Digiqole ad

“พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์” เปิดตัวระบบรักษาความปลอดภัยรุ่นถัดไปในงาน Ignite 21

 “พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์” เปิดตัวระบบรักษาความปลอดภัยรุ่นถัดไปในงาน Ignite 21

งานประชุม Ignite 21 มีผู้เข้าร่วมงาน 26,000 คนจากทั่วโลก โดยครั้งนี้พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ได้เปิดตัวนวัตกรรมอันล้ำหน้าและแถลงความร่วมมือทั้งในด้านระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ และการปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัย

ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย: 22 พฤศจิกายน 2564 – พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (NASDAQ: PANW) เปิดตัวนวัตกรรมด้านความปลอดภัยเป็นครั้งแรกของวงการ ที่จะช่วยองค์กรในการปกป้องช่องโหว่ (attack surface) ด้านความปลอดภัยซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ผู้ชม 26,000 คน ที่เข้าร่วมประชุมภายในงาน Ignite ’21 ได้มีโอกาสพบกับการเปิดตัวโซลูชันที่มาพร้อมนวัตกรรมอันล้ำหน้าจากพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ซึ่งประกอบด้วย Prisma® Cloud 3.0 แพลตฟอร์มแบบครบวงจรตัวแรกที่พร้อมปกป้องแอปพลิเคชันอย่างเต็มรูปแบบ และโซลูชัน CASB (Cloud Access Security Broker) รุ่นใหม่ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้กับการใช้งานซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (SaaS) ในยุคที่องค์กรต่างๆ มีการใช้งาน SaaS มากขึ้นภายใต้การทำงานในรูปแบบไฮบริด  นอกจากนี้พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ยังได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจภายใต้โครงการ Cortex® eXtended Managed Detection and Response (XMDR) Partner Specialization เพื่อให้บริการโซลูชัน Cortex XDR 3.0 ในรูปแบบการให้บริการผ่านพันธมิตรมากกว่า 15 ราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า

Advertisement

Lee Klarich ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “บริษัทจำนวนมากได้ก้าวเข้าสู่ยุคการทำงานแบบไฮบริดและมีการใช้ระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นรูปแบบการทำงานจึงเปลี่ยนไป แอปประเภท SaaS ที่ช่วยในเรื่องการทำงานร่วมกันได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุประสิทธิภาพของการทำงานแบบไฮบริด หากแต่ระบบรักษาความปลอดภัยของ SaaS ยังไม่ดีพอ ดังนั้นภายใต้การเปิดตัว CASB รุ่นใหม่ เราจึงถือเป็นรายแรกที่ตระหนักและใส่ใจต่อเรื่องดังกล่าว และมาพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันจำนวนมากขึ้นบนคลาวด์ ดังนั้น Prisma Cloud 3.0 จึงพร้อมช่วยปกป้องแอปพลิเคชันบนคลาวด์ได้อย่างครบวงจร กล่าวได้ว่า Prisma Cloud ช่วยยกระดับความก้าวหน้าของวงการสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งสำคัญในด้านการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ได้อย่างแท้จริง

งานประชุม Ignite ’21 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ประกาศเปิดตัวโซลูชันที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

Prisma Cloud 3.0: แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่มอบความปลอดภัยแก่แอปพลิเคชันได้อย่างครบวงจร
Prisma Cloud 3.0 เป็นแพลตฟอร์มรายแรกเพียงหนึ่งเดียวในวงการที่มอบความปลอดภัยแก่ลูกค้าได้อย่างมั่นใจ โดยช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ทั้งหมดขององค์กรด้วยการลดความเสี่ยงในช่วงรันไทม์ ปัจจุบันมีฐานลูกค้าในกลุ่ม Fortune 100 มากถึง 77% ซึ่ง Cloud Native Application Protection Platform (CNAPP) ที่สมบูรณ์แบบช่วยมอบการรักษาความปลอดภัยผ่านโค้ดบนคลาวด์ซึ่งสามารถฝังปราการป้องกันที่สำคัญไว้ในกระบวนการพัฒนา มอบระบบรักษาความปลอดภัยแบบไม่มีตัวกลาง (Agentless) เพื่อเสริมการปกป้องระบบแบบใช้ตัวกลางที่มีอยู่เดิม และยังมอบ Cloud Infrastructure Entitlement Management (CIEM) ให้กับ Microsoft Azure ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

