Digiqole ad

“รพ.มะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ” ร่วมจัดงาน รณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม “World Breast Cancer Awareness Month”

 “รพ.มะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ” ร่วมจัดงาน รณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม “World Breast Cancer Awareness Month”
Social sharing
Digiqole ad

เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม World Breast Cancer Awareness Month ที่ทั้งโลกรวมถึงประเทศไทยร่วมรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม ที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปอดอีกด้วย

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ กล่าวถึงที่มาของการจัดงานครั้งนี้ว่า กว่า 10 ปีที่โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ โรงพยาบาลที่ให้การรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง โดยใช้แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ที่ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบครบทุกมิติ (Total Cancer Care) ตั้งแต่ ป้องกัน วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟู ด้วยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญแบบสหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary team) เนื่องในเดือนแห่งการรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งสถิติของผู้ป่วยที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี ทางโรงพยาบาลขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ สร้างแรงกระตุ้นให้บุคคลในครอบครัวใส่ใจในสุขภาพ ช่วยป้องกันให้ผู้หญิงไทยห่างไกลมะเร็งเต้านม หมั่นตรวจเช็กสุขภาพเต้านมของตัวเอง และเชิญชวนให้ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เข้ารับการตรวจคัดกรอง โดยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ เพราะหากตรวจพบในระยะแรก ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาอย่างทันท่วงที

นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่สามารถพบได้มากที่สุดในผู้หญิง เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม โดยมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบและได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น วิธีที่จะช่วยให้พบเซลล์มะเร็งได้เร็วคือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ (digital mammogram and ultrasound) ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร โดยปกติจะใช้เวลาตรวจ 5-10 นาที โดยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดและความคมชัดสูง ช่วยแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนเมื่อพบบริเวณที่มีก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาความผิดปกติของเต้านม

การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมในปัจจุบันที่เป็นวิธีมาตรฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยสองส่วนคือการผ่าตัดเต้านมและการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ การผ่าตัดเต้านมมีสองแบบคือ 1) การผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า (Total mastectomy) ซึ่งอาจผ่าตัดร่วมกับการเสริมสร้างเต้านม (Breast reconstruction) โดยใช้เนื้อเยื่อของตนเองหรือ ถุงซิลิโคน 2) การผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็งหรือการผ่าตัดแบบสงวนเต้า (Breast conserving surgery) ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการฉายรังสีรักษา แต่ถ้าเลือกผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดมักไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี สำหรับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ จะทำการฉีดสีเพื่อตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล (Sentinel lymph node) แต่ถ้าพบว่ามีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้วจำเป็นต้องได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด (Axillary dissection)

โดยทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้นคือ ตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป (มะเร็งระยะแพร่กระจาย) ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ โดยปัจจุบัน รพ.มะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ได้มีการรักษาด้วยเครื่องมือ PlasmaBlade ซึ่งเป็นเครื่องจี้ที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ จะช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง และยังช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังการผ่าตัดได้ ที่สำคัญคือยังรักษาทั้งหัวนมและเต้านมไว้ได้ หลังการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมจำเป็นที่จะต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น เคมีบำบัด (Chemotherapy) การฉายแสง (Radiation) เป็นต้น

ผศ.พญ.ศศิธร สุจริตธนะการ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม ศีรษะ และลำคอ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอาจจะต้องพบเจอตลอดชีวิตคือ ภาวะแขนบวมหลังการรักษามะเร็งเต้านม (Lymphedema and Breast Cancer) เป็นอาการแขนบวมที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดหรือรังสีรักษา อาจเกิดขึ้นทันทีหรือหลังการรักษาไปแล้วหลายปี โดยเกิดขึ้นกับแขนข้างเดียวกับที่เป็นมะเร็งเต้านม เกิดได้ตั้งแต่นิ้วมือไปจนถึงต้นแขน หากมีอาการบวมน้อยจะยังใช้แขนได้ปกติแต่ถ้ามีอาการบวมมากอาจจะใช้แขนไม่ได้ตามปกติ ทั้งนี้เป็นผลจาก 1) ได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกเพื่อรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกในปริมาณมาก แขนจะมีโอกาสบวมเพิ่มขึ้น ซึ่งการผ่าตัดจะมาหรือน้อยขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งที่ตรวจพบ และหากเนื้อเยื่อบริเวณที่ผ่าตัดเกิดพังผืดอาจส่งผลให้ท่อน้ำเหลืองเกิดพังผืด จนทำให้ทางเดินน้ำเหลืองอุดตันส่งผลให้เกิดภาวะแขนบวมได้ 2) การฉายรังสีรักษาบริเวณรักแร้และ/หรือเต้านม อาจทำให้เกิดพังผืดที่บริเวณรักแร้และทำให้เกิดผังพืดที่ท่อน้ำเหลือง ส่งผลให้เกิดการอุดตันจนแขนบวมได้ ถ้าผู้ป่วยผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้และฉายรังสีด้วย โอกาสแขนบวมก็จะยิ่งมากขึ้น 3) แขนติดเชื้อ หลังการรักษาด้วยการผ่าตัดและรังสีรักษาอาจทำให้เกิดการคั่งของน้ำเหลือง ส่งผลให้แขนมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อติดเชื้อและรักษาหายพังผืดในเนื้อเยื่อแขนจะเพิ่มขึ้น ทางเดินน้ำเหลืองจะอุดตันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แขนบวมมากขึ้นและติดเชื้อง่ายขึ้น เป็นอาการเรื้อรัง เป็นแล้วหายหลายรอบตามมา 4) โรคมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ ทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายอุดตันทางเดินน้ำเหลืองของแขน ส่งผลให้แขนบวม อาการของภาวะแขนบวมที่สังเกตได้ง่าย คือจะมีอาการแขนบวม ปวด ชา อ่อนแรง แขนติด เคลื่อนไหวไม่เป็นปกติ ผิวหนังหนาไม่เรียบ ใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแล้วรู้สึกคับไม่สบายตัว

