Digiqole ad

“ฉีดวัคซีน”คือวาระแห่งชาติ….หรือแค่วาทะของตู่

 “ฉีดวัคซีน”คือวาระแห่งชาติ….หรือแค่วาทะของตู่

ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทั่วโลกมียอดติดเชื้อสะสมทะลุ 161 ล้านคน  ติดเชื้อใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมง 751,488 คน  หายแล้ว 139 ล้านคน  เสียชีวิตรวม 3.31 ล้านคน  มองภาพรวมยังน่าเป็นห่วง ประเทศอินเดีย

Advertisement
ถูกจับตาจากทั่วโลกเพราะมียอดติดเชื้อสะสม 2.7 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา  ผู้ป่วยเสียชีวิตรวม 2.58 แสนคน  ติดเชื้อใหม่วันละเกือบ 4 แสนคน ตายวันละ 4,000 คน จนเผาไม่ทัน มีการทิ้งศพลงแม่น้ำคงคา

วันเดียวกันประเทศไทยทำสถิติใหม่ ยอดติดเชื้อเพิ่มวันเดียว 4,887 ราย เพราะพบการแพร่ระบาดในเรือนจำสูงถึง 2,835 ราย เสียชีวิตเพิ่มอีก 32 ราย  ทำให้มียอดผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวมากกว่า 3 หมื่นราย  ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยต้องใส่ท่อช่วยหายใจมากขึ้น  โอกาสเสียชีวิตมากขึ้นจนสร้างความหวั่นไหวต่อสังคมและมีเสียงเรียกร้องการฉีดวัคซีนที่รัฐบาลดำเนินการอย่างล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์

 

ทั่วโลกระดมฉีดวัคซีน

กล่าวถึงการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค  เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 1,319 ล้านโดส ใน 196 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 20.7 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 262 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 116 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประชาชนติดเชื้อโควิด-19สูงสุด 33.5 ล้านคน และเสียชีวิตเกือบ 6 แสนคน แต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยแผนระดมฉีดวัคซีน 215 ล้านโดสแก่ชาวอเมริกาในช่วง 100 วันแรกของการเข้าดำรงตำแหน่ง

ไบเดนเคยกล่าวว่า “แผนการรับมือโควิดระบาดไม่ใช่เรื่องการเมือง  แต่เป็นการรักษาชีวิตประชาชน

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 36.25 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (19.5% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 22.53 ล้านโดส

 

ไทย 74 วันฉีดแค่ 2 ล้านโดส

สำหรับประเทศไทยนับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่เริ่มต้นฉีดวัคซีนโควิด-19 จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564  มีประชาชนที่ได้ฉีดวัคซีนแล้ว 2 ล้านโดส ฉีดเข็มแรก 1,395,130 ราย ฉีดเข็มสอง 645,233 ราย  นับว่าเป็นไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับการระบาดในระลอกสาม  อันเนื่องมาจากรัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ได้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ด้วยความชะล่าใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้  คิดว่าแค่หน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า  บวกกับคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินก็สู้กับโควิด-19 ได้ ยังไม่จำเป็นต้องเร่งจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ

หากยังจำกันได้ช่วงต้นปี 2564 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เคยวิจารณ์นโยบายการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลว่าล่าช้า และเคยตั้งคำถามถึงแนวทางจัดหาวัคซีนแบบ “แทงม้าตัวเดียว”จนถูกฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลโจมตีว่าเล่นการเมือง

ถึงวันนี้สถานการณ์ได้พิสูจน์มุมมองของนายธนาธร  เพราะข้อเท็จจริงนั้นคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติมีการประชุมจัดหาวัคซีนตั้งแต่เมษายน 2563 แต่เพิ่งจะมาดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2564   โดยมีเจรจากับประเทศจีนเพื่อนำเข้าวัคซีนซิโนแวค 2 ล้านโดสเป็นการเร่งด่วน  เพราะวัคซีนแอสตร้า เซนเนก้า ที่จะผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด  จะส่งมอบได้ 26 ล้านโดสในกลางปี 2564

 วาระแห่งชาติ หรือวาทะของตู่

ความผิดพลาด ประมาท ไร้วิสัยทัศน์ในการบริหารบ้านเมืองโดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ประกาศจนเกิดการระบาดระลอกสามที่รุนแรง  ทำให้รัฐบาลต้องปรับแผนกันอุตลุดในการจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศอย่างเร่งด่วน  พร้อมการเร่งรัดฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อสกัดยับยั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ถึงขนาดที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาประกาศให้การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็น “วาระแห่งชาติ”

นับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศในนาม หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557  และสืบทอดอำนาจตามกระบวนการประชาธิปไตยมาจนถึงปัจจุบัน  พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศให้หลากหลายภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบเป็น “วาระแห่งชาติ” อาทิ  การแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น  การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์  สิทธิมนุษยชน  สังคมผู้สูงอายุ  ทรัพยากรน้ำ  การแก้ปัญหาฝุ่นละอองPM2.5  เศรษฐกิจ BCG ( ชีวภาพ-การหมุนเวียน-สีเขียว) ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเรื่องใดประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

ความจริงเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2563 โดยตอนนั้นได้เน้นการบริหารจัดการด้านงบประมาณ  การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ประเทศ  ล่วงเลยมาถึงปัจจุบันพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะลืมไปแล้วจึงได้ประกาศวาระแห่งชาติอีกครั้งโดยเน้นเรื่อง “การฉีดวัคซีน” โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะฉีดให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดสตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564

 

ปรับแผนทุกระยะ  

         ครั้งแรกนั้นรัฐบาลวางแผนจองซื้อวัคซีนแค่ 63 ล้านโดสโดยคิดว่าจะค่อยๆทยอยฉีดแก่ประชาชน  แต่เมื่อการติดเชื้อเพิ่มรุนแรงในระลอกสาม  พร้อมแรกกดดันจากภาคเอกชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาคธุรกิจ  จึงปรับแผนเป็นการจัดหาอีก 37 ล้านโดส รวมเป็น 100 ล้านโดส  เพื่อฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคน เพื่อครอบคลุม 70% ของประชากรภายในสิ้นปีนี้

ศบค.ได้วางแผนกระจายวัคซีนโดยตั้งจุดบริการที่จะฉีดวัคซีนทั้งในและนอกโรงพยาบาล จำนวน 1,000 แห่ง แห่งละ 500-1,000 โดสต่อวัน รวม 5 แสน ถึง 1 ล้านโดสต่อวัน เป็นระยะเวลา 30 วัน คิดเป็น 15-30 ล้านโดสต่อเดือน ทั้งนี้ จะฉีดครบ 100 ล้านโดสภายในระยะเวลา 4-7 เดือนคือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2564

ไม่เพียงเท่านั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า ที่ประชุมได้รับทราบนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการจัดหาวัคซีนโควิด 19 ให้เพียงพอกับประชาชนทุกคน โดยให้มีการจัดหา 3 แนวทาง คือ 1.จัดหาวัคซีนโควิด 19 เพิ่มเติมจาก 100 ล้านโดส เป็น 150 ล้านโดสในปี 2565  2.เร่งทำงานเชิงรุกเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนให้เร็วและมากรายที่สุด เพิ่มโอกาสในการรับวัคซีน และให้ครอบคลุมถึงสายพันธุ์กลายพันธุ์หากมีการทดลองวิจัยแล้ว และ 3.ปรับแนวทางฉีดวัคซีน โดยปูพรมฉีดเข็มแรกให้ประชาชนมากที่สุด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ อาการรุนแรง และเสียชีวิต

 

ฉีดวัคซีนคุ้มกันชีวิต

ท่ามกลางความสับสนและความไม่เชื่อมั่นในฝีมือการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาล  ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังรอคอยการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน จากประเทศใดก็ตาม  แต่เมื่อหวังผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย  หวังว่าถ้าติดเชื้อแล้วจะไม่ป่วยหนัก ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ต้องเข้าห้องไอซียู  ไม่เป็นอันตรายต่อครอบครัวหรือคนใกล้ชิด  แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มเสี่ยงต่อผลข้างเคียงซึ่งโอกาสน้อยมากถ้าเทียบกับความเสี่ยงอุบัติเหตุในการนั่งเครื่องบินหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามวินต่างๆ

เชื่อว่าคนไทยที่จะเดินเข้าไปรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 วันนี้หรือพรุ่งนี้ไม่ใช่เพราะฟังเสียงพล.อ.ประยุทธ์  ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเป็นวาระแห่งชาติ  แต่สำคัญที่สุดคือกลัวป่วยกลัวตายแบบไร้ญาติดูแล  และเพราะคาดหวังว่าจะได้เห็นวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ามัวเก็บตัวอยู่บ้าน  หรือต้องใส่หน้ากากตลอดชีวิต

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/9C18O

Related post