Digiqole ad

ฤาจะให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็น “ซับสินทางปันยา”(พาราฯ) สกู๊ปปกอีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ 396 วันที่ 8-14 ก.ย.66

 ฤาจะให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็น “ซับสินทางปันยา”(พาราฯ) สกู๊ปปกอีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ 396 วันที่ 8-14 ก.ย.66
Social sharing
Digiqole ad

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ 396 วันที่ 8-14 กันยายน 2566

หน้า 2-3 สกู๊ปปก

ฤาจะให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา”

เป็น “ซับสินทางปันยา”(พาราฯ)

            เมื่อไม่นานมานี้ ร้านอาหารชื่อดังที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากับเมนู “ปังชา” พร้อมยื่นโนติสไปยังร้านที่ใช้คำว่า “ปังชา” (Pang Cha) จำนวน 2 ร้าน โดยร้านแรกเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ 102 ล้านบาท ส่วนอีกร้านถูกเรียก 7 แสนบาท กระทั่งเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ในสังคมไทย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ร้อนแรงลุกเป็นไฟ สุดท้ายกลายเป็นกระแสตีกลับไปยังเจ้าของธุรกิจนั้น กระทั่งต้องออกมาขอโทษ 2 ร้านที่ถูกยื่นโนติส พร้อมกับขอโทษสังคมก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ แล้วเรื่องยังส่งเสียงดังไปถึง “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” กระทั่ง ตัวอธิบดีอย่าง คุณวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ต้องออกโรงมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริง จากกรณีตัวอย่างดังกล่าวทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” กันมากขี้น

ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีอีกหลายคดีที่มีการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยแท้จริง กระทั่งเจ้าของตัวจริงเสียงจริง ต้องออกมาแจ้งความดำเนินคดีฟ้องเอาผิด ดังนั้นเพื่อเป็นการให้ประชาชนได้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ก่อนที่เราจะถูกมิจฉาชีพ ดูดซับเอาทรัพย์สินทางปัญญาของเราได้ จนต้องหันไปปันยาพาราเซตามอลมากินแก้ “หัวจะปวด” บางกอกทูเดย์จึงนำเรื่องราวของทรัพย์สินทางปัญญามานำเสนอ

               ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร!?!

              ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินทางปัญญา”(Intellectual Property) หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ โดยไม่คำนึงถึงชนิดของการสร้างสรรค์หรือวิธีในการแสดงออก เช่น สินค้าต่าง ๆ การบริการ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น

ในทางสากล ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

            1.ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property) คือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาหรือคิดค้นขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องหมายการค้า ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า โดยรวมถึงแหล่งกำเนิดและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

โดยทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ได้แก่ สิทธิบัตร (Patent) , แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout-Designs of Integrated Circuit),  เครื่องหมายการค้า (Trademark) ,ความลับทางการค้า (Trade Secrets) , ชื่อทางการค้า (Trade Name)  และ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)

2.ลิขสิทธิ์ (Copyright) หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้สร้างสรรค์ที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับ

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นตามประเภทลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง แพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบทั้งโดยจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ นอกจากนั้นกฎหมายลิขสิทธิ์ยังให้ความคุ้มครองถึงสิทธิของนักแสดงด้วย อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ไม่ครอบคลุมถึงความคิดหรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

สิทธิบัตรคืออะไร !?!

           สิทธิบัตร (Patent) คือ หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) และอนุสิทธิบัตร (Petty Patent) ซึ่งผู้ทรงสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร มีสิทธิเด็ดขาด หรือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาผลประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิบัตร หรือ อนุสิทธิบัตรนั้น ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิบัตร มี 3 ประเภท ได้แก่

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองการคิดค้นเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบโครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รวมทั้งหัตถกรรมได้ และแตกต่างไปจากเดิม

อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) คือ การให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์จากความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยอาจเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงจากการประดิษฐ์ที่มีอยู่ก่อนเพียงเล็กน้อย

            ทำไมจึงควรขอรับสิทธิบัตร : ผู้ที่ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ควรขอรับสิทธิบัตร เพื่อให้ได้รับการตอบแทนจากสังคม ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของผู้ประดิษฐ์และผู้ออกแบบ และการได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตร  เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นแสวงหาประโยชน์จากผลงานดังกล่าวนั้นโดยมิชอบ ซึ่งผู้ประดิษฐ์และผู้ออกแบบสามารถที่จะนำการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรนั้นไปผลิต จำหน่าย นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิบัตรนั้นโดยได้รับค่าตอบแทน

สำหรับอายุการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรจะมีอายุ 20 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตรสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตร

            เมื่อถูกละเมิดต่อทรัพย์สินทางปัญญา

เมื่อพบการกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินทางปัญญาของตน แต่ก็ไม่รู้จะต้นเริ่มอย่างไร เพียงแต่รู้ว่าจะต้องดำเนินการให้บุคคลผู้ละเมิดนั้นยุติการละเมิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายให้ได้ ต้องเริ่มจากการสืบหาข้อเท็จจริง โดยเมื่อผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาพบเห็นหรือทราบว่าทรัพย์สินทางปัญญาของตนถูกละเมิด ไม่ว่าจะเป็นการพบเห็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วยต้นเอง หรือได้รับแจ้งเบาะแสจากบุคคลผู้หวังดีจากหนังสือแจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจพิจารณาสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวนั้น

นอกจากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจนได้ความชัดเจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า การกระทำ พฤติกรรม หรือเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากในบางกรณี บุคคลดังกล่าวนั้นอาจมีสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ได้

ต่อมาคือการเก็บและรวบรวมหลักฐานเมื่อผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบจนเป็นที่แน่ใจแล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาก็ควรจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานการกระทำละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวของผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้นเอาไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินการขั้นต่างๆ ต่อไปโดยหลักฐานการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากนี้ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญายังควรจัดเตรียมและรวบรวมเอกสารหลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา หรือผู้ทรงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวนั้นด้วย เพื่อใช้อ้างอิงในการดำเนินการขั้นถัดไป โดยที่เอกสารหลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา หรือผู้ทรงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

เมื่อผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สืบหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการละเมิด เก็บและรวบรวมหลักฐาน จนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจพิจารณาจัดทำหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรจัดส่งไปยังไปผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อดำเนินการเมื่อปรากฏว่าผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรที่ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดส่งไปยังไปผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในเบื้องต้น (เช่น ยังคงไม่หยุดการกระทำละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ยอมชำระค่าเสียหายตามที่เรียกร้อง) ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจพิจารณาดำเนินการตามมาตรการหรือการดำเนินการขั้นต่อไป/ขั้นเด็ดขาดตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบอกกล่าวให้ยุติการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้จัดส่งไปยังไปผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในเบื้องต้น เช่น การบอกกล่าวครั้งสุดท้าย การเรียกร้องค่าเสียหาย การแจ้งความร้องทุกข์ หรือการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล

            การดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด

ก่อนการดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจใช้ความพยายามเจรจาต่อรองกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณีเป็นความผิดอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ (เช่น การละเมิดเครื่องหมายการค้า และการละเมิดสิทธิบัตร) กล่าวคือเมื่อได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว แม้ในภายหลัง ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่ติดใจเอาเรื่องกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม (เช่น เปลี่ยนใจ สงสาร หรือเจรจาตกลงกันได้ในภายหลัง) เจ้าพนักงานก็จะต้องดำเนินคดีความอาญานั้นต่อไปกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจนถึงที่สุด

เนื่องจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดอาญา ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจพิจารณาดำเนินการตามมาตรการหรือการดำเนินการขั้นต่อไป/ขั้นเด็ดขาดโดยการเริ่มดำเนินคดีความตามกฎหมายอีกทางหนึ่งก็ได้ (เช่น แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน) ในกรณีเช่นนี้ จะมีเจ้าพนักงาน (เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอำนาจ) เข้ามาเกี่ยวข้องและดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน หรือการฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งในชั้นศาล ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา อาจจัดเตรียมและจัดทำ หนังสือมอบอำนาจ เพื่อมอบหมายให้ตัวแทนของตนดำเนินการ (เช่น ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย) หรือหนังสือแต่งตั้งทนายความ เพื่อแต่ตั้งทนายความดำเนินคดีตามกฎหมาย  (ที่มา : https://www.wonder.legal/th)

            รัฐบาลให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.66  นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในพิธีทำลายของกลาง คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วกว่า 1.2 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายมากกว่า 600 ล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าและนักลงทุน พร้อมประสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชนเจ้าของสิทธิ ผู้แทนประเทศคู่ค้าสาคัญ และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน ณ หน่วยบัญชาการ ป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก

ทั้งนี้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา ในเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ได้บูรณาการการทางานร่วมกันในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศคู่ค้ายอมรับผลการปฏิบัติงานของไทย ดังปรากฏในรายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2566 ที่ได้ชื่นชมต่อพัฒนาการด้านนโยบายและผลการดาเนินการปราบปรามที่เป็นรูปธรรมของไทย

            ทำลายของกลางฯ ปีนี้เพียบ

อย่างไรก็ดีไทยยังคงสถานะอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) รัฐบาลจึงพร้อมดาเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ อย่างเข้มข้นต่อไป โดยมุ่งหมายให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากบัญชีดังกล่าว การทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และมีการดำเนินการตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า นักลงทุน และเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ว่าสินค้าละเมิดฯ จะไม่กลับเข้าสู่ท้องตลาดอีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นการปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้สินค้าปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

ในปีนี้ของกลางที่นำมาทำลายมีหลายประเภท เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง โทรศัพท์มือถือ อะไหล่รถยนต์ สินค้าอาหาร เป็นต้น โดยเป็นของกลางจากการจับกุมและตรวจยึดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จานวนรวมทั้งสิ้น 1,253,529 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 600 ล้านบาท อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ผู้บริโภคถือเป็น อีกแนวร่วมสำคัญที่มีส่วนช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากประชาชนท่านใด พบเห็นการกระทาที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-2547-4702 หรือสายด่วน 1368 พร้อมกันนี้ทางกรมฯได้เตือนภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างชื่อกรมฯ อีกด้วย

(ภาพ : อินเทอร์เน็ต,กรมทรัพย์สินทางปัญญา,เดลินิวส์)

 

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ 396 วันที่ 8-14 กันยายน 2566

หน้า 2-3 สกู๊ปปก

ฤาจะให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา”

เป็น “ซับสินทางปันยา”(พาราฯ)

https://book.bangkok-today.com/books/vwbs/
(สามารถพลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)

 

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

Related post