Digiqole ad

ประเทศไทย 2566 ดี – ไม่ดี…อยู่ที่ผู้นำ

 ประเทศไทย 2566 ดี – ไม่ดี…อยู่ที่ผู้นำ
Social sharing

          ครั้งที่นางคริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) เข้าร่วมเวทีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC ที่กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น   ผู้อำนวยการ IMF ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่าเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก APEC ส่วนใหญ่กำลังชะลอตัวลง และอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)  เศรษฐกิจโลกในปี 2566 จะขยายตัวได้ร้อยละ 2.7 ชะลอลงจากร้อยละ 3.2 ในปี 2565

          เมื่อย่างเข้าสู่ศักราชใหม่นางจอร์เจียวาได้ตอกย้ำความเห็นดังกล่าวอีกครั้งว่า  ปี 2566 จะเป็นปีที่ยากลำบากมากกว่าในปี 2565 ที่ผ่านมาแน่  เพราะผู้นำหลักที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา  สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพยุโรป  มีภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในเวลาเดียวกัน

          สำหรับรัฐบาลทั่วโลกที่ต้องรับผิดชอบดูแลด้านเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจทั้งเล็กและใหญ่  สัญญาณเตือนที่ส่งมาจากIMF ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจที่ไม่อาจมองข้าม  ยิ่งถ้าเป็นชาติที่ฐานะการเงินการคลังยังไม่แข็งแกร่ง  ยังมีหนี้สินทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องชำระ  ยังมีความเสี่ยงต่อปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19  ยังมีปัญหาคุณภาพชีวิตของคนในชาติให้ต้องดูแล  ยิ่งต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่จะตามมาในเวลาอันใกล้

          แต่สำหรับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ที่กำลังนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดอำนาจในเดือนมีนาคม(หากไม่ยุบสภาก่อน)มิได้สะทกสะท้านกับสัญญาณจากIMF  กลับแสดงความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถยืนหยัดสวนกระแสโลกได้   เพราะตอนสิ้นปีลุงตู่ได้ประกาศต่อคนไทยทั้งประเทศว่า  2565 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งชัยชนะในการฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ  จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นด้วยการอ้างอิงข้อมูลของIMFว่าในบางพื้นที่อย่างอาเซียนยังคงมีความสดใส โดยเฉพาะไทยและจีนเป็นเพียง 2 ประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2566

          ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 11 ล้านคนที่หวนคืนประเทศไทยในปีที่ผ่ามา  ประกอบกับภาพคนไทยเที่ยวไทย ในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่แออัดแน่นขนัดทุกแหล่งท่องเที่ยว   อีกทั้งยังปรากฎเป็นข่าวไปทั่วโลกกับภาพพลุไฟอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเวลา Countdown 2023  คือผลงานที่ภาครัฐบาลใช้เคลมว่าปี 2566 “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของชาติจะกลับมาทำงานสร้างความสดใสต่อระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนเปิดประเทศนับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 แล้วคนจีนนับล้านจะกลับมาเที่ยวไทย    

          นอกจากนี้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเห็นว่าปี 2566 ไทยจะมีความเติบโตด้านการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพราะปรากฎการณ์ด้านการตลาดที่บูมมากในปี 2565 และยังมีแนวโน้มบูมต่อเนื่องในปี 2566 อีกเป็นเท่าตัว  จึงเป็นการดึงดูดค่ายรถยนต์จีนเข้ามามากขึ้น  การปรับตัวของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น  การขยับขยายการลงทุนของค่ายตะวันตก  ทั้งการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า  โรงงานผลิตแบตเตอรี่  การตั้งสถานีชาร์ตไฟฟ้าทั่วประเทศ

          คนไทยส่วนหนึ่งพร้อมจะรับข่าวดีและเชื่อตามที่รัฐบาลว่า  แต่อีกส่วนหนึ่งที่ติดตามข่าวสารหลายช่องทางย่อมมีทั้งที่เห็นต่างและเห็นแย้ง                     

          จากการประมวลความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์จากหลากหลายสถาบันพอจะสรุปได้ว่า   “ปี 2566 ยังมีความไม่แน่นอนสูง” อันเนื่องมาจากปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์” สหรัฐฯมีโอกาสสูงที่จะถดถอยเพราะเงินเฟ้อสูง  ตลาดแรงงานชะลอตัว  ดอกเบี้ยแพง  สินเชื่อเข้มงวด  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง

          ชาติตะวันตกให้ความสำคัญต่อความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน  ว่าจะยังยืดเยื้อที่จะส่งผลราคาน้ำมันและก๊าซยังตรึงราคาสูงต่อเนื่อง   ส่งผลให้เกิดวิกฤติด้านค่าครองชีพในกลุ่มยุโรปที่ต้องแบกรับผลไปเต็มๆเพราะหลงเชื่อสหรัฐฯไปร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย   ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะยังคงอยู่ต่อไป  จะไม่มีทางพัฒนาไปสู่การใช้อาวุธแต่สหรัฐฯอาจจะหาวิธีเพิ่มแรงกดดันผ่านเวทีการเมืองระหว่างประเทศ  หรือมาตรการต่างๆเพื่อกีดกันจีนไม่ให้ล้ำหน้า

          ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ปัญหา “เงินเฟ้อ” อาจจะถึงจุดสูงสุดแล้ว  แต่ดอกเบี้ยนโยบายจะยังไม่ลดลงง่ายๆเพราะยังต้องใช้ควบคุมเงินเฟ้อต่อไป  GDPโลกอาจโตแค่ 1.6%  ไม่ถึง 2.7% อย่างที่IMF เคยคาดเอาไว้  ดีไม่ดีอาจจะโตแค่ 1.2% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวต่ำสุดในรอบ 40 ปี   โดยเฉพาะเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา  อาจจะโตแค่ 0.8%  สหภาพยุโรปยิ่งบักโกรกจะโตแค่ 0.5%   จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ( เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่งสูง) จะวุ่นวายยิ่งขึ้น

           ช่วงที่จีนตัดสินใจปิดประเทศใช้นโยบาย Zero-COVID เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดนั้น  นานาชาติรวมทั้งสหรัฐฯเรียกร้องให้จีนเปิดประเทศเพราะส่งผลกระทบหนักต่อระบบเศรษฐกิจโลก  แต่พอจีนลดความเข้มงวดประกาศเปิดประตูรับคนนอกเข้า-จะให้คนในออก  เพราะฝ่ายสาธารณสุขจีนเห็นว่าเชื้อไวรัสในจีนได้กลายพันธุ์เป็นไม่รุนแรง  คนจีนจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไวรัสเช่นเดียวกับที่สาธารณสุขไทยประกาศเป็น “โรคประจำถิ่น”ไปแล้ว  หลายประเทศตกใจพากันยกการ์ดสูงตั้งเงื่อนไขคนจีนเข้าประเทศ   กลับลำมองจีนเป็น “ปัจจัยเสี่ยง”ว่าจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างอีกครั้ง   

          นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าหลัง “ตรุษจีน”ปีนี้ซึ่งมีการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวกันมาก  คนจีนจะติดเชื้อไวรัสกันมาก  ซึ่งจะมีผลบั่นทอนระบบเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก  แล้วผลกระทบนั้นจะส่งต่อเป็นลูกระนาดไปยังภูมิภาคและต่อโลก

          ปี 2564 จีนฟื้นไข้จากโควิด-19 เร็วก่อนใคร เศรษฐกิจจึงขยายตัวถึง 8.1%   ปี 2565 ที่ผ่านมา IMF คาดว่ากลับชะลอตัวลงที่ 3.2%  ปี 2566 IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.4%  

          สำหรับประเทศไทยเรานักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นพ้องว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงในด้านการส่งออกที่แม้จะฟื้นตัวขึ้นมาพักหนึ่งแต่ปี 2566 คงไม่ง่ายเพราะการค้าโลกจะหดตัวลง    โดยองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าปี 2566 จะโตแค่ 1% จากปี 2565 ที่โต 3.5%  ส่วนหนึ่งเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่จบง่ายๆเมื่อโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศสนับสนุนงบประมาณให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเรนสกี้ แห่งยูเครน สู้ต่อแม้จะไม่มีวันชนะ      

