเจอเจ้าหน้าที่ ที่โหดร้ายกับประชาชนอย่างมาก ขอประณาม สิ่งใดที่พวกคุณทำกับประชาชน กับประเทศชาติ ใครสั่งพวกคุณ ขอให้สิ่งนั้นกลับไปหาพวกคุณร้อยเท่าพันเท่า ในครอบครัวของพวกคุณ ไม่ให้มีความเจริญในหน้าที่การงาน วันใดที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ พวกเด็ก และลูกหลานประชาชนทั้งประเทศ จะเป็นใหญ่ คุณคอยระวังให้ดีว่าสิ่งนั้น กรรมจะตามสนองพวกคุณ” หญิงรายนี้กล่าว พร้อมกับตั้งคำถามว่า

“เราจะเรียกร้องความเป็นธรรมได้ที่ไหน”

นอกจากนี้ กรณีโลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอของ คฝ.หลายสิบนาย ที่กรูเข้าไปรุมเหยียบ รุมกระทืบผู้ชุมนุมเพียงคนเดียวจนลงไปกองกับพื้น โดยมี คฝ.บางรายที่ออกมาห้ามไม่ให้ทำร้ายประชาชน ก่อนที่จะมีการหิ้วปีกประชาชนชายรายดังกล่าวออกไป โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายรายได้บันทึกภาพดังกล่าวเอาไว้ได้ มีผู้เข้าไปรีทวีตจำนวนมาก และแสดงความคิดเห็นถึงความเหมาะสมในการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่

หรือแม้แต่ กลุ่ม Nurses Connect หรือภาคีพยาบาล เผยแพร่ข้อเขียนใจความระบุว่า หยุดทำร้ายเจ้าของประเทศ!

จากเหตุการณ์ที่มีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุมในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่านับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล

โดยตำรวจได้มีการใช้รถฉีดน้ำ, แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวมาลงกับประชาชน

เมื่อท่านเลือกที่จะประกอบอาชีพที่ต้องรับใช้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ท่านควรจะสู้เคียงข้างประชาชน ไม่ใช่ต่อสู้กับประชาชนเช่นนี้!

หรือแม้แต่การที่ กลุ่มทะลุฟ้าได้โพสต์ภาพ ชายต้องสงสัย ซึ่งยืนจับกลุ่มโดยสวมหมวกทุกราย ผ่านทางแฟนเพจ พร้อมระบุว่า งือ ไอ้ต้าวนอกเครื่องแบบ ไอ้ต้าวมือที่สาม ไอ้ต้าวความรุนแรง พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมม็อบในวันนี้ โปรดระวังมือที่สาม ! เข้ามาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง

แล้วก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นตามมาจริงๆ

นี่คือเสียงสะท้อน และความรู้สึกที่อยากให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. นำไปคิดว่า ในระยะยาว ภาพลักษณ์ของตำรวจ โดยเฉพาะ คฝ. ในสายตาของประชาชนจะเป็นเช่นไร

บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ออกมาแถลงข่าว แสดงท่าทีและอารมณ์ กล่าวโทษแต่ประชาชนที่ชุมนุมนั้น เคยสำนึกที่จะคิดในมุมกลับกันหรือไม่

ทำไมไม่ลองปรับยุทธวิธี ไม่ใช้กระสุนยาง ไม่ใช้แก๊สน้ำตา ไม่ใช้รถฉีดน้ำ ใช้แต่การเจรจา หากผู้ชุมนุมตัวจริงมีการใช้ความรุนแรง แต่ต้องไม่ใช่การจัดฉาก ความจริงตรงนั้นใช้ฟ้องประชาชนได้ดีกว่า       

แต่ถ้ารับคำสั่งปกป้อง ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยไม่สนว่าจะต้องใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเพียงใด ภาพลักษณ์ของตำรวจยุคนี้ ก็ยากจะเป็นบวกในสายตาประชาชนได้

หรืออย่างน้อยนายตำรวจใหญ่ๆในวันนี้ ทำไมไม่ลองย้อนคิดว่า หากวันนั้นตำรวจปกป้องอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เหมือนกับปกป้องประยุทธ์ในวันนี้ ปัญหาต่างๆคงไม่บานปลายมาเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้ใช่หรือไม่

กรศิริ

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/swxbk

Related post