Digiqole ad

วัฒนา อัศวเหม กับคดีค่าโง่คลองด่าน

 วัฒนา อัศวเหม กับคดีค่าโง่คลองด่าน
Social sharing

Digiqole ad

          เมื่อต้นเดือนมิถุนายนมีภาพข่าวแพร่สะพัดว่านายวัฒนา อัศวเหม อดีตนักการเมืองชื่อดังผู้ทรงอิทธิพลจนได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อปากน้ำ” ซึ่งหายหน้าหายตาไปจากแวดวงการเมืองไทยนานกว่า 10 ปีเพราะหลบหนีคดี “ค่าโง่คลองด่าน” ไปอยู่ประเทศข้างบ้าน  บัดนี้ได้กลับมาเมืองไทยแล้วเพราะคดีหมดอายุความ

         ที่เชื่อกันเพราะนายวัฒนาในวัยชราปรากฏตัวอยู่ในคลิปที่กล่าวแสดงความยินดี ในพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นักการเมืองคนสนิท ที่นายวัฒนาสนับสนุนให้ลงชิงตำแหน่งนายกฯอบจ.สมุทรปราการ

          เพียงแต่ว่าเมื่อตรวจสอบกันแล้วเป็นคลิปนายวัฒนาจริงๆแต่เป็นการอวยพรออนไลน์ข้ามแดนข้ามประเทศมาจากกัมพูชาที่นายวัฒนาไปสร้างอาณาจักรปักหลักอยู่ที่นั่น  แต่ก็ส่งสัญญาณมาว่าอีกไม่นานจะกลับมา  เพราะที่ยังไม่กลับตอนนี้เนื่องจากแม้บางคดีหมดอายุความ  แต่บางคดีก็ยังมีโทษอาญาคาอยู่อีกหลายปี          

         วัฒนาวันนี้อายุ 88 ปี  บารมีในอดีตคือเคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ 10 สมัย  อดีตหัวหน้าพรรคราษฎร อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย   ที่ปรึกษาพรรคมหาชน และประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน

            ผลงานที่ถูกจารึกไว้ในแผ่นดินและยังมีหลักฐานปรากฏชัดเจนคือการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งเคยถูกสร้างภาพใหญ่โตว่าเป็นโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในเอเซียในขณะนั้น  ด้วยศักยภาพในการบำบัดน้ำเสีย รวม 525,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  จนมีมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปะอาชา  อนุมัติวงเงินโครงการจำนวน 13,612 ล้านบาท ต่อมาในปี 2540 ก็ได้เพิ่มวงเงินเป็น 23,000 ล้านบาท  โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง

            เมื่อเริ่มดำเนินโครงการเกิดเสียงร้องจากภาคประชาชนว่าในส่วนของที่ดินที่ใช้ก่อสร้าง 1,900 ไร่นั้น เจ้าพ่อปากน้ำได้ทำการกว้านซื้อที่ดินชาวบ้านในท้องที่ด้วยวิธีการข่มขู่  รวมถึงมีขบวนการออกเอกสารสิทธิพื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ  ทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่เทขยะมูลฝอยซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม  นายวัฒนากว้านซื้อถูกๆไร่ละประมาณ 4-5 หมื่นบาทแล้วนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษในราคาไร่ละ 1 ล้านบาท คิดเป็นเงินทั้งหมด 1,903 ล้านบาท  คิดดูแล้วกันว่างานนี้ฟันกำไรกินส่วนต่างไปเท่าไร 

             กรณีนี้มีการสอบสวนพบว่า  นายวัฒนาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย กับพวกคืออดีตประธานกรรมการบริหารอบต.คลองด่าน  และอดีตสมาชิกสภาอบต.คลองด่าน  ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ข่มขืนใจ หรือจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดอบต.คลองด่าน จัดประชุมสภาอบต.คลองด่าน เพื่อให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารโครงการจัดการน้ำเสีย และได้มีการจัดทำหลักฐานการประชุมสภาอันเป็นเท็จ เพื่อนำหลักฐานการพิจารณาอนุญาตดังกล่าวไปใช้ประกอบการเบิกเงินค่าที่ดินที่ตนเองมีส่วนได้เสียและได้รับประโยชน์จากเงินค่าที่ดินดังกล่าวจากกรมควบคุมมลพิษ

