Digiqole ad

พัทธนันท์ ธงทอง บนทางเดินเขาวงกต สู่ชีวิตอิสระเชฟไฟน์ไดนิ่ง

 พัทธนันท์ ธงทอง บนทางเดินเขาวงกต สู่ชีวิตอิสระเชฟไฟน์ไดนิ่ง

“การเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด การเลือกวิธีการปรุงอาหารที่เหมาะสม และมีความประณีตสอดรับกับวัตถุดิบ และ การนำเสนอมุมมองในองค์ประกอบของอาหารแต่ละจาน ที่ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ยังต้องรับประทานได้อร่อยด้วย” เป็นอีกนิยามของคำว่า Fine Dining ที่เชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง แห่งร้าน MAZE Dining ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ แต่รู้หรือไม่ว่า กว่าจะก้าวมาเป็นเชฟระดับแถวหน้าของเมืองไทยได้นั้น เธอคนนี้ ต้องเดินฝ่าอุปสรรคในเขาวงกต มาแล้วไม่รู้เท่าไร

Advertisement

ภาพความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตั้งแต่ชื่อเสียง และการได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี อาจทำให้หลายคนมองว่า เป็นเรื่องง่ายๆ ทว่า สำหรับเชฟเมย์ กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ชีวิตชองการก้าวมาเป็นเชฟ ไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่หลายคนคิด “จุดเริ่มต้นของเราจริงๆ ก็คงมาจาก ความรู้สึกที่อยากหาอะไรทำแล้วมีความสุขทุกวัน เพราะก่อนหน้านี้เราต้องตื่นขึ้นมาทำงานอย่างไม่มีความสุข พูดง่ายๆ ว่า ในวันที่เราตัดสินใจมาทำอาชีพนี้ ก็ถามตัวเองว่า อะไรที่เราจะทำและอยู่ได้จนวันตาย เราใช้คำนี้เลยนะ”

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่เชฟเมย์จะตัดสินใจ เดินเข้าสู่เส้นทางการเป็นเชฟ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่เรื่องการทำงาน ไปจนถึงครอบครัว “ตอนตัดสินใจลาออกจากงาน และอยากเดินตามความฝัน ก็มีปัญหากับที่บ้านเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไปอยู่อเมริกาถึง 3 ปี ทั้งเรียนและทำงานไปด้วย “อยากจะบอกว่าการทำอาหารของเมย์ เริ่มต้นจากการสอนตัวเองทั้งนั้น เรียนจากหนังสือ Cook Book ที่สอนเทคนิคการทำอาหาร รวมถึงการดูทีวีรายการแข่งขันทำอาหาร พอกลับมาเมืองไทย ก็ไปฝึกงานและทำงานอยู่ที่โรงแรมประมาณ 2 ปีกว่า ก็รู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่เราฝัน เพราะเมย์มองว่า การทำอาหารด้วยศิลปะ และการทำอาหารเพื่อความจำเป็น นั้นแตกต่างกัน”

ร้านอาหารเล็กๆ ที่ให้บริการเคเทอริ่ง จึงกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการส่งตัวเองเข้าแข่งขัน “การแข่งขันทำอาหารของเมย์คือการวัดผลว่าความสามารถของตัวเองอยู่ระดับไหน และยิ่งไปแข่งระดับโปรเฟสชั่นนัล ก็จะทำให้เราได้รับการรับรองโดยสมาคมเชฟ โลกด้วย ซึ่งก็เป็นเหมือนการสอบเลื่อนขั้นความเป็นเชฟของเรา” ซึ่งก็เรียกว่า มีทั้งชนะบ้าง ไม่สมหวังบ้าง แต่นั่นก็ทำให้เชฟเมย์ได้รับการพัฒนาฝีมืออย่างไม่เคยหยุดนิ่ง “รางวัลสูงสุดที่ได้รับในประเทศ คือ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จญพระเทพฯ ปี 2014 ซึ่งเราทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมและผู้จัดการทีมด้วย พาทีมชาติไทยในนามจังหวัดเชียงใหม่ ชนะ 16 ทีมทั่วเอเชีย ถือเป็นรางวัลสูงสุดในประเทศ และภูมิใจอย่างมาก ส่วนระดับโลก ได้เหรียญเงิน จากเวิลด์คลับ”

 

ความพยายามทั้งหมด ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “MAZE Dining” ร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง ถือกำเนิด “ร้านนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เมย์ ไปร่วมแข่งขันรายการ ท้อปเชฟไทยแลนด์ แล้วได้รางวัลรองชนะเลิศ ซึ่งหลังจากนั้น ก็มีผู้ชายคนหนึ่งติดต่อมาหาเมย์ที่เชียงใหม่ โดยที่เขาไม่ได้บอกอะไรเราเลย แค่บอกว่าอยากให้เราทำอาหารให้เขากิน เป็นอาหารแบบไทยฟิวชั่น ไม่มีเนื้อวัว ซึ่งจำได้ว่าวันนั้นเราทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบสักอย่าง เช่น เขาไม่กินเต้าหู้ เราก็ทำเต้าหู้ เขาไม่ชอบกินสมุนไพร เราก็ใส่สมุนไพรแบบจัดเต็ม” แต่นั่นก็เรียกว่า เป็นจุดเปลี่ยนของเชฟเมย์

