Digiqole ad

รพ.แห่งความหวัง ทีมแพทย์เป็นมากกว่า “แพทย์” สร้างสุขเพื่อคนไข้

Advertisement

“ผู้หญิงปัจจุบันเจอคุณหมอก่อนเจอผู้ชายที่แต่งงานด้วย  ถึงเวลามาหาคุณหมอปรึกษาการมีลูก  อยากจะบอกว่าหมอรู้จักภรรยาคุณก่อนคุณมาเจอกันอีก”   ข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความของคุณหมอสมเจตน์ แห่ง รพ.เจตนิน ที่พูดคุยกับคนไข้เรียกรอยยิ้มเวลามาปรึกษาเรื่องการมีบุตรหรือฝากไข่

ปัจจุบันการแต่งงานที่ช้าลงของผู้หญิงมีมากขึ้นด้วยปัจจัยหลายอย่าง และสิ่งที่ตามมาคือการมีทายาท หรือเรียกง่ายๆ ว่าลูกของคู่แต่งงาน เพราะการตั้งครรภ์ที่อายุมากเริ่มมีบุตรยาก แต่ยุคนี้การมีบุตรยากไม่ใช่ปัญหาเพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สามารถทำให้การมีบุตรเป็นเรื่องง่าย  แต่อย่างไรก็ตามความต้องการนอกเหนือจากการมีบุตรแล้วหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่อยากจะให้ลูกที่เกิดมาแข็งแรง   ซึ่งความต้องการสองข้อนี้เหมือนเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลเจตนิน ยึดมาตลอดระยะเวลา25ปี  จนกลายเป็นสายใยระหว่างคนไข้ กับคุณหมอเพราะทุกเคสที่เดินเข้ามาในรพ.แห่งนี้มีเรื่องราวประทับใจแบบต่างกรรมต่างวาระ

นพ.สมเจตน์ มณีปาลวิรัตน์  ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์โรงพยาบาลเจตนิน    เล่าถึงเรื่องราวตัวเองการเข้ามาเป็นแพทย์ว่า สมัยก่อนเส้นทางของเด็กเรียนดีไม่สอบวิศวะฯ ก็สอบแพทย์  โชคชะตาเลือกว่าควรเดินสายแพทย์ เมื่อเรียนไปเรื่อยๆ เริ่มมีประสบการณ์ได้เจอเคสคนไข้มากมาย ประสบการณ์สอนเราให้มีความรับผิดชอบ เป็นหมอเมื่อเรียนจบต้องมีโอกาสเจอคนไข้ ท้องเสีย ไส้ติ่งอักเสบ หรือแม้กระทั่งโรคซับซ้อน หมอทุกคนต้องเจอ เรียกว่าทั้งหมดเป็นประสบการณ์  เราเริ่มคิดเลือกเรียนแผนกสูติฯ มองเห็นว่าการเกิดผลลัพธ์คือความสุขสร้างรอยยิ้ม  แต่เมื่อคลุกคลี เราจึงรู้ว่าเป็นภาพลวงตา  เราเห็นคนท้องมีความสุข แต่ยังมีคนอีกกลุ่มเรื่องท้องไม่ใช่เรื่องง่ายใช้วิธีแบบธรรมชาติไม่ได้

“หมออยากจะบอกว่าเมื่อมีการตั้งท้องเหมือนเข้าสนามรบ เพราะคนท้องมี2ประเภท แบบแรกท้องโลกสวย คิดไปถึงหาโรงเรียนให้ลูกแล้ว กับอีกแบบท้องแบบทุกข์ระทม กังวลไปทุกอย่างจะแท้งมั้ย จะมีโรคแทรกซ้อนหรือเปล่า ลูกจะเป็นอย่างไร  ทั้ง 2 แบบหมอช่วยดึงสติกลับ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่เอ็กซ์ตรีมมาก   หมออยากบอกกลุ่มโลกสวยต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงว่าท้องแล้วมีโอกาสแท้งมากถึง30% เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก  โอกาสถูกหวยยังน้อยกว่าการแท้ง   ส่วนอีกกลุ่มนั้นกลัวลูกจะเป็นดาวน์ซินโดรม เป็นออทิสติก เราอย่าเพิ่งคิดถึงจุดนั้นขอให้ลูกคลอดออกมาน่ารัก และทั้งหมดขึ้นอยู่กับการดูแล ซึ่งจะแฮปปี้เอนดิ้งหรือไม่อยู่ที่มายด์เซ็ทของความเป็นแม่”

