Digiqole ad

“พลูคาว” สมุนไพรแห่งการฟื้นรายได้ให้เกษตรกรไทย

 “พลูคาว” สมุนไพรแห่งการฟื้นรายได้ให้เกษตรกรไทย
Social sharing

Digiqole ad

ดร.รัฐวิชญ์ สิริอมรสิทธิ์ กับแนวคิด “พลูคาว” สมุนไพรแห่งแรงบันดาลใจ สู่การฟื้นรายได้ให้เกษตรกร

…รายได้ของการปลูกพลูคาว อาจเรียกได้ว่า ดีกว่าข้าว ซึ่งข้าวสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง แต่สำหรับพลูคาว สามารถปลูกได้ 3-4 ครั้งต่อปี ขณะที่ราคาเก็บเกี่ยวก็ดีกว่าข้าว ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเหมือนข้าว…

หลายคนอาจจะรู้จักสมุนไพร “พลูคาว” หรือ “ผักคาวตอง” ผักพื้นบ้านของไทย กันมาบ้างแล้วว่า มีสรรพคุณมากประโยชน์ต่อร่างกาย และมีสารในกลุ่ม flavonoid glycosides ที่มาช่วยต้านทาน และยับยั้งเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่ว่า “พลูคาว” ยังเป็นพืชสมุนไพรความหวังใหม่ ของเกษตรกร ที่จะทำให้มีรายได้มากพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว

แรงผลักดันเริ่มแรก ก่อนเป็น “พาว”

ดร.รัฐวิชญ์ สิริอมรสิทธิ์ หรือ ดร.แจ็ค กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาว มิราเคิล จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้ามาทำธุรกิจสมุนไพรพลูคาว อย่างทุกวันนี้ว่า “ก่อนจะมาเป็นชื่อ พาว (POW) เดิมชื่อ ซุยยากุ เอสเซนส์ โดยมีมาตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งก็ 9 ปีมาแล้ว ซึ่งจุดเริ่มจริงๆ เกิดขึ้นเมื่อตอนปี 2000 ผมไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดการระบาดของไวรัสซาร์ส ที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อทางลมหายใจ และไม่มีทางรักษาด้วย ในข่าวทางสถานีโทรทัศน์ของไต้หวัน ยังรายงานด้วยว่า มีคนป่วยหลายร้อยคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตหลักสิบ และไม่รู้เกิดจากอะไร รู้แต่เพียงว่า เป็นโรคที่มาจากเชื้อไวรัสเท่านั้น”

ถึงแม้ในรายงานข่าว จะระบุว่า เชื้อโรคดังกล่าว ยังไม่มียารักษา แต่หากภูมิคุ้มกันร่างกายดี โอกาสรอดจากเชื้อโรคดังกล่าวก็มีสูง ซึ่งนั่น ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ ดร.แจ็ค มองว่า หากมีการพัฒนาสมุนไพรที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ ก็น่าจะเพิ่มทางรอดจากการติดเชื้อไวรัสที่ว่านี้ได้ “คำว่า ภูมิคุ้มกัน เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เรารู้สึกว่า ต้องมีอะไรสักอย่างในการต่อต้านไวรัสที่บุกเข้ามาในตัวของคน เช่นเดียวกับ สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิด โควิด-19 หากใครมีภูมิคุ้มกันดี ก็มีโอกาสรอดสูงเหมือนกัน ด้วยแนวคิดนี้ ผมก็ได้ไปคุยกับนักวิจัย ว่า เรามียาอะไรบ้างที่สร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้คนท้องถิ่นมีรายได้ ขณะที่ต่างประเทศมีแต่ยา ที่ฉีดบรรเทาอาการเท่านั้น”

