Digiqole ad

ชะตากรรมคนไทยในปีโค(ข)วิด

 ชะตากรรมคนไทยในปีโค(ข)วิด
Advertisement

เศรษฐกิจไทยปี 2563 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกประเมินว่าประเทศไทยติดลบ 8.3%  แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าติดลบแค่ 7.8%  ซึ่งชัดเจนว่าอันเนื่องมาจากการล็อคดาวน์ประเทศอย่างยาวนานช่วงเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ประกอบกับนักท่องเที่ยวหดหาย  ค้าขายส่งออกฝืดเคือง  เครื่องยนต์เศรษฐกิจดับทุกเครื่อง

Advertisement

ปีนี้ 2564 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในระดับ 4.9%  ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าจะโต 3.2% โดยมีความเสี่ยงสองประการคือ  การระบาดรอบสองของโควิด-19 ขยายวงกว้าง ควบคุมได้ช้า ทำให้การบริโภคทรุดตัวลงอีกครั้ง  และการท่องเที่ยวช่วงปลายปียังไม่ฟื้นตัว

มองสถานการณ์แล้ว ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คงต้องปรับตัวเลขใหม่แน่นอน  เพราะความรู้สึกประชาชนยามนี้มองสวนทางว่า  แค่ข้ามคืนข้ามปีก็มีแต่หายนะรออยู่ข้างหน้า

นิด้าโพลที่สอบถามประชาชนก่อนสิ้นปี2563ได้คำตอบออกมาว่า  คนไทยส่วนใหญ่มองปี2564อย่างไร้ความหวัง  เพราะเชื่อว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19จะรุนแรงขึ้น  และเศรษฐกิจจะแย่ลง

แม่ค้าร้านขายอาหารตามสั่งคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางข่าวทีวีว่า  “สภาพเศรษฐกิจปีที่แล้วเปรียบเหมือนเคยโคม่าช่วงล็อคดาวน์  ปลายปีเพิ่งถอดสายออกซิเจน  วันนี้จะเสียบสายต่ออีกแล้ว”

เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่จังหวัดสมุทรสาครทะลุวันละ 500 ราย สะท้อนความรุนแรงที่สูงกว่าปี 2563 หากรวมกับผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศจึงเป็นไปได้ว่าภายในเดือนมกราคม  ยอดผู้ติดเชื้อในแต่ละวันจะมีโอกาสแตะระดับ 1,000 คน และยอดติดเชื้อสะสมรวมทะลุ 10,000 รายแน่

หมอใหญ่โรงพยาบาลศิริราชเคยเตือนไว้ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2563  ช่วงที่ประเทศอินเดียเริ่มระบาดหนักวันละ 7 หมื่นคน  เกาหลีใต้และอีกหลายประเทศในยุโรปเริ่มระบาดรอบสองซึ่งรุนแรงกว่ารอบแรกโดยไม่รู้แหล่งที่มาว่า  ประเทศไทยอย่าคิดว่าจะปลอดภัยตลอดไปเพราะเพื่อนบ้านมีการติดเชื้อ  การเดินทางข้ามพรมแดนและพัสดุต่างประเทศอาจนำการติดเชื้อเข้ามาได้

เมื่อเกิดการระบาดรอบสองในวันนี้คุณหมอบอกว่า “การเกิดโรคเองในประเทศมีความเป็นไปได้น้อยมาก  เชื้อที่ปรากฏเป็นเชื้อนำเข้าแล้วระบาด  เป็นการละเมิดแนวทางและมาตรการพึงปฏิบัติ”

ก็อย่างที่รู้กันคือการระบาดรอบสองเป็นเชื้อนำเข้ามาจากซ่องใหญ่ชายแดน  เป็นเชื้อที่ติดมากับขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบผิดกฎหมายแล้วมาระบาดในตลาดค้าอาหารทะเลที่ใช้แรงงานต่างด้าวเป็นหลัก  และมาจากบ่อนการพนันทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองต่างจังหวัด

สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจคำเตือนจากภาคสาธารณสุข  สะท้อนว่ากลไกรัฐไม่ทำงานแต่ทำเงิน  และเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่มีแผนรับมือที่มีประสิทธิภาพ

รัฐบาลย่ามใจตั้งแต่รู้ว่ามีการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาครจึงไม่ประกาศล็อคดาวน์ทันที   ปล่อยให้มีการเททิ้งแรงงานพม่า   ปล่อยให้เกิดอพยพออกจากพื้นที่ทั้งแรงงานต่างด้าวและคนไทยจนไปแพร่ต่อนอกพื้นที่

