“พรพล เอกอรรถพร “ ภารกิจSACICTสู่ Art & Crafts Hub ของอาเซียน

 “พรพล  เอกอรรถพร “ ภารกิจSACICTสู่ Art & Crafts Hub ของอาเซียน

ฉบับนี้ขอแหวกแนวออกจากภาคอสังหาริมทรัพย์บ้าง   แต่จะขอกล่าวถึงองค์กรหนึ่งที่สำคัญที่มีบทบาทเป็นตัวช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน  เพราะชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน  ชุมชนเข้มแข็งก็จะมีรายได้เพิ่ม  สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้  สามารถนำรายได้มาต่อยอดซื้อบ้านใหม่ ซ่อมสร้างบ้านใหม่ก็ได้  แถมใช้วัสดุก่อสร้างซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านได้อีกต่อหนึ่ง เช่นกัน   และที่สำคัญยังเป็นการให้ความสำคัญกับ”อัตลักษณ์ไทย” ให้อยู่คู่กับคนไทยไปได้นานๆ  ซึ่งก็คือ “ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ “ หรือ SACICT หรือ ศศป. ก็แล้วแต่จะเรียกขานกัน 

Advertisement

ก่อนหน้านี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกัน  แต่หน่วยงานนี้กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 18 หากเทียบกับคน ก็เป็นวัยรุ่นเต็มตัวแล้ว  นายพรพล   เอกอรรถพร “ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ  เล่าว่า ปี2564 ยิ่งจะต้องมีภารกิจที่ท้าทายมากขึ้น เพราะกระทรวงพาณิชย์  มีเป้าหมายเตรียมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางงานศิลปหัตถกรรมไทยแห่งอาเซียน  เพื่อทำให้งานศิลปหัตถกรรมเติบโต  ผ่านการติดอาวุธด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์  “นำคุณค่ามาเพิ่มมูลค่า”  

หวังใช้ภูมิปัญญาที่ต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม   มาช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน  ทำให้หัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ  ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรม  รองรับการขับเคลื่อนการค้าดิจิทัล ให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจหัตถศิลป์ของอาเซียนในอนาคต

สำหรับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบคือ  การส่งเสริม สนับสนุนผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นสัดส่วน 90%  ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์   การสร้างครูศิลป์ของแผ่นดิน  ครูช่างศิลปหัตถกรรม  สืบทอดภูมิปัญญาสู่ทายาทครู   เก็บข้อมูล รักษาอัตลักษณ์ ต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมและส่งเสริมด้านการตลาด  นอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีก  10%  คือการส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์โครงการศิลปาชีพ  นำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายยังจุดจำหน่ายต่างๆ  ซึ่งการทำตลาดนั้น 95%  จะจำหน่ายในประเทศและ จำหน่ายที่ตลาดต่างประเทศ 5%  

 

ก่อนหน้านี้สิ่งที่ SACICT  ดำเนินการไปในปี 2563  คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน  การผลิตวีดิทัศน์โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ  ทำสื่อเผยแพร่ข้อมูลของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพไปให้จังหวัดต่างๆ    การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานโครงการในพื้นที่จริง  เพื่อเรียนรู้และสัมผัสกับงานศิลปาชีพ   การนำเทคโนโลยีไปใช้กับการพัฒนา  การทำแผนส่งเสริมงานศิลปาชีพ ทั้งด้านการตลาด  การประชาสัมพันธ์  แผนนำเทคโนโลยีมาใช้ในโครงการศิลปาชีพ  แผนพัฒนาผลิตภัณฑ์  มีการส่งเสริมด้านการตลาดไม่ว่าจะเป็นงานศิลปาชีพทอใจ  ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระบารมี ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 71 ล้านบาท  งาน Crafts Bangkok 2020  ทำยอดขายถึง 67 ล้านบาท  ทั้งสามารถทำยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯเพิ่มขึ้น 100%  จาก 8  ล้านบาทเป็น 16 ล้านบาท เป็นต้น 

สำหรับปี 2564 นี้ SACICT พร้อมที่จะเดินหน้าสู่ความท้าทาย ภายใต้บริบท “คุณค่าความเป็นไทย” ไม่ว่าจะเป็นการสืบสาน  รักษา  คุณค่าแห่งงานศิลปหัตถกรรมไทย  การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยทั่วประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ  ยังคงมีการนำเทคโนโลยีมาเชื่อต่อการพัฒนา   มีการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาในงานศิลปหัตถกรรมไทย   พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและส่งเสริม สนับสนุนด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ  

สิ่งที่จะต้องดำเนินการประการแรกคือ  เพิ่มความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยการปรับความคิดและกระบวนการทำงานของผู้ทำงานศิลปหัตถกรรม   ควบคู่ไปกับการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน    เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น สีสัน ขนาด ลวดลาย และการใช้งานให้ตรงกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่  เพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการหัตถศิลป์ไทย ควบคู่ไปกับการเข้าไปดูแลและคุ้มครองด้านสิทธิประโยชน์      

การกำหนดและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทย  เพื่อการส่งออก รวมถึงการรับรองถิ่นกำเนิดของงานหัตถกรรมไทย การให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า   รวมไปถึงลดกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิดของเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญและตระหนักถึง

ทำให้ SACICT  เตรียมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยพัฒนาวงการศิลปหัตถกรรมไทย  โดยได้ผสานความร่วมมือจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ และยังเป็นเครื่องมือให้กับผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและมูลค่าให้สินค้า และมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยลดระยะเวลาในการทำงานลง เป็นการพลิกโฉมหัตถศิลป์ไทยไปสู่ SMART Crafts (หัตถศิลป์อัจฉริยะ)  

 

เหตุที่ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในทุกขั้นตอน  ตั้งแต่การปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบต้นทาง กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ ไปจนถึงปลายทางในการจัดจำหน่ายอย่างเป็นระบบ อันจะเอื้อให้ผู้ประกอบการงานคราฟต์ของไทยได้เปรียบในการแข่งขัน  สร้างให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น หนุนให้เกิด Ecosystem ด้านงานศิลปหัตถกรรมอย่างกว้างขวาง  เกิดเป็นมิติใหม่ของงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  เพื่อให้ชาวบ้าน ชุมชน คนทำงานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับสังคมไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม

สำหรับความร่วมมือกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย )จำกัด หรือเซ็นทรัลแล็ปไทยนี้คือจะเข้ามาช่วยเตรียมแผนยกระดับการตรวจสินค้าของผู้ประกอบการสมาชิก SACICT   เช่นส่งเสริมการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( Geographical  Indication )  ด้วยมาตรฐานสากล นำไปสู่การส่งเสริมโอกาสการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการสมาชิกทั่วประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทางพร้อมกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานการยกระดับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน  ด้วยการเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำถึงมาตรฐานการรับรองที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อกำหนดของประเทศปลายทาง  เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับนานาชาติ

ส่วนความร่วมมือของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติหรือนาโนเทค  จะเป็นในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน  พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์

สำหรับความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ที่หน่วยงานนี้มีภารกิจหลักคือการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมและการพัฒนาแรงงานในองค์กรที่มีศักยภาพ  รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในองค์กร  จึงเน้นด้านพัฒนา Design & Engineering  ให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในกลุ่มสิ่งทอเทคนิคและสิ่งทอคุณสมบัติพิเศษ ช่วยยกระดับผลิตภาพและศักยภาพในการแข่งขันและรวมเป็นเครือข่ายห่วงโซ่มูลค่า ตอบสนองตลาดในประเทศระดับภูมิภาค และระดับโลก

ที่ผ่านมา SACICT  ดำเนินการพัฒนาวงการศิลปหัตถกรรมไทยอย่างรอบด้าน  เน้นการเป็นเศรษฐกิจชุมชน  ที่มีผู้ผลิตและจำหน่ายหัตถศิลป์ไทยล้วนเป็นชาวบ้านและชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ  นำภูมิปัญญาและฝีมือเชิงช่างที่ได้รับการสืบทอด มาผลิตงานหัตถศิลป์ในแบบดั้งเดิม   ดังนั้นเพื่อให้วงการศิลปหัตถกรรมของไทยเกิดการพัฒนาให้เท่าทันกับการแข่งขันของโลกยุคใหม่   จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย  สร้างให้เป็นแรงงานอาชีพสร้างสรรค์   ที่มีคุณภาพ ยกระดับศักยภาพในหลากหลายมิติ  เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลางและคนในชุมชนมีส่วนร่วม

 ซึ่งไทยมีความโดดเด่นเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นชิ้นงาน  ที่มีเอกลักษณ์  นำคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมมาต่อยอดด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมีการนำจินตนาการ  นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามีความแปลกใหม่และโดดเด่น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันในระดับราคาที่เข้าถึงได้   ผ่านการสร้างกระแสความนิยมใช้งานศิลปหัตถกรรมในสังคมไทย  ช่วยกระตุ้นให้สังคมไทยรู้สึกภาคภูมิใจและเกิดการซื้อใช้  ให้คนไทยในทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วม     เป็นพลังสำคัญในการดำรงรักษาคุณค่าความเป็นไทยผ่านงานศิลปหัตถกรรมซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าของชาติให้คงอยู่ต่อไป   

เมื่อไทยเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันในทุกมิติแล้ว  ไทยมีโอกาสเป็นศูนย์รวมงานศิลปหัตถกรรมแห่งอาเซียน  (Art & Crafts Hub of ASEAN)  ทั้งในมิติของการสืบสานรักษาต่อยอดองค์ความรู้หัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทย  และในมิติของการเป็นศูนย์รวมการค้า   การลงทุนในงานศิลปหัตถกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นแหล่งรวมนักลงทุน แรงงานคุณภาพ ผู้ประกอบการและผู้ที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจด้านศิลปหัตถกรรม สร้างตลาดการซื้อ-ขาย ตั้งแต่วัตถุดิบและชิ้นงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ 

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/ACMae

Related post