เสริมภูมิคุ้มกัน

กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร ใบบัวบก และ พลูคาว เป็นสิ่งที่นักวิจัย ชี้ให้เห็นถึงสรรพคุณในการต้านเชื้อไวรัส “เรียกว่า เป็นจังหวะเดียวกับที่โรงงานของผมมี พลูคาว อยู่แล้ว ซึ่งอาจารย์เขาก็อธิบายให้ผมฟังถึงงานวิจัยเกี่ยวกับ พลูคาว จากจีน เกาหลี และ ญี่ปุ่น ที่พบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉียบพลันในปอด ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมานานมากในเชิงเภสัชวิทยา ขณะที่ผมเอง ก็มีงานวิจัย ที่พบว่า พลูคาว มีเควอซิทิน (Quercetin) ออกฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็งในปอดของมนุษย์ ซึ่งตอนนั้น ผมใช้งบประมาณลงทุนไปประมาณ 5 ล้านบาท ในการทำงานวิจัยเรื่องนี้ รวมถึงมีการทดสอบลงไปในระดับเซลล์” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่ม ที่ทำให้ ดร.แจ็ค ก้าวเข้ามาทำผลิตภัณฑ์ “พาว” อย่างทุกวันนี้”

อีกบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า เป็นจุดเริ่มของผลิตภัณฑ์ “พาว” ที่ลืมไม่ได้เลยคือ คุณแม่ ของดร.แจ็ค ที่เป็นผู้บุกเบิกในการทำสมุนไพร มานานกว่า 36 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย “ตอนนั้น คุณแม่เป็นคนที่อยู่กับสมุนไพรมาตลอด และคอยปรุงสมุนไพร ในแบบต่างๆ ที่มีรสชาติแบบที่คนชอบ และ คนไม่ชอบ แต่เราเน้นฤทธิ์ทางยา ที่กินไปแล้ว ไม่ทำให้ตับ และไตต้องพัง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า คุณแม่เป็นจุดเริ่มต้นก็ว่าได้”

นำ “สมุนไพรไทย” สู่เวทีโลก

ดร.แจ็ค เล่าด้วยว่า ในวันแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ เขาตั้งใจจะพาสมุนไพรไปให้รู้จักกันในระดับโลกตามแผน 5 ปี “เราพยายามทำให้คนรู้จักแบรนด์ให้เป็นที่แพร่หลาย และเปิดใจยอมรับ รวมถึงทำให้คนรู้จัก พลูคาวมากกว่าเดิม ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของเรา ใช้กระบวนการพิเศษในการทำให้รสชาติเป็นมิตรต่อผู้บริโภค ซึ่งก็ทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะมากินผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น ทำให้เมื่อปีที่แล้วเรามียอดขายเพิ่มมากขึ้น และปีนี้ เราก็คาดหวังว่า ยอดขายของเราจะเท่ากับปีที่แล้ว และมีการซื้อซ้ำ ซึ่งข้อดีของ พาว คือ ผู้บริโภคซื้อซ้ำเกินกว่า 50% ทำให้เราทำการตลาดแล้วรู้สึกหายเหนื่อย เพราะผลการตอบรับของตลาดที่ดีเกินคาด” กรรมการผู้จัดการกล่าว
การตลาด และการสร้างงานวิจัย

ในด้านการตลาด หลังจากที่มีการเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง โดยเฉพาะ ด้านของสื่อตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ดร.แจ็ค เล่าวว่า “เราได้พบช่องว่างหลายๆ ช่อง ที่เราสามารถพูดได้ ในฐานะที่เป็นโปรดักซ์ ขณะที่ดีกรี ของคนที่เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งเราก็ยังคงไว้ โดยเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เป็นพี่อั๋น-ภูวนาถ ที่เล่าเรื่องได้ดี ทำให้คนที่ เข้าใจภาษา วิชาการยาก ๆ ได้เข้าใจได้ง่าย และยังทำให้คนกลุ่มใหม่ ที่เราไม่เคยเจอ เข้ามาหาเรามากขึ้น”

“นอกจากนี้ เราก็กลับมาเน้นงานด้านวิชาการ และงานวิจัย ทั้ง พาว และ ซูการ์คิว โดยในส่วนของ พาว เราได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการลงทุนไป 25 ล้าน กับงานวิจัย 5 ฉบับ ส่วน ซูการ์คิว เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพายัพ ลงทุนไป 25 ล้าน กับงานวิจัย 4 ฉบับ ที่จะมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ดีกว่าเดิม 2-4 เท่า” ดร.แจ็ค บอกด้วยว่า วันนี้ ผลิตภัณฑ์ภายไต้แบรนด์ พาว มีอยู่ด้วยกัน 7-8 ผลิตภัณฑ์ อาทิ น้ำพลูคาว ซูการ์คิว พาวเดอร์ล่า (สมุนไพรแบบชง) อโรมา ออยล์ รวมถึง มีเม้าท์สเปรย์ กาแฟ โปรตีน เป็นต้น