CASB รุ่นใหม่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องการใช้งาน SaaS ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างปลอดภัย
พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ยังได้เปิดเผยในวันเดียวกันว่า CASB รุ่นใหม่ช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยสำหรับซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (SaaS) ให้ตอบโจทย์สถานที่ทำงานไฮบริดในปัจจุบัน โดยได้พัฒนาขึ้นเพื่อปกป้องแอปพลิเคชันบนคลาวด์ โดยเฉพาะกับเครื่องมือเพื่อการทำงานร่วมกันยุคใหม่ ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยบน SaaS รุ่นเก่าไม่สามารถปกป้องได้ ทั้งนี้ CASB รุ่นใหม่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ SaaS มาใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยสามารถปกป้องแอปพลิเคชันใหม่ได้โดยอัตโนมัติ พร้อมปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหวได้อย่างแม่นยำในแบบเรียลไทม์ และช่วยป้องกันภัยคุกคามทั้งที่ระบบรู้จักและไม่รู้จักโดยใช้คุณสมบัติการตรวจจับและการป้องกันภัยคุกคามที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

WildFire ระบบวิเคราะห์มัลแวร์อันล้ำหน้า: พร้อมให้บริการในแบบ API แยกเฉพาะ เพื่อรับมือกับยุคดิจิทัลในมิติใหม่
พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ยังประกาศเปิดให้บริการ WildFire® ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ภัยคุกคามบนคลาวด์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์แยกเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยขององค์กรที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทางออนไลน์ในรูปแบบใหม่ โดยถือเป็นหนึ่งในโซลูชันการวิเคราะห์มัลแวร์อันสุดล้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และทำงานผ่านระบบอัจฉริยะบนเครื่องของลูกค้ากว่า 80,000 ราย ซึ่งการเปิดให้บริการรูปแบบใหม่ดังกล่าวจะทำให้องค์กรจำนวนมากสามารถผสาน WildFire เพื่อนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การปกป้องพอร์ทัลออนไลน์ (online portal) ที่ลูกค้ามีการติดต่อเป็นจำนวนมากกับธุรกิจและภาครัฐ และยังช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้ากลายเป็นต้นตอการเผยแพร่มัลแวร์ ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

โครงการ eXtended Managed Detection and Response (XMDR) Specialization ช่วยมอบ Cortex XDR สู่ฐานลูกค้าที่มากขึ้น
โครงการ Cortex SMDR Specialization ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ความต้องการ Cortex XDR 3.0 ซึ่งเป็นโซลูชันที่ครอบคลุมด้านการตรวจจับและการรับมือกับภัยคุกคามของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ทำให้พันธมิตร MSSP สามารถผสาน Cortex XDR เข้ากับข้อเสนอการให้บริการพ่วงการจัดการของแต่ละบริษัท เพื่อช่วยให้การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยของลูกค้าเป็นไปอย่างกระชับและสามารถบรรเทาภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีองค์กรมากกว่า 15 แห่ง ที่ได้รับสถานะ Cortex XMDR Specialization ซึ่งรวมถึง PwC, Orange Cyberdefense, CRITICALSTART และ Trustwave โดยได้มีการผสานรวมเรื่องใบรับรองและการฝึกอบรมเอาไว้ภายใต้สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ของ Cortex XDR 3.0  ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

