Digiqole ad

ซิน เหนียน ฟาไฉ จีน รวย ซวย ไทย

 ซิน เหนียน ฟาไฉ  จีน รวย ซวย ไทย
Social sharing

         เพิ่งจะฉลองปีใหม่ Happy New Year เคาท์ดาวน์กันมายังไม่หายสร่าง  บรรยากาศประเทศไทยปรับจากตะวันตกเข้าโหมดตะวันออกได้อย่างรวดเร็วเพื่อร่วมเฉลิมฉลองตรุษจีนต่อกันอีกวาระ  สมกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกที่ตอนนี้ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร  เชียงใหม่ ภูเก็ต  พัทยา  หัวหิน และอีกหลากหลายเมืองของไทย  เพื่อร่วมดื่มด่ำบรรยากาศปีใหม่จีน 

          การได้เดินท่องเยาวราช  ชมโคมไฟสีแดงที่ถูกผูกโยงเป็นระเบียบตลอดถนนสายไชน่าทาวน์  ได้ไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้าจีน  ได้เห็นคนไทยเชื้อสายจีนพร้อมใจกันใส่เสื้อแดงทั้งเมืองทั้งๆที่ไม่ได้ฝักใฝ่การเมือง  ไม่ได้ตั้งใจจะเชียร์พรรคการเมืองใดให้แลนด์สไลด์   และได้ชิมสารพัดอาหารและขนมจากร้านสตรีทฟู้ดที่ขายเรียกรายข้างทาง  ล้วนเป็นบรรยากาศที่ชวนหลงไหลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกชาติทุกภาษา

          มีการสำรวจความคิดเห็นนักท่องเที่ยวนานาชาติพบว่า  ไทยคือจุดหมายปลายทางที่อยากมาเที่ยวช่วงตรุษจีน  แม้แต่ชาวจีนในแผ่นดินใหญ่เองก็ยังอยากมาฉลองชุนเจี๋ยที่ไทย  มากกว่าที่ฮ่องกง มาเก๊า  มาเลเซีย หรือสิงคโปร์  

          เหตุที่ชาวจีนเลือกเที่ยวไทยฉลองตรุษจีนมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19เพราะการเดินทางใกล้  ที่ไทยค่าครองชีพต่ำกว่า  มีสีสัน  คนไทยให้การต้อนรับ  มีความปลอดภัยพอสมควร  และเชื่อว่า เที่ยวไทยครบ จ่ายจบราคาเบา

          สรุปว่าทั้งชาวจีนและฝรั่งอั้งม้อต่างเชื่อเหมือนกันว่า  สถานที่ฉลองตรุษจีนนอกประเทศจีนที่ดีที่สุดคือไทยแลนด์  

          ยุทธศาสตร์ 5F

          การเติบโตอย่างรวดเร็วด้านการท่องเที่ยวของไทยหลังโควิดถือเป็นความสำเร็จที่ทั่วโลกจับตา  จนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ได้รับเชิญให้ไปพูดในเวทีเสวนาเรื่อง “ Travelling Again, Differently” ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส  สวิสเซอร์แลนด์  เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ที่ผ่านมาว่าความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวของไทยวันนี้มาจากการทดลองใช้ภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ ที่ค่อยๆเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยมาตรการด้านสาธารณสุข

          นอกจากนี้ยังมีการใช้ยุทธศาสตร์ 5F ซึ่งประกอบด้วย Food, Fashion, Festival, Fighting, Film เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ  อีกทั้งยังเป็นการลดความแออัดในพื้นที่เมืองหลัก

          เงินสะพัด 1.2 หมื่นล้าน

          ปกติช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่จะมีการจับจ่ายใช้สอยสูง  ตามประเพณีจีนจะมีวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว  มีการแต๊ะเอีย ให้อั่งเปา แก่เด็ก ผู้สูงอายุ  ลูกน้องหรือลูกจ้าง   

         ในความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่เพิ่งจับจ่ายไปเที่ยวไปกินช่วงปีใหม่ยังไม่ถึงเดือน   กำลังซื้อยังไม่ฟื้น  ส่วนหนึ่งยังมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย    จึงคิดว่าตรุษจีนปีนี้อาจจะยังไม่คึกคักเช่นเดียวกับปี 2565 เพราะข้าวของยังแพง  ราคาสินค้ายังสูง  การไหว้คงทำพอเป็นพิธีโดยของเซ่นไหว้ลดปริมาณลง  ไม่มีการจัดเต็มอย่างสมัยก่อนที่ต้องครบเครื่องทั้งหมู เป็ด ไก่  

          ยิ่งกับสิ่งของที่เคยไหว้แล้วเผาส่งให้บรรพบุรุษ อาทิ กระดาษเงิน กระดาษทอง ธนบัตร ของใช้ ฯลฯ  ยุคนี้ลดน้อยลงมากเพราะมีการรณรงค์เลิกเผาเพื่อลดมลพิษซึ่งได้รับการขาดรับสูงในยุคนี้เพราะเห็นแล้วว่า “สิ้นเปลือง”  โดยลูกหลายรุ่นใหม่จะบอกว่าส่งเงินทองของใช้ให้เหล่ากงเหล่าม่าทางออนไลน์ก็ได้

