Digiqole ad

นโยบายท่องเที่ยวรัฐบาลเศรษฐา ‘คิดใหญ่’ เพื่อคนนอก ‘คิดไม่ออก’ เพื่อคนไทย

 นโยบายท่องเที่ยวรัฐบาลเศรษฐา ‘คิดใหญ่’ เพื่อคนนอก ‘คิดไม่ออก’ เพื่อคนไทย
Social sharing

Digiqole ad
Nataphol Tovichakchaikul – ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 (สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ด) พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาลเศรษฐา ระบุเป็นนโยบายที่เน้นเอาใจคนนอก เน้นพาคนนอกเข้าบ้าน แต่ไม่เน้นแก้ปัญหาให้คนข้างใน
.
สำหรับความจำเป็นที่ต้องพูดเรื่องนี้ ณัฐพลบอกว่ามี 2 เหตุผลสำคัญ
.
เหตุผลแรก ตนเป็นผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทุกคนทราบดี ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ รายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2562 ก่อนโควิด อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งจังหวัด
.
เหตุผลที่สอง นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวของประเทศไทยมาก เคยพูดว่าการท่องเที่ยวเป็นนโยบาย ‘Quick Win’ ที่จะฟื้นคืนเศรษฐกิจประเทศไทย กล่าวว่าจะสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 และสร้างสนามบินภูเก็ตแห่งใหม่ อีกทั้งกล่าวถึงการเปิด Free Visa ให้นักท่องเที่ยว จะทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Destination เป็นที่หมายปลายทางในการจัดงานสำคัญๆ ของโลก
.
“รู้สึกดีใจนะครับ ที่ท่านให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่ในความดีใจก็มีความกังวลใจ ว่านโยบายการท่องเที่ยวที่ ‘คิดใหญ่-ทำเป็น’ นั้น ไม่แน่ใจว่าท่าน ‘คิดถูก’ แล้วจริงหรือไม่?”
.
คำถามที่ผมจะถามไปยังนายกรัฐมนตรี
.
ประเด็นแรก ผมเห็นท่านหาเสียงว่าตั้งเป้าที่จะหารายได้จากการท่องเที่ยวไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท ต้องการความชัดเจนว่า หมายถึง 3 ล้านล้านบาทภายในปี 2566 หรือ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตลอดช่วงเวลาที่ท่านจะบริหารประเทศ
.
เหตุผลที่ต้องถาม เพราะเมื่อดูสถิติย้อนหลัง จะพบว่าปี 2562 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวแตะ 3 ล้านล้านบาทไปแล้ว ทั้งๆ ที่ในขณะนั้น เราไม่มีสนามบินใหม่ เราไม่มีเมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ
.
แล้วก็ไม่แน่ใจ ว่าท่านได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่? เพราะพรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว 6 ล้านล้านบาท ส่วนพรรคชาติพัฒนากล้า หาเสียงไว้ว่าจะมีรายได้จากท่องเที่ยว 5 ล้านล้านบาท
.
สรุปเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาท คือท่านคิดมาแล้วว่าเป็นเป้าหมายที่ ถูกต้อง คิดใหญ่ หรือว่าท่าน ‘คิดผิด’
.
ยิ่งเมื่อไล่เรียงดูนโยบายด้านการท่องเที่ยวในถ้อยแถลงของรัฐบาล ก็ยิ่งตอกย้ำคำถามตอนต้น ว่านโยบายเหล่านี้ ‘คิดถูก’ แล้วจริงหรือ?
.
นโยบายแรก คือการทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ คนเชียงใหม่อย่างผม ขอถามไปยังนายกรัฐมนตรีตรงๆ ว่าจะทำให้เชียงใหม่เป็น Wellness Destination เพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างไร หากปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดติดต่อกันมากกว่า 10 ปียังไม่ได้รับการแก้ไข คนต่างชาติที่ไหนจะมีใครเชื่อ
.
นอกจากนี้ การที่เชียงใหม่หรือประเทศไทยจะกลายเป็น Wellness Destination ได้ นั่นหมายความว่าจะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด้านสาธารณสุขอย่างเพียงพอ แต่ทุกวันนี้มีหมอและพยาบาลเพียงพอแล้วหรือยัง นโยบาย Wellness Tourism ที่รัฐบาลจะทำ กลับจะยิ่งซ้ำเติมระบบสาธารณสุข ด้วยการให้เอกชนดึงคนออกจากระบบ เพื่อไปให้บริการชาวต่างชาติ แต่ปัญหาด้านสาธารณสุขของคนในชาติไม่แก้ให้ดีเสียก่อน
.
