Digiqole ad

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และเมดิกา อินโนวา คิดค้นสูตร“ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” ตำรับแรกในไทย

 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ  และเมดิกา อินโนวา คิดค้นสูตร“ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์”   ตำรับแรกในไทย
Advertisement

 

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด  ชี้แจงข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เรื่อง การบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาและคิดค้นสูตร“ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ตำรับแรกในประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และพลอากาศตรี นายแพทย์สันติ ศรีเสริมโภค รองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ และเภสัชกรหญิง พร้อมพร จำนงธนาโชติ จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ต้านไวรัสในผู้ป่วยเด็ก โดย แพทย์หญิงศรัยอร ธงอินเนตร และ แพทย์หญิงครองขวัญ เนียมสอน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมชี้แจงข้อมูล ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร

Advertisement

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า  จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ค่อนข้างมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อในเด็กมีปริมาณค่อนข้างสูง ในขณะที่วัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อในเด็กยังไม่ได้รับการรับรองเป็นที่ชัดเจนและกว้างขวาง  ทำให้เด็กได้รับเชื้อค่อนข้างเยอะ สิ่งที่เราเป็นห่วงคือ ถึงแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระยะหนึ่ง  เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่จะป้องกันไม่ให้คนที่ได้รับเชื้อมีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยยาบาลและหรือมีอาการหนักจนต้องเข้าหออภิบาลผู้ป่วยหนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือเสียชีวิต สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ การใช้ยา โดยยาที่มีแนวโน้มว่าจะใช้ได้ในการรักษาก็มีไม่กี่ตัว ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาที่ได้ใช้และรับรองให้มีการใช้ และพิสูจน์แล้วว่ามีการใช้ได้ผลในการรักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้กันมานานแล้ว และยานี้ในตอนที่มีการระบาดของเชื้ออีโบล่าก็ได้มีการนำไปใช้เช่นเดียวกันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และในขณะเดียวกัน โรคการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีรายงานเบื้องต้นว่า ถ้าได้ยาเร็วภายใน 4 วันหลังเริ่มมีการ ก็จะสามารถลดอาการหนักในการเข้าโรงพยาบาลและลดการเสียชีวิตได้ด้วย โดยสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาในขณะนี้ และด้วยศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวาควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงมีความห่วงใยและทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิดโดยตลอดมา พร้อมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะสามารถเข้าถึงยารักษาโรคฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยทรงเป็นห่วงประชาชนและเด็กเล็กๆ  เพื่อสนองพระนโยบายดังกล่าว  จึงเป็นที่มาของการพัฒนาและคิดค้นสูตรตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) เพื่อต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ตำรับแรกในประเทศไทย

สำหรับ “ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” เป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างงานเภสัชกรรมฯ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด ที่ได้ร่วมกันพัฒนาและคิดค้นสูตรตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์(Hospital preparation) ซึ่งถือเป็นตำรับยาน้ำเชื่อมต้านไวรัส ตำรับแรกของประเทศไทย เพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส โดยปกติตัวยานี้มีไว้สำหรับการรักษาไข้หวัดใหญ่แต่มีการรายงานเบื้องต้นว่าสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้ยาเร็วในระยะเริ่มต้นของอาการ ยาชนิดน้ำเชื่อมนี้ทำไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยสูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการกลืนยาเม็ด โดยมุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือประเทศไทยให้สามารถผลิตยาให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้และพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตำรับยานี้ได้มีการพัฒนาคัดเลือกและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบตัวยาสำคัญ ตลอดจนมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐานสากล ด้วยวิธีการที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและการศึกษาความคงสภาพ เพื่อยืนยันคุณภาพตลอดช่วงอายุการใช้งาน”