นอกจากนี้รัฐบาลยังรีรอปล่อยให้ออกเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่  ปล่อยให้ไปเยี่ยมญาติ  ปล่อยให้ขายเหล้าเบียร์ฉลองหยุดยาวแล้วค่อยมาบอกว่าคนไทย “การ์ดตก” ต้องประกาศคุมเข้ม

เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูง รัฐบาลจะให้กรุงเทพมหานครและอีก8จังหวัดโดยรอบล็อคดาวน์ สั่งปิดสถานที่เสี่ยง และจะไม่ให้นั่งกินที่ร้านอาหาร  แต่พอมีเสียงต่อต้าน  มีเสียงโวยวายว่าไม่ปิดห้างสรรพสินค้า  ไม่ปิดร้านเซเว่นฯ( 7-11) เป็นการเอื้อนายทุนใหญ่  แต่สั่งปิดผู้ประกอบการรายเล็กๆ

สังคมตั้งคำถามตามมาว่าสั่งปิดกิจการแต่ไม่สั่งแบงก์ ไฟแนนซ์ บัตรเครดิต ให้หยุดเก็บหนี้และหยุดคิดดอกเบี้ย  รัฐบาลจะให้ประชาชนหยุดงาน หยุดเงิน แต่ไม่หยุดหนี้ ถูกต้องแล้วหรือ

คำถามที่ตามมาอีกคือคนชั้นกลาง คนรากหญ้า  ลูกจ้างรายวัน คนหาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ข้าราชการประจำ ไม่ใช่ส.ส. หรือส.ว. ที่นั่งหลับในสภาแล้วกินเงินเดือนระดับแสนจากภาษีประชาชนจะอยู่กันอย่างไรหากมีการลดเวลาทำงาน ลดสวัสดิการ ลดเงินเดือน หรือลอยแพรอบใหม่อีก

สุดท้ายที่สังคมถามรัฐบาลคือนอกจากพ่อค้ากุ้งที่ฆ่าตัวตาย  จะมีอีกกี่ศพตามมาดังเช่นในปี 2563

รอบนี้ทำเอารัฐบาลชะงัก  ยกเลิกคำสั่งแทบไม่ทันเพราะข่าวว่อนไปทั่วต้องแก้ไขคำสั่งยอมผ่อนปรน

แนวทางรัฐบาลรอบนี้จากเบาไปหาหนักตามภารกิจ “รวมใจไทย ต้านภัยโควิด-19”  จากการประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) 28 จังหวัดเป็นพื้นที่สีแดงต้องควบคุมสูงสุด  รองลงมา 11 จังหวัดสีส้มต้องควบคุม ที่เหลือ 38 จังหวัดสีเหลืองพื้นที่เฝ้าระวัง

ในพื้นที่สีแดงตอนนี้สั่งปิดสถานที่เสี่ยง  จำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการบางประเภท  งดกิจกรรมมั่วสุม ชุมนุม  ตรวจเข้มเดินทางข้ามจังหวัด  เรียนออนไลน์  Work From Home ซึ่งภายในสองสัปดาห์หรืออย่างช้าปลายเดือนมกราคมหากเห็นว่าจะเอาไม่อยู่ก็ต้องล็อคดาวน์  สุดทางคือประกาศเคอร์ฟิว

คิดเสียว่าปี 2563 เป็นการซ้อมใหญ่  ปี 2564 คือรบจริง เป็นชะตากรรมคนไทยที่ต้องเสี่ยงโรคโควิดและฝ่าภัยเศรษฐกิจ

อย่าไปนั่งฝันกับมาตรการฝนตกขี้หมูไหลไม่ได้เรื่องของรัฐบาล  อย่าไปฝันกับ “วัคซีน”ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสั่งซื้อเพิ่ม  หรือรัฐมนตรีสาธารณสุขคุยโม้แล้วโม้อีกว่าเร่งซื้อ 2 ล้านโดสมาภายในเดือนเมษายน เพราะแค่ฉีดให้บุคคลากรทางการแพทย์คนละ 2 โดสก็ไม่เพียงพอแล้ว

อย่ารอเงินเยียวยาเพราะที่กู้มาจ่ายรอบที่แล้วก็ยังไม่รู้จะหาจากไหนมาใช้หนี้

อย่าหวังยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาลที่ใช้อะไรไม่ได้  แค่ยุทธศาสตร์ปี 2564 รัฐบาลยังบอกประชาชนไม่ได้เลยว่าจะพาประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างไร  ตอนนี้ประชุมครม.ในแต่ละสัปดาห์ก็เพื่อซื้อเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/KJcsL

Related post