          มีข้อมูลรายงานว่าเงินเฟ้อธันวาคม 2565 ที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 5.89%  ตลอดปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 6%  แนวโน้มเงินเฟ้อปี 2566 จะดีขึ้น  ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมาดีเมื่อสิ้นปี 2565

          เป็นการสนับสนุนมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินตรุษจีนปี 2566 ว่า  แม้เครื่องเซ่นไหว้ยังแพง  ค่าครองชีพยังสูง  แต่เพราะสถานการณ์โควิดในประเทศเริ่มผ่อนคลาย  คนไทยกล้าเที่ยว กล้ากิน  กล้าจ่ายมากขึ้น  ดังนั้นคาดเม็ดเงินจะสะพัดประมาณ 12,330 ล้านบาท  เท่ากับขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบปี 2565     

         จีนรวยซวยไทบ

          นอกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติหอบเงินมาใช้ในบ้านเราแล้ว  ช่วงเทศกาลตรุษจีนน่าจะเป็นนาทีทองของพ่อค้าแม่ค้าย่านที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ได้ค้าขายเงินสะพัด  แต่วันนี้คนในพื้นที่กลับพากันบ่นว่าค้าขายไม่ดีเพราะถูกคนจีนเข้ามาแย่งทำมาหากินกันหมดแล้ว  ดังเช่นย่านสำเพ็งและเยาวราชที่เป็นแหล่งค้าส่งค้าปลีกของไทย   แถมยังเป็นการกินรวบแบบขบวนการ ทัวร์ศูนย์เหรียญตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ  รายได้ไม่ตกเหลือในไทยแม้สัก หยวนเดียว

          รัฐบาลจีนนั้นมีนโยบายขยายช่องทางการค้าขายของประเทศด้วยอภิมหาโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหรือเส้นทางสายไหมยุคใหม่  เชื่อมต่อจีนกับนานาชาติด้วยเส้นทางรถไฟ เรือ และเครื่องบิน

          อีกด้านหนึ่งรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมคนจีนเอาสินค้าจีนออกไปขายต่างประเทศ  ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรืออาจจะปลอดดอกเบี้ย  จึงเป็นโอกาสให้ชาวจีนที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยอยู่แล้ว  หรือเข้ามาเที่ยวในไทยบ่อยครั้ง  เห็นช่องทางเข้ามาปักหลักค้าขายโดยมีทั้งทุนหนุนหลัง  และสินค้าต้นทุนต่ำจากโรงงานในจีน

          ข้อได้เปรียบดังกล่าวแค่แข่งกันธรรมดาคนไทยก็เหนื่อยอยู่แล้ว  แต่ที่รู้ๆกันคือเป็นการทำการค้าแบบ สีเทาตัวพ่อค้าแม่ค้าจีนอาศัยเพียงวีซ่านักท่องเที่ยว  ไม่จดทะเบียนการค้า  มีคนไทยที่เห็นแก่เงินออกหน้าเป็นนอมินี  มีการหลีกเลี่ยงภาษี  ใช้ลูกจ้างที่เป็นคนจีนที่ล้วนพูดไทยไม่ชัดหรืออาจไม่ได้เลย  ระบบการซื้อขายเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินออนไลน์  ซึ่งทุกบาททุกสตางค์น่าจะส่งกลับไปจีนโดยอัตโนมัติ

          กระบวนการเหล่านี้ใช่ว่ามีแค่สำเพ็ง-เยาวราช ที่คนในพื้นที่รู้ดีว่าแทรกซึมมานานนับสิบปี  แต่ยังปรากฏตามศูนย์ค้าส่งค้าปลีกในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล  ที่มีสินค้าราคาถูกจากจีน  เจ้าของเป็นจีน  พนักงานขายก็จีนซึ่งเห็นทนโท่ว่าผิดกฎหมาย  

         แต่จีนสีเทายังคงอยู่ได้และเติบโตกลืนกินระบบเศรษฐกิจไทยก็เพราะความอ่อนแอของระบบราชการไทย  ทั้งกระทรวงพาณิชย์ที่ควรเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องในการทำการค้า  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ที่ควรตรวจเอกสารการเข้าเมือง  กระทรวงแรงงานที่ต้องตรวจใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพ   กรมสรรพากรที่ควรเข้ามาตรวจสอบภาษี ฯลฯ แต่กลับปล่อยปละละเลย  หรือน่าจะมีข้าราชการชั่วเห็นช่องทาง เก็บส่วยเข้ากระเป๋าดีกว่าทำคดีที่มีแต่ผลงานแต่ไม่มีผลเงิน