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ  เภสัชกรหญิง พร้อมพร จำนงธนาโชติ และรองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ ทีมจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด   กล่าวถึงรายละเอียดในการพัฒนาตำรับยานี้ว่า  ยาสูตรน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านการกลืน หรือผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง เพื่อให้เข้าถึงตัวยานี้ได้ โดยการพัฒนามีกระบวนการค่อนข้างมีความท้าทายในระดับหนึ่ง เนื่องจากด้วยตัวยาสำคัญและองค์ประกอบต่างๆ ค่อนข้างมีความยากลำบากในการพัฒนาเป็นสูตรน้ำเชื่อมเพราะยามีการละลายที่ไม่ค่อยดี จึงเห็นได้ว่าการรับประทานยาครั้งหนึ่งในการรักษาต้องใช้ยาในปริมาณมาก ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป  ทั้งนี้ด้านการผลิตทีมงานได้คัดเลือกและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ ตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐานสากล รวมถึงมีการตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตยาในโรงพยาบาล (Hospital preparation) ทั้งนี้ตัวยาสามารถใช้งานตามระยะเวลา 30 วัน เก็บไว้ในอุณหภูมิ 30 องศา(หรืออุณหภูมิห้อง) โดยถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสภาวะฉุกเฉิน

ด้านแพทย์หญิงศรัยอร ธงอินเนตร และแพทย์หญิงครองขวัญ เนียมสอน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้ข้อมูลแนวทางการใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ต้านไวรัสในผู้ป่วยเด็ก โดยกล่าวว่า การใช้ยาต้านไวรัสเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่กระจายและลดความรุนแรงของโรค จะเห็นว่ายาฟาวิฟิราเวียร์มีการเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2014 ในญี่ปุ่นเพื่อรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และประกาศในองค์การอนามัยโรคในการรักษาโรคอีโบล่า และในปี 2020 ได้มีการใช้ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยในการรักษาโรคโควิด-19  ในปัจจุบันมีเด็กติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และมีอัตราการการเกิดปอดติดเชื้อหรือเชื้อโควิด-19 ลงปอดเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 50% เพิ่มขึ้นเป็น  80% -90% จากการติดตามการรักษา อย่างไรก็ตามในเด็กจะมีอาการเบากว่าผู้ใหญ่คือยังมีสุขภาวะที่ดีและยังไม่ต้องการออกซิเจนคือคงระดับออกซิเจนในเลือดได้เกิน 95-96% ในส่วนใหญ่ ทั้งนี้ยาทุกตัวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับยาเม็ดบดละลายน้ำ จะมีข้อดีคือสามารถบดละลายน้ำในปริมาณน้อยได้ แต่มีข้อเสียคือ ยามีตะกอน อาจได้ ปริมาณยาไม่แน่นอน และมีรสชาติขม ส่วนยาน้ำ มีข้อดีคือ พร้อมใช้งานและมีปริมาณยาคงที่ ส่วนข้อเสียคือ มีปริมาตรยามากกว่ายาน้ำทั่วไป

คุณลักษณะ ขนาดและวิธีการใช้ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์ ต้านเชื้อไวรัส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาล ลักษณะเป็นยาน้ำใส สีส้ม รสราสเบอรี่ มี 2 ขนาด คือ ขนาด 800 มิลลิกรัมใน 60 มิลลิลิตร และขนาด 1,800 มิลลิกรัมใน 135 มิลลิลิตร รับประทานยาขณะท้องว่าง วันละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก  12 ชั่วโมง

ขนาดและวิธีการใช้ยาในเด็ก วันแรก รับประทานขนาด 70 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ  2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง แนะนำการให้ยาในเด็ก 5 วัน  ทั้งนี้ความปลอดภัยในการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในเด็กเล็ก ที่ผ่านมาทั้งในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์หรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์อื่นๆ ก็ใช้ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  1 เดือน

ขนาดและวิธีการใช้ยาในผู้ใหญ่ วันแรกรับประทาน ขนาด 1,800 มิลลิกรัม วันละ  2 ครั้ง และวันต่อมาขนาด 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง กรณีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กก/ตรม. วันแรก รับประทาน ขนาด 2,400 มิลลิกรัม วันละ  2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด  1,000 มิลลิกรัม วันละ  2 ครั้ง