“ผมตั้งใจจะทดลองในมนุษย์ ให้เห็นผลลัพธ์ในเชิง เภสัชวิทยา เพื่อให้รู้ว่าสามารถจัดการกับอาการอะไรได้บ้าง โดยเรามีจุดประสงค์ที่จะชวยลดการเสียชีวิตของคนไทย จากโรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) เพราะทุกปีจะมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ถึง 5 แสนคน ถ้าเราลดได้ 5 คน 10 คน 100 คน หรือ 1000 คน เราจะมีความสุขมาก นี่คือจุดมุ่งหมายของเราว่า พาวน้ำ จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของคนให้ได้ นอกจากนี้ เรายังมุ่งหวัง ที่จะทำให้พาว เป็นยาสามารถส่งออกนอกประเทศได้ เพื่อขยายตลาดออกไป เพราะการขยายตลาดออกไปได้เท่ากับเม็ดเงินทั้งหมดจะไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีกับเกษตรกรไทยต่อไป”

พลูคาว สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อพูดถึงเรื่องของผลดี ที่มีต่อเกษตรกร ดร.แจ็ค เล่าด้วยว่า พลูคาว ถือเป็นพืชธรรมชาติ และเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไทย หากมีการปลูกพลูคาว ก็ไมเพียงจะช่วยส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจชุมชน เท่านั้น แต่ยังทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น “รายได้ของการปลูกพลูคาว อาจเรียกได้ว่า ดีกว่าข้าว ซึ่งข้าวสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง แต่สำหรับพลูคาว สามารถปลูกได้ 3-4 ครั้งต่อปี ขณะที่ราคาเก็บเกี่ยวก็ดีกว่าข้าว ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเหมือนข้าว ขณะเดียวกัน ราคาของข้าว ยังขึ้นอยู่กับความชื้น แต่สำหรับพลูคาว เราเก็บใบสด แล้วทำให้แห้งตามกระบวนการ ก็สามารถเก็บไว้ได้หลายปี”

สำหรับเกษตรกร ที่มีความสนใจ อยากปลูกพลูคาว ดร.แจ็ค แนะนำว่า “โดยปกติประเทศไทย มีพลูคาวด้วยกัน 9 สายพันธุ์ แต่จะมีสายพันธุ์เด่นๆ อยู่ 3-4 สายพันธุ์ ซึ่งเราจะมอบสายพันธุ์เหล่านี้ ให้กับชาวบ้านที่เป็นคอนแท็กซ์ฟาร์มิ่ง เอาไปปลูฏ แล้วเราจะรับประกันราคารรับซื้อ ตลอดทั้งปี แต่ทั้งนี้ เกษตรกรเอง ก็ต้องควบคุมพื้นที่ปลูกให้กับเราโดยต้องไม่ใช้สารเคมีเลย เพราะหากเราพบว่า มีสารเคมีอยู่ในพลูคาวที่รับซื้อ เราจะตีตก และไม่รับซื้อเลย” ทั้งนี้ ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพลูคาว ของทางบริษัทฯ ส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน ที่มีภูมิอากาศค่อนข้างเย็น และมีความชื้นสัมผัสค่อรข้างมาก ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดร. แจ็คบอกด้วยว่า วันนี้ เรามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับเราแล้ว 20 คอนแท็กซ์

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ ดร.แจ็ค ยังบอกด้วยว่า ในเร็วๆ นี้ ทางบริษัท ยังมีแผนที่จะร่วมมือกับทางบริษัทของประเทศเกาหลี ในการร่วมกันพัฒนา พลูคาว ให้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ที่จะไม่เพียงจะช่วยทำให้ผู้หญิงสวยแล้ว ยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

Facebook Comments


Social sharing

Related post