นอกจากนี้ นโยบาย HUB of EVENT โดยรัฐบาลจะยกระดับประเทศไทยให้เป็นสถานที่เป้าหมายของการจัดงาน Event สำคัญๆ ระดับโลก และจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนำของการท่องเที่ยวรูปแบบ MICE ในระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตนยอมรับว่าธุรกิจการท่องเที่ยวในรูปแบบ MICE กำลังเติบโตอย่างต่อ เนื่อง สามารถดึงเม็ดเงินจำนวนมากได้
.
แต่ปัญหาที่ผ่านมา รายได้ที่สร้างจาก MICE ไม่เคยถูกกระจายไปไหน กลับกระจุกอยู่กับผู้ได้รับเงินสนับสนุนเจ้าเดิม ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการจัดงานหน้าเดิม คนหักหัวคิวเดิมๆ และเมื่อมีการจัดงานทีไร ก็มักจะจัดที่สถานที่เดิมๆ ดังนั้น หากท่านไม่แก้ปัญหาการผูกขาด ไม่แก้ปัญหาการกระจุกตัวของสถานที่จัดงาน ไม่เปิดกว้างให้จังหวัดอื่น ผู้ประมูลหน้าใหม่ ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ นโยบายนี้จะเป็นเพียงนโยบายที่มุ่งเน้นการหารายได้ในภาพรวม แต่ไม่ได้ช่วยกระจายรายได้ไปสู่ผู้อื่นเลย
.
นโยบาย Free Visa หรือ Visa-Free น่าหนักใจตั้งแต่ต้นเพราะในถ้อยแถลงนโยบาย มีการระบุไว้ว่า Free Visa ซึ่งหมายถึง นักท่องเที่ยวต้องขอวีซ่าอยู่ แต่ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม แต่นายกฯ กลับชี้แจงในรัฐสภาสอดคล้องกับที่ตอบคำถามสื่อ ว่าเป็น Visa-Free ที่หมายถึงไม่ต้องขอวีซ่าเลย แต่ที่หนักใจยิ่งกว่า คือการเห็นนายกฯ ให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นพิเศษ
.
ทุกวันนี้เมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหลายๆ พื้นที่ กำลังถูกขนานนามว่าเป็น ‘มณฑลไท่กั๋ว’ หลายปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญในแง่ของการนำเงินมาท่องเที่ยวในบ้านเรา
.
แต่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเพื่ออะไร? เพราะนักท่องเที่ยวอยากเห็นเชียงใหม่ที่เป็นเชียงใหม่ อยากเที่ยวภูเก็ตที่เป็นภูเก็ต อยากเที่ยวประเทศไทย เพราะอยากสัมผัสความเป็นไทย
.
การที่ทุนจีนรุกล้ำเข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในไทย อย่างแรกเลยที่เสีย คือ เสียอาชีพมัคคุเทศก์ เกิดปัญหาไกด์เถื่อน ธุรกิจนำเที่ยวเถื่อน ตนเคยพูดคุยกับประชาชนที่ประกอบอาชีพนี้อย่างถูกกฎหมาย ก่อนโควิด พวกเขาถูกแย่งงาน ถูกขายตัดราคา ถูกแย่งลูกค้า พอโควิดมา ก็ตกงานจริง รายได้เป็นศูนย์ หลายคนยังมีชีวิตลุ่มๆดอนๆ จนถึงตอนนี้
.
แต่สิ่งที่เสียหายมากที่สุด คือ เราเสียโอกาสที่จะได้นำเสนอวัฒนธรรมอันหลากหลายของเราให้นักท่องเที่ยวเห็น เสียโอกาสที่จะทำให้พื้นที่เล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปกลายเป็นที่รู้จัก และเสียโอกาสที่จะกระจายรายได้ไปยังร้านค้าเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ เพราะเรื่องเช่นนี้ คนที่รู้มีเพียงแค่ไกด์ไทย ไกด์ท้องถิ่น เท่านั้น
.
อย่างที่สองที่เราเสีย คือ คนไทยเสียโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ตนเชื่อว่าคนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่นๆ จังหวัดที่ไม่มีบริษัท ห้างร้านใหญ่โต ไม่มีโอกาสหางานได้มากเท่ากับกรุงเทพฯ การจะทำธุรกิจโดยใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่มี แทบจะเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่ทำได้
.
ลำพังแค่หาเงินทุนมาเปิดร้าน / เปลี่ยนบ้านเปลี่ยนตึกให้เป็นที่พักรับนักท่องเที่ยว / แข่งขันกับโรงแรมใหญ่ ก็เรื่องหนึ่ง พอเห็นคนจีนเริ่มกลับมาเที่ยว ดันไม่ได้มาใช้บริการที่ของเรา กลับไปเสียเงินให้คนจีนด้วยกันเองมิหนำซ้ำ พอเปิดกิจการได้แล้ว จะไปขอใบอนุญาตก็ติดข้อกำหนดตรงนั้น ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ตรงนี้ สุดท้ายถ้าอยากทำมาค้าขายโดยไม่มีใครมายุ่ง ก็ต้องจ่ายค่าน้ำ เงินใต้โต๊ะ
.
สาเหตุของเรื่องนี้ คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นล้าหลัง ตามไม่ทันที่พักรูปแบบใหม่ๆ เมื่อไม่มีใบอนุญาตก็ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เมื่อเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากภาครัฐ นี่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรแก้ไข
