Digiqole ad

ปอร์เช่ คาเยนน์ ใหม่ พัฒนาการอันเหนือชั้นของรถสปอร์ต SUV ที่สมบูรณ์แบบ

 ปอร์เช่ คาเยนน์ ใหม่ พัฒนาการอันเหนือชั้นของรถสปอร์ต SUV ที่สมบูรณ์แบบ
Social sharing
Digiqole ad

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) เจเนอเรชั่นที่ 3 ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ทั้งด้านขุมพลัง ระบบช่วงล่าง งานดีไซน์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ครอบคลุมประสิทธิภาพการขับขี่ทั้ง on-road และ off-road มอบความหรูหราและความสะดวกสบายเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • ปรับโฉมใหม่ทั้งหมด
  • เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ขับขี่ ด้วยแนวคิดใหม่ของห้องโดยสารระบบดิจิทัล
  • รูปลักษณ์ภายนอกถูกออกแบบให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น
  • นวัตกรรมระบบไฟหน้าแบบ HD Matrix LED 
  • ระบบช่วงล่างพัฒนาใหม่ 2-valve suspension
  • พละกำลังที่เหนือกว่าในทุกรุ่นเครื่องยนต์

สตุ๊ทการ์ท :

ปอร์เช่ ปรับโฉมครั้งใหญ่ให้รถสปอร์ต SUV หรูหราและสมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมแล้วกับการเปิดตัว คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นใหม่ ยกระดับความเหนือชั้นรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล ระบบควบคุมแบบดิจิทัล ช่วงล่างใช้เทคโนโลยีล่าสุด และนวัตกรรม high-tech มากมาย “นี่คือการปรับโฉมรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่” Michael Schätzle รองประธานกรรมการ ผู้กำกับดูแลส่วนงาน Product Line Cayenne กล่าว ระบบไฟหน้า High-definition HD Matrix LED ให้แสงสว่างที่เหมาะสมกับทุกสภาพถนน พร้อมระบบฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง และนับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ที่ติดตั้งหน้าจอ infotainment สำหรับผู้โดยสารตอนหน้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงการยกระดับงานดีไซน์ และพละกำลังที่เหนือกว่าในทุกรุ่นเครื่องยนต์ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เน้นย้ำตัวตนของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ในฐานะยนตรกรรมสปอร์ต SUV หรู ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน

เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยระบบควบคุมดิจิทัลที่รองรับการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

ปอร์เช่ ติดตั้งหน้าจอแสดงผล และระบบควบคุมการทำงานด้วยแนวคิดล่าสุดไว้ใน คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ อย่างสมบูรณ์แบบ โดยแนวคิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ขับขี่ Porsche Driver Experience เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) เน้นไปที่การใช้งาน และความสะดวกสบายสูงสุดของผู้ขับขี่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง โดยเฉพาะฟังก์ชั่นที่ใช้งานเป็นประจำจะถูกติดตั้งไว้บนพวงมาลัย หรือตำแหน่งที่ใกล้เคียง อาทิ การเพิ่มฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ บนปุ่มควบคุมบริเวณหลังพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือ และย้ายตำแหน่งคันเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ ไปยังแผงคอนโซลหน้า สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณคอนโซลกลาง สามารถรองรับการเก็บสัมภาระต่างๆ  รวมถึงการเพิ่มขนาดและความหรูหราให้กับแผงควบคุมระบบปรับอากาศที่มาในสไตล์พรีเมียมมากยิ่งขึ้น เสริมความแม่นยำ ใช้งานง่ายด้วยการผสมผสานสวิทช์ระบบปรับอากาศแบบกลไก และปุ่มควบคุมระดับเสียงแบบสัมผัสที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารที่เรียบหรู แนวทางการพัฒนาที่เป็นหัวใจของประสบการณ์การขับขี่ Porsche Driver Experience ใหม่ คือการสร้างสมดุลย์ระหว่างระบบดิจิทัล และระบบอะนาล๊อก

นับเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ออกแบบภายในห้องโดยสารของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ด้วยการติดตั้งแผงหน้าปัดระบบดิจิทัล ขนาด 12.6 นิ้ว  ดีไซน์โค้งมนในแบบ free-standing พร้อมฟังก์ชั่นการแสดงผลอันหลากหลาย และยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์พิเศษระบบ head-up display เพิ่มเติมได้ หน้าจอหลักขนาด 12.3 นิ้วของระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) ผสมผสานเข้ากับอุปกรณ์อื่นบริเวณแผงคอนโซลได้อย่างกลมกลืน และช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆของตัวรถได้อย่างง่ายดาย หน้าจอแสดงผลขนาด 10.9 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า คืออีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวครั้งแรก มอบความสุนทรีย์ให้แก่ผู้โดยสารตอนหน้าตลอดการเดินทาง ผ่านการแสดงข้อมูลตัวรถ สามารถรับชมรายการความบันเทิงต่าง ๆ ด้วยระบบควบคุมที่แยกเป็นอิสระ หน้าจอแบบอิสระไม่รบกวนวิสัยทัศน์ของผู้ขับขี่ ทั้งนี้รายการความบันเทิงขึ้นอยู่กับพื้นที่จำหน่ายในแต่ละภูมิภาค 

งานดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบไฟหน้าสุดล้ำ

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าใหม่และซุ้มล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มลุคให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าใหม่และไฟหน้าเทคโนโลยีล่าสุด เสริมให้มิติตัวรถดูกว้างขึ้น ไฟท้ายดีไซน์สามมิติ รูปทรงของท้ายรถที่ลื่นไหลอย่างต่อเนื่อง กันชนท้ายใหม่พร้อมพื้นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนที่ดีไซน์ไว้อย่างลงตัว สร้างบุคลิกที่โดดเด่นไม่เหมือนใครจากมุมมองด้านหลังของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เพิ่มเติมเฉดสีตัวถังภายนอกให้เลือกถึง 3 เฉดสี พร้อมทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่าง ด้วยชุดแต่ง lightweight sports packages ที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 33 กิโลกรัมในรุ่น คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) และล้ออัลลอยด์ลายใหม่ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 20, 21 ไปจนถึง 22 นิ้ว เสริมมาดสปอร์ตเต็มพิกัดให้แก่ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ พร้อมเพิ่มทางเลือกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่คุณต้องการ 

ไฟหน้า Matrix LED ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ทุกรุ่น และยังสามารถเลือกติดตั้งไฟหน้า HD Matrix LED เป็นอุปกรณ์พิเศษได้อีกด้วย ไฟหน้าแบบใหม่นี้ควบคุมการทำงานด้วย high-definition modules 2 ตำแหน่ง ภายในโคมไฟหน้าประกอบไปด้วยหลอดไฟส่องสว่าง LED กว่า 32,000 พิกเซล ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ช่วยในการมองเห็นรถยนต์คันอื่น รวมทั้งป้องกันแสงสะท้อนจากไฟสูงของรถยนต์ที่วิ่งสวนทางจากการทำงานของ LED พิกเซลที่แม่นยำ ส่งผลให้ไม่เกิดอาการตาพร่าต่อทั้งผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทาง กล่องควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนความสว่างได้มากกว่า 1,000 ระดับ โหมดการทำงาน Customised light ช่วยยกระดับความปลอดภัย และความสะดวกสบายสูงสุดในทุกสถานการณ์การขับขี่

นอกจากนี้ปอร์เช่ยังนำเสนอระบบฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงซึ่งติดตั้งเป็นมาตรฐานใน คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ โดยรถยนต์จะใช้การประเมินสภาพอากาศล่วงหน้าผ่านข้อมูลดาวเทียม predictive navigation data เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในห้องโดยสาร และสั่งการไปยังระบบหมุนเวียนอากาศแบบอัตโนมัติ สามารถติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเซนเซอร์ตรวจจับความหนาแน่นของฝุ่นละอองในอากาศ และส่งผ่านไปยังแผ่นกรองละเอียดเป็นจำนวนหลายครั้งตามความจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้นระบบฟอกอากาศ ioniser ยังสามารถกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งมลภาวะที่ปนเปื้อนออกจากอากาศ ลดผลกระทบต่อผู้โดยสารที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

ลูกค้าสามารถใช้งานฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบจำกัดความเร็วอัตโนมัติ active speed limiter, ระบบควบคุมพวงมาลัย swerve assist และระบบช่วยเหลือขณะเข้าโค้ง cornering assist ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ adaptive cruise control นั่นหมายความว่าปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ คือยนตรกรรมสปอร์ต SUV ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้รอดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะในขณะขับรถท่ามกลางสภาพจราจรติดขัดบนมอเตอร์เวย์ หรือบนถนนเส้นหลัก 

ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ ควบคู่กับความสะดวกสบาย

ปอร์เช่ ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานให้กับ คาเยนน์ (Cayenne) ด้วยช่วงล่าง Adaptive air suspension มาพร้อมระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่าง Porsche Active Suspension Management (PASM)  ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติใหม่ล่าสุด เทคโนโลยี 2-chamber และ 2-valve เปิดประสบการณ์การเดินทางด้วยช่วงล่างที่นุ่มนวล ให้ความเสถียรสูงสุดทั้งการขับขี่บนเส้นทาง on-road และ off-road  เมื่อเปรียบเทียบกับระบบช่วงล่างมาตรฐาน และระบบช่วงล่างของรุ่นก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน ระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับอัตโนมัติ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบังคับควบคุมที่แม่นยำ รวมทั้งลดอาการโคลงตัวในระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสังเกตได้ถึงความแตกต่างของการขับขี่ระหว่างโหมดการทำงาน Normal, Sport และ Sport Plus driving

เครื่องยนต์ Hybrid ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าระยะทางสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร

ในทวีปยุโรป ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกด้วยทางเลือกขุมพลังเครื่องยนต์แตกต่างกัน 3 รูปแบบ เริ่มจากเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4 ลิตร สำหรับติดตั้งลงใน คาเยนน์ เอส (Cayenne S) ซึ่งปอร์เช่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนเครื่องยนต์ V6 ในรุ่นก่อนหน้า ให้พละกำลังสูงสุด 474 แรงม้า (349 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร กำลังเพิ่มขึ้นถึง 34 แรงม้า (25 กิโลวัตต์) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร จากรุ่นก่อนหน้า  อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ดังกล่าวทั้งในรุ่นตัวถังปกติ และตัวถังคูเป้ (Coupé) จากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุดกว่า 273 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนของรุ่นเริ่มต้นของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ติดตั้งเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาดความจุ 3 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 353 แรงม้า (260 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร หรือกำลังเพิ่มขึ้น 13 แรงม้า (10 กิโลวัตต์) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร จากรุ่นก่อนหน้า

เครื่องยนต์ 6 สูบดังกล่าวยังถูกนำมาประจำการเป็นขุมพลังในรุ่น คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) เมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ ซึ่งให้พละกำลังเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 30 กิโลวัตต์ เป็น 130 กิโลวัตต์ (176 แรงม้า) ส่งผลให้พละกำลังที่ได้จากทั้ง 2 ระบบอยู่ที่ 470 แรงม้า (346 กิโลวัตต์) ติดตั้งแบตเตอรี่ high-voltage ความจุพลังงานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 17.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ถึง  25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับระดับของอุปกรณ์ สามารถเดินทางด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเป็นระยะทางสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ระบบ on-board charger ใหม่ล่าสุดขนาด 11 กิโลวัตต์ ช่วยลดระยะเวลาการชาร์จพลังงานให้สั้นลงภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง 30 นาที เมื่อใช้กำลังไฟที่เหมาะสม ถึงแม้จะเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าเดิมก็ตาม ในระหว่างการขับขี่ด้วย e-hybrid driving modes จะช่วยให้รถยนต์ทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับนอกภูมิภาคยุโรป รุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ได้รับการกำหนดให้เป็นเวอร์ชั่นที่มีสมรรถนะสูงสุดสำหรับการขับขี่แบบ on-road รวมทั้งรับหน้าที่เป็นรุ่นเรือธงในเกือบทุกตลาดที่มีการจำหน่ายปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) โดยสามารถเลือกตัวถังแบบคูเป้ (coupé) และอุปกรณ์นวัตกรรมเทคโนโลยีประจำรุ่นได้ทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยพละกำลังมหาศาลที่เพิ่มขึ้น 19 แรงม้า (14 กิโลวัตต์) รวมเป็น 659 แรงม้า (485 กิโลวัตต์) จากเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4 ลิตร ส่งผลให้ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.3 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดกว่า 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานเต็มพิกัด พร้อมเปิดรับจองด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 6.5 ล้านบาท

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ได้รับการเพิ่มเติมรายการอุปกรณ์มาตรฐานมากมาย ซึ่งรวมถึงระบบไฟหน้า Matrix LED ระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Porsche Active Suspension Management, ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว, ระบบช่วยเหลือขณะจอด Park Assist ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมทั้งกล้อง Surround View  ปอร์เช่วางจำหน่าย คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ด้วยราคาเริ่มต้น 7.95 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 8.25 ล้านบาท) รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และอุปกรณ์มาตรฐานเฉพาะตลาดในแต่ละภูมิภาค สำหรับ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท) และ คาเยนน์ เอส (Cayenne S) ราคาเริ่มต้น 10.5 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 10.8 ล้านบาท) ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้และจะเริ่มทยอยส่งมอบในทวีปยุโรปช่วงเดือน กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป สำหรับตลาดในประเทศไทยจะเริ่มส่งมอบในช่วงเดือน ตุลาคมนี้

Facebook Comments

Related post