Digiqole ad

ปิดจ๊อบ Q1″เบเยอร์” รับยอดขายโต 60% ครองแชมป์ตลาดสีบ้านเย็น ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อน สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภค

 ปิดจ๊อบ Q1″เบเยอร์” รับยอดขายโต 60% ครองแชมป์ตลาดสีบ้านเย็น  ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อน สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภค

สีเบเยอร์คูล ยอดขายพุ่งสวนกระแส พร้อมปิดไตรมาสแรกอย่างงดงาม ป้องกันตำแหน่งแชมป์สีบ้านเย็น หลังเปิดตัวแคมเปญ เย็นเถิดชาวไทย ขยายฐานการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพิ่มกลุ่มลูกค้าออนไลน์

Advertisement

ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ จำกัด กล่าวว่า เบเยอร์ครองตำแหน่งผู้นำตลาดสีนวัตกรรมอันดับหนึ่งสีบ้านเย็นเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ประเมินผลงานท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ผลงานทะลุเป้า สีเบเยอร์คูล มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา

ดร.วรวัฒน์ กล่าวว่า “แม้สถานการณ์โควิดช่วงที่ผ่านมา จะทำให้ภาพรวมธุรกิจสีทาบ้านและอาคารหดตัวลง แต่กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ยังคงเติบโตสวนกระแส จากปัจจัยของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการปรับกลยุทธ์ต่างๆ ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อตอบโจทย์และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุค 5G อีกทั้งจัดแคมเปญ เย็นเถิดชาวไทย ที่มี โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน เป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพิ่มโอกาสและทางเลือกให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายออนไลน์ ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ กลุ่มเป้าหมายได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค คือ มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ของสีเบเยอร์คูล ที่ได้รับการรับรองโดยสถาบันระดับโลก ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนวัตกรรมใหม่ของสีเบเยอร์คูล ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จัดเป็นสีบ้านเย็นที่ครองตลาดมายาวนาน และยังครองใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยคุณสมบัติสะท้อนความร้อนถึง 97% ทั้งเฉดสีเข้ม และสีอ่อน

แคมเปญ ‘เย็นเถิดชาวไทย’ ขยายฐานผู้บริโภคครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยดึงเอา “โอ๊ต – ปราโมทย์ ปาทาน” เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ และกระตุ้นยอดขาย ส่งผลตอบรับให้ช่วงนี้ “สีเบเยอร์คูล” มียอดขายสูงกว่าในช่วงไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งกลุ่มสีที่มียอดขายสูงยังเป็นสีโทนใหม่ที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีช่วงอายุราว 21- 37 ปี (Generation Y) ได้แก่ สีเทา สีเทาเข้ม สีน้ำตาลเข้ม โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่บริษัทมองว่ามีช่วงอายุที่ลดลงจากเดิม มีพฤติกรรมและความชอบที่ปรับเปลี่ยนไป ตรงกับการทำงาน และทิศทางการพัฒนาสินค้าของบริษัท

สำหรับสาเหตุปัจจัยด้านสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงกับโรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจในเรื่องของรายละเอียดสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ๆ ที่เชื่อว่า ผู้บริโภคจะอยู่บ้านและให้ความสำคัญกับบ้านมากขึ้นกว่าเดิม โดย “สีเบเยอร์คูล” สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าภายในบ้าน อีกทั้งยังให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านแบบปลอดภัย เย็นกาย สบายกระเป๋า และเป็นอีกแรงในการช่วยลดภาวะโลกร้อน

“แม้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งในด้านพัฒนากระบวนการผลิต และวิธีการทำตลาด โดยคำนึงถึงมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจมั่นคงเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร.วรวัฒน์ กล่าวปิดท้าย

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/m1RwI

Related post