ทั้งนี้ได้มีการทดลองใช้จริงในคนไข้เด็กจำนวนหนึ่งในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์  มีการติดตามสังเกตุอย่างใกล้ชิดเปรียบเทียบกับการใช้ยาเม็ดบดละลายน้ำ โดยได้ให้กับเด็กอายุช่วง 8 เดือน ถึง5 ปีจำนวน  12 ราย  ติดตามการรักษาพบว่าการตอบสนองต่อการรักษาเป็นไปได้ด้วยดีไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง โดยเด็กสามารถกินยาได้ดี

ด้าน พลอากาศตรี นายแพทย์สันติ ศรีเสริมโภค รองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงแนวทางขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์ว่า “ ในกรณีที่แพทย์มีความประสงค์จะใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก หรือสูงอายุที่ให้อาหารทางสายยางหรือมีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ซึ่งมีผลตรวจ RT-PCR ยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 หรือตามแพทย์เห็นสมควรจากประวัติสัมผัสและผลตรวจ Antigen rapid test เป็นบวก ในโรงพยาบาลหรือแพทย์ เราได้วางมาตรฐานไว้ว่าเราจะให้มีคนคอยดูแลคนไข้ให้เราด้วยซึ่งเราจะจ่ายยาได้ เราวางแผนไว้ว่านอกจากจะให้ยาแล้ว จะให้เค้าช่วยผลิตยาในอนาคตด้วยเพราะเป็นยาที่สามารถจัดทำในโรงพยาบาลอื่นๆ ได้โดยมาตรฐานของเรา สำหรับแนวทางการขอรับยาสามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อขอรับยาได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่  6 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ https://favipiravir.cra.ac.th   โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้นตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของอาการอย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด-19 ด้วย ทั้งนี้มีขั้นตอนขอรับยา คือ

  1. ผู้ป่วยนัดหมายพบแพทย์โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อขอรับยาน้ำเชื่อม ฟาวิพิราเวียร์โดยกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เว็บไซต์  https://favipiravir.cra.ac.th
  2. สถานพยาบาล หรือแพทย์องค์กรอาสาต่างๆ ที่ประสงค์ขอรับยาให้ผู้ป่วย สามารถลงทะเบียนขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ โดยกรอกข้อมูลระบุชื่อแพทย์ผู้สั่งยาและผู้ป่วยที่ต้องการจ่ายยา ผ่านระบบออนไลน์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เว็บไซต์  https://favipiravir.cra.ac.th

สำหรับการจ่ายยาให้ระยะแรก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถผลิตยาให้ผู้ป่วยเด็ก ไม่เกิน 300 รายต่อสัปดาห์ จึงต้องจำกัดการลงทะเบียนผู้ป่วยที่ 20 รายต่อวัน โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จะติดต่อกลับเพื่อแจ้งให้จัดส่งคนมารับยา ภายใน  1 วัน หรือกรณีที่แจ้งให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์จัดส่งยาให้ตามสถานที่ที่ระบุ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์จะจัดส่งให้ภายในเวลา 20.00 น. ของวันถัดจากวันที่ลงทะเบียนส่งข้อมูล ทั้งนี้ผู้ขอรับยาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเองหรือทางเราจะหาผู้ร่วมมือในการจัดส่งให้ ”

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ ได้ย้ำถึงความสำคัญของ ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์นี้ว่า ประเด็นที่สำคัญคือ ยานี้เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้นและแพทย์จะต้องติดตามผลอย่างเป็นระบบ ตัวยามีอายุจำกัดเพียง 30 วัน การเก็บยาให้เก็บในอุณหภูมิ 30 องศา (อุณหภูมิห้อง) ปริมาตรของการใช้ยาซึ่งใช้ในปริมาตรที่มากโดยเฉพาะการใช้ยาในวันแรก และด้วยข้อจำกัดด้านการผลิตที่ยังไม่มากพอ โดยปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถผลิตยาน้ำได้จำกัดเพียง 300 รายต่อสัปดาห์ หากท่านใดที่จะนำตำรับยาไปผลิตในโรงพยาบาลที่อื่นโดยมีราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เข้าไปช่วยควบคุมดูแลมาตรฐานด้วย ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความยินดีเนื่องจากเราต้องการผลิตยาให้ได้อย่างรวดเร็ว และมีการกระจายอย่างกว้างขวางและทั่วถึง

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/cjk8J

Related post