Digiqole ad

วิกฤติโควิดกับ “วัคซีนทิพย์” ของลุงตู่

 วิกฤติโควิดกับ “วัคซีนทิพย์” ของลุงตู่
Advertisement

พญามังกรขย่มไวรัส

สาธารณรัฐประชาชนจีน”เป็นชาติมหาอำนาจฝั่งตะวันออก  มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก  เป็นประเทศแรกที่เผชิญการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ที่อยู่ตอนกลางของจีนเมื่อต้นปี 2563  ตอนนั้นมีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก  จนรัฐบาลกลางต้องสั่งล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด  ปิดเมืองยาวนานถึง 76 วัน เพื่อสกัดการแพร่ระบาด

Advertisement

แม้โควิด-19 จะลามไปอีกหลายพื้นที่แต่จีนก็สามารถควบคุมได้  ด้วยการเร่งผลิตวัคซีนเพื่อฉีดให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันในประเทศ  จนวันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้งโดย  ไม่ต้องสวมหน้ากาก

จีนติดเชื้อโควิด-19ก่อน ได้รับผลกระทบก่อนแต่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน แต่มียอดผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 90,000 คนเศษ  ยังรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่ถึง 300 คน มียอดเสียชีวิตสะสม 4,636 คน มีผู้ติดเชื้อใหม่แค่หลักสิบคน  จีนจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว  เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกปี 2564 ขยายตัวสูงภึง 18.3%

 

ลูกพระอาทิตย์ยังอ่วม

ประเทศญี่ปุ่นที่มีประชากร 126 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก วันนี้กำลังเผชิญปัญหาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกที่ 4 แล้ว มียอดผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 700,000 คน  ยังรักษาตัวอยู่เกือบ 80,000 คน  เสียชีวิต 11,851 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564)

เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกติดลบสูง 5.1% ก็เพราะติดหล่มโควิด-19 ที่พัวพันยืดเยื้อข้ามปี  ส่งผลต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่จะมาถึงช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม -8 สิงหาคม ต่อด้วยพาราลิมปิก วันที่ 24 สิงหาคม-5 กันยายน ที่แม้จะมีนโยบายงดชาวต่างชาติเดินทางเข้าชม  แต่ก็ถูกคนในประเทศเรียกร้องให้ยกเลิกจัดการแข่งขัน

องค์กรหนึ่งที่ออกมาคัดค้านอย่างแข็งขันคือ แพทยสภาญี่ปุ่น” เนื่องจากต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์จำนวนมากเข้าไปดูแลนักกีฬาและเจ้าหน้าที่  ในขณะที่ภาวะการแพร่ระบาดในประเทศยังควบคุมไม่อยู่

ปัญหาของญี่ปุ่นไม่ใช่ขาดแคลนวัคซีน  รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งจองวัคซีนไว้มากกว่า 344 ล้านโดส ซึ่งเหลือเฟือสำหรับคนทั้งประเทศ  โดยรัฐบาลมีเป้าหมายฉีดให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไปรวม 110 ล้านคนภายในสิ้นเดือนกันยายน  ในจำนวนนี้จะเป็นคนชราอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 36 ล้านคน

แต่ทุกวันนี้รัฐบาลโดนประชาชนด่าว่าล่าช้า ถึงวันนี้มีคนญี่ปุ่นได้รับวัคซีน 2 เข็มแค่ 2% ของประชากร  และมีข่าวว่าวัคซีนที่นำเข้าบางส่วนจะหมดอายุต้องทิ้งแบบเสียเปล่านับหมื่นโดส  เพราะความล่าช้าตั้งแต่การส่งออกจากประเทศต้นทาง  เมื่อมาถึงญี่ปุ่นยังเจอกระบวนการอนุมัติใช้วัคซีนที่ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบและทดสอบมากมายหลายขั้นตอน

 

ไทยแลนด์แดนกะลา

เชื้อโควิด-19 ที่ระบาดในไทยก็มาจากนักท่องเที่ยวจีน  ตอนต้นปี 2563 ฝ่ายสาธารณสุขของไทยตั้งรับได้ดีจึงควบคุมการระบาดได้  แต่พอมีการผ่อนปรนมาตรการฉุกเฉิน  ผู้มีอิทธิพลแอบเปิดบ่อนการพนัน  คนมีสีลักลอบขนแรงงานต่างด้าวติดโควิด-19เข้าเมือง  มีการมั่วสุมในผับบาร์ของผู้มากบารมี  แถมศูนย์ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 หรือศบค.ยังหละหลวมปล่อยเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2564  เชื้อไวรัสเลยแพร่กระจายไปทั่วประเทศจนเอาไม่อยู่กลายเป็นการระบาดระลอกสาม

วันนี้ประเทศไทยที่มีประชากรในระดับ 70 ล้านคน แซงหน้าจีนไปแล้วด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมที่เกิน 119,585 คน  ยังรักษาตัวมากกว่า 40,000 คน เสียชีวิตรวม 703 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564) มีผู้ติดเชื้อใหม่ในแต่ละวัน มากกว่า 2,000 คน โดยบางวันพุ่งเฉียดหมื่นคนเพราะกรมราชทัณฑ์หมกตัวเลขการแพร่ระบาดในเรือนจำทั่วประเทศ  ทำให้รัฐบาลต้องคงมาตรการฉุกเฉินที่มีผลต่อการทำมาหากินของประชาชน  เศรษฐกิจไตรมาสแรกจึงหดตัวลงถึง 2.6%   และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวในระดับ 1.5-2.5% เท่านั้น