         ภูเก็ตแทบแตก

          ช่วงเวลานี้หลายประเทศในโซนเหนือยังมีหิมะโปรยปราย   แต่แถบยุโรปตะวันออกกลับร้อนด้วยไฟสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” ที่รบกันมาร่วมปีแล้วนอกจากจะยังไม่ยุติ  แต่ยังมีทีท่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะฝ่ายสหรัฐอเมริกาตัวแสบและองค์กรน้าโต้ที่หนุนหลังยูเครน  กำลังระดมอาวุธหนักป้อนแก่กองทัพยูเครนให้ไปทำสงครามตัวแทนกันต่อแม้ว่าบ้านเมืองจะย่อยยับไปกว่าครึ่งประเทศแล้ว   ขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็ยังมุ่งมั่นที่จะเอาชนะสงครามด้วยการสั่งเพิ่มขนาดกองทัพรัสเซียในปี 2566-2569 เป็น 1.5 ล้านคน ด้วยการสั่งเกณฑ์ทหารเพิ่ม         

         จึงไม่น่าแปลกใจว่านักท่องเที่ยวที่เข้าไทยช่วงนี้จะมีชาวรัสเซียจำนวนมาก  โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในการมาฉลองตรุษจีนที่ไทย  โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 256514 มกราคม 2566 มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 100 สัญชาติเข้าภูเก็ตรวม 1.41 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวไทยเพียง 2.3 หมื่นคน  เป็นชาวรัสเซีย 2.13 แสนคน  ชาวอินเดีย 7.4 หมื่นคน  ออสเตรเลีย 4 หมื่นคน  อังกฤษเกือบ 4 หมื่นคน

          นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ชาวรัสเซียเข้าภูเก็ตเดือนละ 1 แสนคน เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของจังหวัด  เข้าใจว่าหนีหนาว หนีสงคราม หนีการเกณฑ์ทหารไปรบกับยูเครน  ส่งผลให้บ้านเช่า ห้องพักตามโรงแรม รีสอร์ตในภูเก็ตเต็มยาวอย่างรวดเร็ว  เพราะชาวรัสเซียที่มาส่วนใหญ่ตั้งใจอยู่นาน 3 เดือน 6 เดือนถึง 1 ปี  ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เคยเป็นหลักของภูเก็ตนั้นนั้นตอนนี้ยังมาประปราย  คาดว่าช่วงไตรมาส2และ3 น่าจะเพิ่มมากขึ้น

          ทั้งนี้เทศบาลนครภูเก็ต ได้มีการจัดเทศกาลโคมไฟจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 15 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2566  เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตและเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีงามของท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างสีสันการท่องเที่ยวในเขตเมืองภูเก็ต        

         รอฉลองใหญ่ตรุษไทย

          หลังจีนเปิดประเทศนักท่องเที่ยวจีนยังไม่เป็นไปตามคาด  เหตุเพราะยังมีอุปสรรคด้านการระบาดของเชื้อโควิดในประเทศที่ปรากฏไปทั่วแม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าไม่รุนแรง  แต่เนื่องจากไม่มีการประกาศตัวเลขที่แน่ชัดอย่างเป็นทางการเรื่องจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต  จึงมีแต่ข่าวโคมลอยจากสื่อต่างประเทศ  โดยเฉพาะประเทศที่เป็นอริกับจีนที่จะแจ้งตัวเลขสูงอย่างน่าตกใจ

          รัฐบาลจีนได้สร้างความหวังแก่ชาวโลกว่าจีนจะกลับสู่ปกติอีกครั้ง  แต่เอาเข้าจริงรัฐบาลปักกิ่งก็ยังคุมการเดินทางออกนอกประเทศด้วยการยังคงราคาตั๋วเครื่องบินขาออกไว้ในระดับสูง  จนมาได้เฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง  คนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยยังต้องเก็บเงินหรือรอจังหวะที่ลดราคาต่ำกว่านี้ 

          หนังสือเดินทาง(passport) เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่รัฐบาลจีนยังคงควบคุม  ไม่ออกแก่ผู้ที่ยื่นขอใหม่ หรือขอแทนฉบับเก่าที่หมดอายุ  หากไม่ไช่เพื่อการทำธุรกิจหรือเพื่อการศึกษา  ที่เราเห็นคือพวกที่มีอยู่ในมือก่อนเกิดโควิด  โดยเชื่อว่ารัฐบาลจีนรอดูผลการเข้าออกประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2023 นี้ก่อนว่า  มีผู้ติดเชื้อมากน้อยเพียงไร  ส่งผลต่อการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 แค่ไหน  แล้วจึงใช้เป็นตัวกำหนดการอนุมัติหนังสือเดินทางต่อไป

          คาดกันว่าหลังผ่านตรุษจีนไปสู่ตรุษไทยช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน  นั่นคือช่วงเร็วที่สุดที่คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า จะได้รับไฟเขียวให้ออกท่องโลกอีกครั้งแบบค่อยเป็นค่อยไป  

          ความร่ำรวยของจีนยังคงไม่กระจายสู่ภายนอก  ธุรกิจที่หวังนักท่องเที่ยวจีนยังต้องรอต่อไป  

         ส่งท้ายด้วยคำอวยพรของจีนซิน เจิ้ง หรู อี้  ซิน เหนียน ฟา ไฉคิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนา  ปีใหม่ขอให้มั่งคั่งร่ำรวย

Facebook Comments

Related post