 

“หลังจากที่เขากินอาหารแล้ว เขาก็ขอพูดคุยกับเมย์ โดยการแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารจีนในกรุงเทพฯ และอยากจะเชิญเราไปเปิดร้านอาหารที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน แต่ตอนนั้น เมย์เองก็มีคอนแท็ค กับบริษัทยักษ์ใหญ่หนึ่งอยู่ เมย์ก็เลยขอมาดูสถานที่ก่อน พอมาเห็นสถานที่แล้วทราบประวัติของบ้านที่จะเปิดร้าน ว่าเป็นบ้านที่ คุณจรัล มโนเพ็ชร เคยอยู่ ก็ยิ่งรู้สึกชอบ และตัดสินใจเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกัน และเปิดร้าน MAZE Dining ในที่สุด”

รู้เรื่องราวกว่าจะมาเป็นร้าน MAZE Dining พอสมควร แล้วก็ต้องไม่พลาดชิมอาหารจากฝีมือของเชฟ ที่มีรางวัลระดับประเทศ และระดับโลกการันตี กันเสียหน่อย ซึ่งครั้งนี้ เชฟเมย์จัดเต็มด้วยการเสิร์ฟเมนู Set Lunch ในสไตล์ของเชฟเมย์ ที่ผสานเทคนิคการทำอาหาร ที่ใส่ความละมุนละไมของความเป็นชาวเหนือ เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย คือ “สลัดกุ้งย่างลายเสือ” ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด “สไปซี่มายองเนส” ผสานความเป็นไทยรสชาติคล้ายน้ำยำ ขณะที่กุ้งลายเสือ ก็ส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่ปราศจากการดองน้ำเกลือ แพ็กมาสดๆ ใหม่ๆ ส่งตรงถึงร้านกันเลยทีเดียว

จากนั้น ตามมาด้วย “ซุปเห็ดทรัฟเฟิล” ที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังกรอบรูปเห็ด เรียกว่า เป็นอีกเทคนิค “ไฟน์พรีเซนเทชั่น” ที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการรับประทานซุปชามนี้ และเมนูที่ขาดดไม่ได้เลยคือ “ข้าวซอยไก่” หรือ “ข้าวซอยเนื้อ” ที่ถูกการันตีว่า อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะน้ำซุปของแกงข้าวซอย ได้จากการเคี่ยวเนื้อไก่ หรือ เนื้อวัว จนได้ที่ ก่อนใส่วัตถุดิบทุกอย่างส่งตรงมาจากเชียงใหม่ ทำให้น้ำแกงชามนี้กลมกล่อมและหอมหวน เช่นเดียวกับเส้นไข่ที่นุ่มหนึบและเนื้อไก่นุ่มละมุน

 

ปิดท้ายด้วย “ไอศกรีมลำไย” ที่เสิร์ฟมาบนซอสลูกตาลเคี่ยวจนเป็นสีน้ำตาลทอง รสชาติบอกได้คำเดียวว่า “อร่อยจริงจัง” จนต้องร้องขอเพิ่มอีกหนึ่งจาน เพราะเชฟใช้เนื้อลำไยสดปั่นจนละเอียดเนียนเข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกับไอศกรีม..บอกเลยว่า เป็นอีกหนึ่งอาหารไฟน์ไดนิ่ง ที่ทำให้รู้สึกประทับใจจนอยากกลับมาที่ร้าน MAZE Dining อีกครั้ง เพราะไม่ได้มีแต่เมนูไฟน์ไดนิ่งที่ว่านี้เท่านั้น แต่ยังมีอาหารอีกหลากหลายเมนู ที่เชฟเมย์ จะรังสรรค์ให้เข้ากับฤดูกาลที่เรียกว่า Seasonal Testing Menu ที่จะเปลี่ยนทุก ๆ 4 เดือน รวมถึง ยังมีเมนูคอร์สพิเศษที่เรียกว่า Flavor of The North ให้อร่อยอีกด้วย

ร้านอาหาร MAZE Dining ตั้งอยู่บนถนน เศรษฐศิริ แขวงสามเสน เขตพญาไทย กรุงเทพฯ 10400 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. สามารถสำรองโต๊ะล่วงหน้า (อย่างน้อย 1-2 วัน) ได้ที่ 061-549-9500 หรือที่ Line ID: @mazedining หรือจะเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมของทางร้านได้ที่ www.facebook.com/mazedining

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/5UkoN

Related post