          ในด้านไทย-จีน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อไทยนั้น ดร.ไพจิตร  วิบูลย์ธนสาร  รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนมองว่า   มิติด้านเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวก็เป็นกลไกที่สำคัญ  ช่วงก่อนโควิด ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนค่อนข้างสูง  ดังนั้นถ้าปี2566นักท่องเที่ยวจีนกลับมาได้ 7-8 ล้านคนจากที่เคยมา 10 ล้านคน  เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับประโยชน์อย่างมาก   

          “มีสัญญาณเชิงบวกจากการลงทุนจีนว่าจะขยายการลงทุนเข้ามาที่ประเทศไทยค่อนข้างมาก  เพราะคณะที่จะเข้ามาหลายๆมณฑลเข้ามาเป็นกลุ่มนักธุรกิจ  สนใจเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรม  อยากพูดคุยกับสถาบันการเงิน เพื่อเตรียมขยายการลงทุนเข้ามาที่ประเทศไทย

              อย่างไรก็ตามปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ไทยฟื้นหรือฟุบต่อไปคือ ภาคการเมืองซึ่งประชาชนคนไทยหมดศรัทธานักการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน  เพราะเห็นถึงพฤติกรรมในการแย่งชิงอำนาจการเมืองเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตนและพวกพ้อง  มากกว่าการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน

          นอกจากนี้ยังมีภาพของการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการที่ผูกโยงกับการเมือง  ที่ตอนนี้ลามระบาดหนักแบบไม่อายสายตาประชาชนเจ้าของประเทศ  อาทิวงการตำรวจที่เคยหารายได้พิเศษจากการตั้งด่านรีดไถรถผิดกฎจราจร  รับส่วยบ่อนการพนัน  ส่วยหวยใต้ดิน  ยาเสพติด  ต่างด้าวเข้าเมือง  ฯลฯ  ปัจจุบันยกระดับมาสนับสนุน นายทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจสีเทาในแผ่นดินไทย  ปล่อยให้มีการฟอกเงินฟอกตัวแปลงสัญชาติร่ำรวยเป็นเศรษฐีพันล้านในเวลาอันรวดเร็ว

          ฟากข้าราชการที่กินเงินเดือนประจำแล้วควรจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบราชการเพื่อขับเคลื่อนประเทศ   วันนี้ตัวเล็กทำงานเช้าชามเย็นชาม  ตัวใหญ่กินตามน้ำรอลูกน้องส่งส่วย  แต่ตัวบิ๊กบางคนใจกล้าหน้าด้านประกาศไม่รับของขวัญของกำนัลทำตัวให้ดูใสสะอาด  แต่หลังฉากสั่งลูกน้องจ่ายค่าตำแหน่งพร้อมค่าส่วยรายเดือนจนตกเป็นข่าวฉาวโฉ่  

          นักการเมืองที่คุมกระทรวงแทนที่จะรีบไล่ออกทันทีเพราะบิ๊กข้าราชการถูกจับคาหนังคาเขาคาซองเงินที่เพิ่งรับไปสดๆร้อนๆ   กลับออกคำสั่งโยกจากตำแหน่งไปนั่งตบยุงกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนต่อไปจนกว่าจะถูกตัดสินว่า “ผิดจริง”  หรือจนกว่ากระแสจะเงียบ  จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่กลบศรัทธาและความคาดหวังในใจประชาชนมากยิ่งขึ้น

          แม้จะมีการเลือกตั้งในเวลาอีกไม่นาน  แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ    ต่อให้สร้างผลงานนักท่องเที่ยวทะลัก  ต่อให้ GDP พุ่งทะลุเส้น  แต่ถ้าพรรคการเมืองยังสมคบกัน ผูกเสี่ยวยังมีการผูกโยงนักการเมืองเลว -ข้าราชการชั่ว -นายทุนสีเทาต่างชาติ เพื่อครองอำนาจและผลประโยชน์ที่มิควรได้แล้วคนไทยจะหวังอะไร  ประเทศชาติจะเหลืออะไร 

Facebook Comments

Related post