วัคซีนทิพย์ของลุงตู่      

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ที่บริหารจัดการแบบ Single Command  คงได้ศึกษากรณีของนานาชาติแล้วจึงประกาศให้การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในเดือนธันวาคม 2564 ต้องฉีดวัคซีนแก่ประชาชนได้ 70% ของจำนวนประชากร  หรือ 100 ล้านโดสสำหรับ 50 ล้านคน

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เคยแถลงว่าประเทศไทยมีการจัดหาวัคซีนแล้ว 63 ล้านโดส ต้องจัดหาจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 37 ล้านโดส โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอหลักการจัดหาจัดซื้อวัคซีน โควิด-19 ให้วัคซีนที่มีความหลากหลายทางชนิดและราคา ได้แก่   วัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 5-20 ล้านโดส   สปุตนิค 5 จำนวน 5-10 ล้านโดส   จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จำนวน 5-10 ล้านโดส    ซิโนแวค จำนวน 5-10 ล้านโดส  หรือวัคซีนอื่นๆ เช่น โมเดอร์นน่า ซิโนฟาร์ม  บาห์รัต ซึ่งจดบัดนี้ก็ยังไม่มีความแน่ชัดทั้งจำนวนและเวลาที่จะได้มา

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนคือความสงสัยและความสับสน  สงสัยในเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่รัฐบาลจะฉีดให้นั้นเป็นอย่างไร  เนื่องจากข่าวสารปัจจุบันทางโซเชียลมีเดียนั้นมากมาย  ทั้งจริงและเท็จ  ทั้งที่เป็นข้อมูลและความคิดเห็น  ทั้งโดยนักวิชาการและนักวิชาเกิน  ทั้งโดยกูรูและกูอวดรู้

สับสนในเรื่องการลงทะเบียน การจองคิวเข้ารับการฉีดวัคซีน  จากตอนแรกจัดลำดับให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและ 7 กลุ่มโรค ให้ลงทะเบียนกับ “หมอพร้อม” จะเริ่มฉีด 7 มิถุนายน  ตามด้วยกลุ่มอายุ 18-59 ปี ให้เริ่มลงทะเบียน 31 พฤษภาคม เพื่อฉีดในเดือนกรกฎาคม

แต่พอเกิดการระบาดหนักหลายคลัสเตอร์ รัฐบาลบอกต้องเร่งฉีดวัคซีน  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รีบแถลงข่าวแย่งซีนว่าจะจัดให้มีการฉีดวัคซีนแบบ Walk in ตั้งแต่ 1 มิถุนายน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด  แต่พล.อ.ประยุทธ์ กลับสั่งเบรกหมอหนูด้วยเหตุผลเกรงจะเกิดการชุลมุนและจะมีปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอ  ต้องเข้าระบบลงทะเบียน

ประชาชนยิ่งสับสนไปใหญ่เมื่อพล.อ.ประยุทธ์เอง ประกาศปรับแผนระดมฉีดปูพรมให้คนในกรุงเทพฯก่อน 5 ล้านคนภายในเดือนกรกฎาคม  ไม่รอวัยหรือกลุ่ม  จะเน้นวัยทำงานให้ออกจากบ้านไปทำมาหากินได้  แล้วทันใดนั้นก็เกิดภาพดารา นักแสดง แห่ฉีดวัคซีนกันเพียบ  ชาวบ้านที่ลงทะเบียนเอาไว้แล้วต้องรอเป็นเดือนจึงเกิดคำถามว่าดาราพวกนี้มาคิวไหน  ตกลงลุงตู่จะเอายังไงแน่  จะให้ไปฉีดเลยหรือนั่งฝันรอ “วัคซีนทิพย์”ของรัฐบาลต่อไป

 

 กู้ 7 แสนล้าน / ตัดงบสาธารณสุข

นอกจากจะสับสนงุนงงกับนโยบายวัคซีนของรัฐบาลแล้ว  วันนี้ชาวบ้านยังขาดความเชื่อมั่นต่ออนาคต เมื่อกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีขอออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท    ซึ่งแสดงว่าเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้วถูกใช้รับมือสู้กับโควิด-19  ถูกแจกเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ และมาตรการฉุกเฉิน จนถึงตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว  และรัฐบาลก็รู้ดีว่าต้องเตรียมกระสุนเอาไว้ทำสงครามกับโควิด-19 อีกยาวนานยันสิ้นปีถึงต้นปีหน้า

เงินกู้ก้อนใหม่ 7 แสนล้านบาทนี้มีแผนนำไปใช้ในด้านสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท  จะใช้เยียวยาประชาชน 4 แสนล้านบาท และใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีก 2.7 แสนล้านบาท

ที่ต้องกู้เอาไว้ก่อนเพราะดูจากงบประมาณปี 2565 ที่ตั้งไว้ 3.1 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 7 แสนล้านบาท  เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจยังไม่สดใสแน่  อีกประการที่น่าแคลงใจคืองบกระทรวงสาธารณสุขที่ควรจะต้องทุ่มเทให้มากขึ้นเพื่อทำสงครามกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เชื่อว่ายังต้องสู้กับอย่างยืดเยื้อ  แต่กลับวางไว้เพียง 153,940 ล้านบาท ลดลง 4,338 ล้านบาท  เทียบกับกระทรวงกลาโหม ได้รับ 203,282 ล้านบาท สำหรับกองทัพและการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่รู้จะไปรบกับใคร

อนิจจาประเทศไทยภายใต้ Single Command

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/MJDGy

Related post