การตรวจวินิจฉัยภาวะแขนบวมแพทย์จะประเมินหลังจากการผ่าตัดผ่านไปแล้วประมาณ 6 เดือน เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไข้เกิดอาการมากที่สุด ซึ่งจะประเมินได้จากภาพถ่ายเปรียบเทียบแขนทั้ง2ข้าง การวัดเส้นรอบวงแขนเหนือศอก การวัดปริมาตรแขน รวมถึงการตรวจอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น Lymphoscintigraphy, MRI, CT Scan เป็นต้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ขั้นตอนการรักษาจะเริ่มด้วยการ 1) ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการบวม ต้องระวังอย่าให้เกิดแผลที่แขนหรือติดเชื้อ ถ้าแผลเล็กต้องเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งก่อนทายา ถ้าแผลใหญ่หรือแผลลึกต้องรีบพบแพทย์ทันที ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ไม่เจาะเลือด ฉีดยา ฉีดวัคซีนแขนด้านที่ผ่าตัด ใส่ถุงมือยางเมื่อทำงานบ้าน ไม่ควรบีบรัดแขนแน่น ไม่ใส่เสื้อขนาดเล็กเกินไปหรือเครื่องประดับที่รัดแขนข้างที่ผ่าตัด ละเว้นการยกของหนัก ไม่ออกกำลังที่ต้องใช้กำลังแขนหรือใช้แขนตลอดเวลา ระวังการอาบน้ำร้อนเกินไปหรืออบตัวด้วยความร้อนมากเกินไป หากนั่งนิ่งเป็นเวลานานควรยกแขนสูงกว่าระดับหัวใจ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเพราะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แขนบวมได้ หมั่นสังเกตแขนด้านที่ผ่าตัด หากบวมหรือผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ทันที ในคนที่มีภาวะแขนบวมแล้วการนวดแขนไล่น้ำเหลือง ใส่ปลอกแขนรัดไล่น้ำเหลือง ใช้เลเซอร์กระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและน้ำเหลืองจะช่วยให้อาการบวมลดลงได้ 2) การผ่าตัด ด้วยผ่าตัดเชื่อมท่อน้ำเหลืองกับเส้นเลือดดำ เพื่อให้น้ำเหลืองไหลกลับได้ดี การผ่าตัดปลูกถ่ายต่อมน้ำเหลืองอาจพิจารณาในคนไข้ที่มีอาการมาก การผ่าตัดเนื้อส่วนเกินและ/หรือดูดไขมันออกช่วยลดปริมาตรของแขนที่บวมในคนไข้ที่มีอาการมากแล้วอาจพิจารณาในคนไข้บางราย หากคนไข้ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง อาจทำให้เกิดภาวะแขนบวมทั้งสองข้างได้เช่นกัน วิธีการดูแลรักษาจะเป็นวิธีเดียวกันกับแขนบวมข้างเดียว แต่ในเวลาที่ต้องใช้งานแขนควรเลือกแขนข้างที่บวมน้อยกว่า

ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยใส่ใจในสุขภาพหมั่นตรวจเช็กเต้านมของตัวเอง เพราะมะเร็งเต้านมเมื่อตรวจพบในระยะแรก ๆ จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายได้ แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะป้องกันได้ โดยการลดปัจจัยเสี่ยง แต่เราสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ควรตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองทุกเดือน ตั้งแต่อายุ 20 ปีควรให้แพทย์ตรวจทุก 3-5 ปี และสำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ทุกปี และหากมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะทำให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และสามารถลดการสูญเสียเต้านมไปได้อีกด้วย

Facebook Comments

Related post