Digiqole ad

ผลวิจัย กสทช ชี้ควบรวมทรู-ดีแทค กระทบเศรษฐกิจวงกว้าง GDP ประเทศถดถอยสูงสุด 3 แสนล้านบาท

 ผลวิจัย กสทช ชี้ควบรวมทรู-ดีแทค กระทบเศรษฐกิจวงกว้าง GDP ประเทศถดถอยสูงสุด 3 แสนล้านบาท

สรุปสาระสำคัญจากวงรับฟังความเห็นสาธารณะในวงจำกัด (Focus Group) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2565 ในรอบวิชาการนั้น มีตัวเลขที่น่าสนใจหลังจากที่กรรมการกสทช.โดยดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ด้านเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า Framwork การทำงานของกรณีควบรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมระหว่างบริษัท ทรูคอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับบริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทคได้มีการวางแผนการทำงานล่วงหน้ามานาน 1 เดือน และขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กสทช.ทุกคนพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ได้ขอสรุปออกมามีความหลากหลายและรอบคอบมากที่สุด โดยได้แบ่งการประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการควบรวมระหว่างทรูและดีแทคไว้ 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การวิเคราะห์โครงสร้างการแข่งขันและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และ 2.ความมีประสิทธิภาพของธุรกิจ

Advertisement

ทั้งนี้ การดูผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ในกรณีที่มีการควบรวม ต้องพิจารณาดูความเป็นไปได้ที่จะเกิด ผ่านการศึกษาบทเรียนของต่างประเทศที่มีอยู่ รวมถึงการดูผลกระทบกรณีมีการร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการหลังรวมธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ราคา (อัตราค่าบริการ) การเข้าสู่ตลาด MVNO การทดแทนบริการ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ในกรณีที่อัตราค่าบริการเพิ่มขึ้นหลังรวมธุรกิจมีผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มค้าส่งบริการ และกลุ่มค้าปลีกบริการ

ชูโมเดลแนวทางการศึกษาผลกระทบ
นายประถมพงศ์ ศรีนวล เศรษฐกรเชี่ยวชาญ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนัก สำนักการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 2 กล่าวว่า ในการพิจารณากรณีรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทคนั้นได้นำแบบจำลองที่เกี่ยวกับผลกระทบด้านราคา 2 แบบ คือ Merger Simulation (MS) และ Upward Pricing Pressure Model (UPP) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้แพร่หลายในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา มาเป็นสูตรในการคำนวณ

ทั้งนี้ ระบุได้ว่า หากการควบรวมเกิดขึ้นแล้วนั้น ผลศึกษาพบว่า อัตราค่าบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3 ระดับ 1.กรณีไม่มีการร่วมมือกัน 2.03-19.53 % 2. กรณีร่วมมือกันในระดับต่ำ ราคาเพิ่มขึ้น 12.57-39.81% และ 3.กรณีร่วมกันในระดับสูงราคาเพิ่มขึ้น 49.30-244.50%

ความเข้มข้นควบรวมส่งผลเสีย
ด้านผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กรณีการรวมธุรกิจ เผยผลการจำลองการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นกับระดับการร่วมมือของผู้ประกอบการหลังควบรวมเป็นอย่างมาก ซึ่งระดับการร่วมมือจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ที่กำหนดสภาพตลาดภายหลังการควบรวม โดยพิจารณาจากสภาพตลาดและการแข่งขันหลังควบรวม ขึ้นกับปัจจัยดัง
1. จำนวนผู้ประกอบการที่เหลือภายหลังควบรวม ยิ่งน้อย ยิ่งร่วมมือง่าย
2. ขนาดของผู้ประกอบการโดยเปรียบเทียบ ยิ่งขนาดใกล้เคียงกัน ยิ่งร่วมมือง่าย
3. ลักษณะของบริการ บริการยิ่งเหมือนกัน ยิ่งร่วมมือง่าย
4. ผู้ประกอบการตรวจสอบราคากันได้ง่ายหรือไม่ยิ่งตรวจสอบเปรียบเทียบราคากันง่ายยิ่งร่วมมือง่าย
5. ระยะเวลาที่ต้องทำธุรกิจในตลาดเดียวกัน ยิ่งทำธุรกิจแข่งกันมานาน ยิ่งร่วมมือง่าย
6. อุปสรรคของรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาด ยิ่งรายใหม่เกิดยาก ยิ่งร่วมมือง่าย
7. ประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล

พบเงินเฟ้อพุ่งพร้อมฉุดจีดีพีลดลง
ทั้งนี้ สรุปผลการศึกษาพบว่า หากมีการควบรวมเกิดขึ้น ในแง่ของอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยแบ่งเป็น
1. กรณีไม่มีการร่วมมือกัน อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วง 0.05% – 0.12%
2.กรณีร่วมมือกันในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วง 0.17% – 0.34%
3.กรณีที่ร่วมมือกันในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วง 0.60% – 2.07%

ส่วนสรุปผลการศึกษา หากมีการควบรวมเกิดขึ้น อัตราการขยายตัวของ GDP ติดลบ ดังนี้
1.กรณีไม่มีการร่วมมือกัน GDP หดตัวลดลงในช่วง 0.05% – 0.11% โดยหากคำนวณเป็นมูลค่า GDP ลดลงในช่วง 8,244 – 18,055 ล้านบาท
2.กรณีร่วมมือกันในระดับต่ำ GDP หดตัวลดลงในช่วง 0.17% – 0.33% โดยหากคำนวณเป็นมูลค่า GDP ลดลงในช่วง 27,148 – 53,147 ล้านบาท
3.กรณีที่ร่วมมือกันในระดับสูง GDP หดตัวลดลงในช่วง 0.58% – 1.99%โดยหากคำนวณเป็นมูลค่า GDP ลดลงในช่วง 94,427 – 322,892 ล้านบาท

Advertisement
Facebook Comments

Related post