             หลักฐานสำคัญคือเอกสารรายงานการประชุมวิสามัญประจำปี 2541 สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2541 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 เป็นเท็จว่าในวันประชุมดังกล่าวมีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน เข้าร่วมประชุม 39 คน ไม่มีสมาชิกขาดประชุมและที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ใช้พื้นที่ตำบลคลองด่าน เพื่อก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียด้วยคะแนนเสียง 37 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง  ทั้งๆที่ในวันประชุมดังกล่าวไม่มีการนำวาระเรื่องการขอใช้พื้นที่ตำบลคลองด่าน เพื่อก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเข้าพิจารณาในที่ประชุม อีกทั้งในวันประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ถึง 39 คน ตามที่ปรากฏในรายงานการประชุม      

           ความชัดเจนของหลักฐานจึงมีผลให้วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ศาลนัดฟังคำพิพากษาแต่นายวัฒนาไม่ปรากฏตัวที่ศาลจนปรากฏข่าวว่าได้เดินทางหนีออกจากประเทศ  ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551  ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี และให้ริบพระผงสุพรรณเลี่ยมทองของกลาง พร้อมกับออกหมายจับเพื่อติดตามตัวจำเลย มารับโทษ และปรับเงินนายประกัน 2ล้าน2แสนบาทถ้วน  

          วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ศาลแขวงดุสิตนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา  คดีฉ้อโกงซื้อที่ดิน และสัญญาโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ในระหว่างที่นายวัฒนาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โทษจำคุก 10 ปี อายุความ 15 ปี  

            ระหว่างการหลบหนีคดี  นายวัฒนาได้มอบอำนาจให้นายศรีสุวรรณ จรรยา  ทนายความ “นักร้อง”คนดังหาช่องทางรื้อฟื้นคดีอาญาของนายวัฒนา โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่และถูกใส่ความ สามารถพิสูจน์ได้ว่าคำเบิกความของพยานในคดีเดิมนั้นเป็นเท็จ โดยสามารถรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ เนื่องจากมีหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันว่า มูลเหตุของคดีที่ถูกกล่าวหา ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาจึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

          แต่ความพยายามของ “พี่ศรี”ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะไม่มีใครยอมรับลูก  และหลังสุดเมื่อช่วงต้นปี  2567 นายศรีสุวรรณได้ถูกตำรวจบุกรวบตัวคาบ้านพักย่านปทุมธานีในฐานะเป็นหัวโจกในกลุ่มผู้ต้องหาซึ่งประกอบด้วยนายยศวริศ ชูกล่อม และนักการเมืองหญิงผู้สมัครสส.พรรครวมไทยสร้างชาติ   ข่มขู่เรียกเงินล้านจากอธิบดีกรมการข้าว เพื่อแลกกับการไม่ร้องเรียน

          การจับโกงโครงการค่าโว่คลองด่านส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ ในช่วงปี 2546 ได้มอบหมายให้เข้ามาดูแลทางคดี จนพบความผิดปกติ จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบโครงการบ่อบำบัดน้ำคลองด่าน  จนกลายเป็นคดียืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กับบริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัดกับพวก 

          กรมควบคุมมลพิษ  ได้มีคำสั่งในปี 2546 ให้กิจการร่วมค้า NVPSKG ยุติการดำเนินโครงการ และระงับการจ่ายเงิน หลังดำเนินก่อสร้างไปแล้วกว่า 95% คิดเป็นมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท จนต่อมากลุ่มบริษัท NVPSKG ได้ทำการเรียกร้องให้จ่ายเงินที่เหลืออยู่ อนุญาตโตตุลาการจึงได้ตัดสินให้กรมควบคุมมลพิษแพ้ ทำให้กรมควบคุมมลพิษได้ไปฟ้องต่อยังศาลชั้นต้นและศาลปกครอง แต่ผลสุดท้ายคือยืนตามคำตัดสินอนุญาตโตตุลาการ ต้องจ่ายส่วนที่เหลือกว่า 9,600 ล้านบาท แต่ก็ยังต่อสูยดเยื้อถึงปัจจุบัน

          ที่เอาเรื่องนี้มาลงไว้อีกครั้งก็เพื่อเตือนความจำคนไทยที่อาจจะลืมเลือนกับขบวนการโกงบ้านกินเมืองที่เกิดจากการสมรู้ร่วมคิดของนักการเมืองกับข้าราชการ  ที่แม้จะจับผิดได้แต่ด้วยอำนาจและอิทธิพลจึงทำให้ยังลอยนวลอยู่ได้  แถมยังอาจจะกลับมาเย้ยหยันสร้างอิทธิพลต่อกับคนไทยทั้งประเทศ

Facebook Comments


Social sharing

Related post