คุณหมอเล่าเส้นทางของความเป็นหมอมาตลอด 21 ปี แต่เข้ามาทำงานกับที่รพ.เจตนิน 13 ปี  หลังจากการเรียนจบจุฬาฯ ไปเรียนต่างประเทศกลับมาอยากจะเป็นครูบาอาจารย์ แต่ด้วยจุดหักเห คิดว่าเราอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ จนกระทั่งได้พบกับอาจารย์จงเจตน์ ได้เห็นวิธีการทำงานของอาจารย์ ได้เห็นวิสัยทัศน์ที่เราสัมผัสได้  อยากจะบอกว่าการที่นายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ซึ่งอาจารย์ท่านเป็นต้นแบบที่ดี  การทำงานที่นี่แม้ทำงานทุกวันแต่เรารู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงาน เพราะเรามีความสุขกับการทำงาน สามารถบาลานซ์ชีวิตการทำงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้ต้องถูกตามตัวดึกดื่นแค่ไหน  ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่การจัดการกับตารางชีวิต

คุณหมอเล่าเพิ่มเติมอีกว่าหมอมาทำงานที่ รพ.ตั้งแต่โอกาสของการตั้งครรภ์แค่35%  เป็นช่วงยุคที่ต้องใส่ตัวอ่อนเข้าไปมากกว่า1 ตัว เพื่อให้มีโอกาสท้องที่สูงขึ้น ให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่จะท้องมากกว่า1 คน  เป็นยุคที่รักษาดูแลผู้มีบุตรยาก   จนมาถึงยุคที่โอกาสการตั้งครรภ์สูง75-76% สามารถใส่ตัวอ่อนเข้าไปเพียง1ตัว มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูง    หรือยุคที่ไม่ใช่การดูแลเรื่องมีลูกยาก แต่มาปรึกษาดูแลหลีกเลี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนทางพันธุกรรม  และมาถึงยุคที่หลายครอบครัวมาฝากไข่ ซึ่งคนที่พามาไม่ใช่สามีแต่เป็นคุณแม่เพราะมองเห็นปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการมีลูกในอนาคต  จึงมีประโยคที่จะบอกว่าเจอหมอก่อนเจอสามีเสียอีก

เมื่อพูดถึงเรื่องอายุมีผลต่อการมีบุตรยากจริงมั้ย  หมออยากจะอธิบายว่าอายุมากขึ้นการผลิตไข่ได้น้อยลง  รังไข่มีคุณภาพที่ลดลง โอกาสตั้งครรภ์ลดลง อายุมากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โอกาสแท้งเพิ่มขึ้น  ครรภ์เป็นพิษเพิ่มขึ้น   ซึ่งการตั้งครรภ์อายุมากต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากการตั้งครรภ์อายุมากแล้ว ยุคนี้นิยมการท้องลูกแฝดซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย  แต่หลายคนตัดภาพไปตอนจบว่าลูกออกมาน่ารัก  แต่ข้อเสียการตั้งท้องแฝดอาจจะมีการคลอดก่อนกำหนด เด็กมีปัญหาตัวเล็ก   หากมีภาวะผิดปกติต้องอยู่ในความดูแลของหมอนานกว่าปกติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น แต่บางคนคิดว่าเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น เราต้องดูว่าการท้องแฝดมีโรคแทรกซ้อนในระยะยาวหรือไม่ ระบบการหายใจ  การมองเห็นปกติหรือไม่  ซึ่งหมอจะให้คำแนะนำกับคนไข้การอยากมีลูกแฝด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นสิทธิของคนไข้ในการตัดสินใจ

“การที่คนไข้เข้ามาหาหมอเราต้องตีโจทย์ความต้องการของคนไข้ บอกข้อมูลความเป็นจริง  อย่ามองว่าเป็นปัญหา  เข้าใจหัวอกของความเป็นพ่อเป็นแม่ เราจะบอกคนไข้ตลอดว่าขอให้เด็กออกมาแข็งแรงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

 

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/NTf7r

Related post