Unit 42 ทุ่มกำลังด้าน Cloud Incident Response
จากการเพิ่มขึ้นของกรณีปัญหาด้านคลาวด์กว่า 188% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น Unit 42 จึงได้ประกาศทุ่มกำลังด้าน Cloud Incident Response หรือการรับมืออุบัติการณ์ด้านคลาวด์ เพื่อมอบแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการกับอุบัติการณ์ด้านคลาวด์ในทุกระดับ ทำให้สามารถกอบกู้สถานการณ์แก่องค์กรที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยทีมงานผู้ชำนาญด้านการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัลบนคลาวด์และการรับมืออุบัติการณ์ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยบนคลาวด์อันล้ำหน้า เช่น Cortex XDR, Cortex Xpanse, Prisma Cloud และวิธีการ DFIR แบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับอุบัติการณ์ด้านคลาวด์ที่มีลักษณะแบบไดนามิก ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถระบุปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งต้นทางการโจมตี ขอบเขตการเข้าถึง และข้อมูลที่ได้รับความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยมอบคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขและเสริมการควบคุมระบบ เพื่อให้อุบัติการณ์ดังกล่าวอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

เกี่ยวกับงานประชุมระดับโลก Ignite ’21 ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์
ผู้ลงทะเบียนราว 26,000 คน จากมากกว่า 100 ประเทศ ได้มารวมตัวกันในงาน Ignite ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2021 ประกอบด้วยการประชุม Global Ignite ’21, Partner Summit และ Public Sector Ignite ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ignite ’21 และประกาศของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ได้ที่ paloaltonetworks.com

เกี่ยวกับพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์
พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ กำลังขับเคลื่อนอนาคตที่เน้นระบบคลาวด์ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนและองค์กร พันธกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับลูกค้าเพื่อปกป้องวิถีชีวิตดิจิทัล ช่วยจัดการกับความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนวัตกรรมที่มีความทันสมัยที่สุดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ ระบบอัตโนมัติ และการประสานงาน ด้วยการนำเสนอแพลตฟอร์มแบบองค์รวมและส่งเสริมระบบนิเวศของคู่ค้าที่กำลังเติบโต พาลา อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปรียบเสมือนแนวหน้าให้กับองค์กรหลายหมื่นแห่งในการปกป้องระบบคลาวด์ เครือข่าย และอุปกรณ์เคลื่อนที่ วิสัยทัศน์ของเราก็คือการเพิ่มความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.paloaltonetworks.com

Palo Alto Networks, Cortex, Prisma, Unit 42, WildFire และโลโก้ Palo Alto Networks เป็นเครื่องหมายการค้าของ Palo Alto Networks, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและในขอบเขตอำนาจศาลแห่งอื่นๆ ทั่วโลก สำหรับเครื่องหมายการค้า ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายบริการอื่นใดทั้งหมดที่ใช้หรือกล่าวถึง ณ ที่นี้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรายการดังกล่าว

แถลงการณ์เชิงคาดการณ์อนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีเนื้อหาในลักษณะแถลงการณ์เชิงคาดการณ์อนาคตซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน อันรวมถึงเรื่องการเปิดตัวและพัฒนาการของผลิตภัณฑ์ การนำเสนอบริการ และประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ ดังนั้นจึงไม่สามารถรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคตและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง อีกทั้งการพัฒนาและการตัดสินใจทางธุรกิจอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ในแถลงการณ์ดังกล่าว โดยได้มีการระบุความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เป็นสาระสำคัญซึ่งอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานของเราเอาไว้ในแบบฟอร์ม 10-K และเอกสารอื่นๆ ตามที่ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา  ทั้งนี้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์อนาคตทั้งหมดที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีพื้นฐานจากข้อมูลของเรา ณ วันที่ประกาศ และไม่ถือเป็นข้อผูกพันในการปรับปรุงแถลงการณ์เชิงคาดการณ์อนาคตให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือสถานการณ์ที่ปรากฏหลังจากวันที่ได้ประกาศเสร็จสิ้นแล้ว

Advertisement
Facebook Comments

Related post