.
เรายังมีทุนจีนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทุนจีนสีเทาที่ทำผับบาร์ร้านเหล้าเถื่อน ลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย เปิดบ่อนการพนันทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ปัญหาแก็งคอลเซ็นเตอร์ sms ดูดเงินที่เป็นข่าวแทบทุกวัน
.
“ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ ที่ผ่านมาเราไม่มี Free Visa หรือ Visa-Free แต่ทุนต่างชาติทุนจีน ก็อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ใช้วีซ่าผิดประเภท ใช้นอมินีคนไทย เข้ามาทำมาหากินในบ้านเราได้ขนาดนี้ เมื่อเป็นแบบนี้ท่านคิดถูกแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ ว่านโยบายของท่านจะไม่ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิม เพิ่มเติมปัญหาใหม่ เพราะมิเช่นนั้น นโยบายที่ท่านอยากจะเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าคนไทย แต่ท่านยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับทุนต่างชาติอย่างไร – มันจะกลายเป็นนโยบายที่ เติมเงินเพื่อใครก็ไม่รู้”
.
และนโยบายที่ต้องการถามท่านนายกฯ มากที่สุด คือ เรื่องสนามบินแห่งใหม่ที่นายกฯ กล่าวว่าจะทำสำหรับคนเชียงใหม่ โดยทางสนามบินฯ ประกาศว่าเพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น จากเดิม 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2572 และจาก 16 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน ในปี 2576
.
ไม่รู้สึกแปลกใจ ที่เห็นนโยบายการลงทุนขนาดใหญ่ ตามสไตล์ของรัฐบาลที่ ‘คิดใหญ่’ แบบนี้ แต่ท่านไม่มีความชัดเจนกับการลงทุนขนาดเล็กใดๆ ที่จะทำให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของคนในประเทศนี้ดีขึ้นเลย
.
“จะมีประโยชน์ หากมีเที่ยวบินจำนวนมากบินเข้าสู่เชียงใหม่ แต่เชียงใหม่ไม่สามารถสร้างระบบขนส่งสาธารณะดีๆ ให้คนเชียงใหม่ได้
.
จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ความสามารถในการจัดการเมืองของเชียงใหม่ยังไม่พร้อม งบประมาณของเชียงใหม่อาจไม่พอ กับการรับมือปริมาณขยะ และปัญหารถติดที่เพิ่มขึ้น
.
จะมีประโยชน์อะไร ถ้าการท่องเที่ยวที่เข้ามาทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น ค่าเช่าสูงขึ้น ข้าวของแพงขึ้น แต่ประชาชนทุกวันนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนหนี้แทบไม่ไหว
.
จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามีรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ค่าแรงและเงินเดือนของคนเชียงใหม่ยังต่ำเตี้ยเท่าเดิม”
.
ข่าวการลงทุนขนาดใหญ่อย่างการสร้างสนามบินใหม่ ย่อมทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างเรารู้สึกตื่นเต้น แต่ความตื่นเต้นนั้นหายไป เมื่อได้เห็นถ้อยคำที่นายกฯ ใช้ในถ้อยแถลงนโยบาย ระบุเพียงว่า “รัฐบาลจะปรับปรุงสนามบินและจัดการเที่ยวบินของสนามบินทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ” มีแค่คำว่า ‘ปรับปรุง’ แต่ไม่มีคำว่า ‘สร้าง’ จึงขอความชัดเจนจากนายกฯ ว่าจะปรับปรุงหรือสร้าง หรือทำทั้งสองอย่าง
.
ท้ายที่สุด นโยบายการท่องเที่ยวที่ท่านเตรียมไว้ มุ่งดึงเงินจากการท่องเที่ยวเข้าประเทศ แต่ไม่พูดถึงการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนเงินนั้นเป็นคุณภาพชีวิตดี ๆ ของคนไทยอย่างไร
.
เป็นนโยบายที่อยากจะเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าคนไทย แต่ยังไม่รู้จะจัดการกับทุนต่างชาติที่ดูดเงินจากกระเป๋าคนไทยอย่างไร
.
นโยบายของท่านเป็นนโยบายที่เน้นการลงทุนขนาดใหญ่ตามสไตล์ของรัฐบาลที่ ‘คิดใหญ่ ทำเป็น’ แต่สำหรับผม นโยบายการท่องเที่ยวของท่าน ก็แค่การคิดใหญ่เพื่อคนนอก แต่คิดไม่ออกเพื่อคนไทย
ที่มา : เพจพรรคก้าวไกล
Facebook Comments


Social sharing

Related post