Digiqole ad

ความฝันของจีนใหม่ ความยิ่งใหญ่ของพญามังกร

 ความฝันของจีนใหม่ ความยิ่งใหญ่ของพญามังกร

ผู้นำจีนไม่ได้มองแค่วันนี้  ไม่ได้มองเพื่อตัวเอง  หรือพรรคพวก  แต่มองเพื่ออนาคตของประชาชน    ทำงานอย่างมีแผน  วางแผนระยะยาว  ตั้งเป้าสู่จุดหมาย  เป็นเป้าหมายให้ทุกหน่วยงานในทุกระดับชั้นได้รับรู้ร่วมกัน  มุ่งไปสู่จุดเดียวกัน

โลกมักจะรับรู้ถึงไทม์ไลน์หลายต่อหลายเรื่องของจีนซึ่งน้อยครั้งมากที่จะพลาดเป้า  เช่นการแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเคยเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศ  การเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม  การพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี    การแก้ปัญหามลพิษที่เริ่มจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไปจนถึงการพลิกเปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์จากเชื้อเพลิงน้ำมันและก๊าซไปใช้พลังงานไฟฟ้า   การสร้างความร่วมมือกับนานาชาติจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  จนไปถึงการพัฒนาด้านอวกาศที่วันนี้ยานอวกาศจีนไปสำรวจดาวอังคารแล้ว

Advertisement

เป้าหมายเหล่านี้เริ่มจากผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนแต่ละรุ่น นับตั้งแต่เหมา เจ๋อตุงเติ้ง เสี่ยวผิง, เจียง เจ๋อหมิน, หู จิ่นเทา  จนมาถึงผู้นำรุ่นที่5 คือ สี จิ้นผิง  แต่ละคนล้วนคิดใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล มองอนาคตของชาติไปข้างหน้า มีความแน่วแน่และต่อเนื่อง มีการส่งไม้ต่อด้วยการวางทายาททางการเมือง(ไม่ใช่เอาลูกหลานในตระกูลมารับตำแหน่งทางการเมืองแบบประเทศสารขัณฑ์) ซึ่งหมายถึงเอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ  มีอุดมการณ์ในการพัฒนาประเทศมารับช่วงในการบริหารจัดการประเทศ จีนจึงมียุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน

ล่าสุดเราได้เห็นการประกาศความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของจีนในงานครบรอบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กรกฎาคม 2564

การเดินทางในช่วงเวลา 1 ศตวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นใช่จะราบรื่น  ต้องผ่านการต่อสู้ด้วยอาวุธ  การต่อสู้ทางด้านความคิด  การลองผิดลองถูกระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ  จนได้คำตอบของพัฒนาในรูปแบบของจีนเป็น “ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน” ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิดจากตะวันตก  จนชาติตะวันตกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์เทียมหรือสังคมนิยมกลายพันธุ์

ไม่ว่าต่างชาติจะวิจารณ์อย่างไร  แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีผลงานบอกกับชาวโลกว่าสามารถนำพาชาวจีน 890 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน

2ปีก่อนทั่วโลกก็เพิ่งเห็นจีนเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน(จีนใหม่) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม หรือวันชาติจีน  คือวันที่ เหมา เจ๋อ ตุง ประกาศตั้ง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492

ภาพ 70 ปีของจีนใหม่คือความเป็นประเทศที่ทันสมัย  มีทางรถไฟความเร็วสูงมากที่สุดในโลก  ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม  มีระบบการสื่อสารระดับ5G  มีกองทัพขนาดใหญ่ที่มีแสนยานุภาพไม่ด้อยกว่ามหาอำนาจอื่น

ทั้งสองวาระคือผลงานชิ้นเอกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  จนนำมาซึ่งคำกล่าวที่ว่า “หากไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ คงไม่มีจีนใหม่

จีนยังตั้งเป้าต่อไปว่าในปีพ.ศ.2592 ซึ่งจะถึงวาระครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน  จีนจะต้องบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศสังคมนิยมที่แข็งแกร่ง ทันสมัย ร่ำรวย มีอารยธรรม ปรองดอง และเป็นประเทศทรงอิทธิพลของโลก

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคมปี 2560 สี จิ้นผิง เคยประกาศอะไรไว้กับชาวจีนทั้งแผ่นดิน

สี จิ้นผิง กล่าวถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในขณะนั้นว่า  จีนสามารถทำให้ประชาชนมากกว่า 60 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในเวลาเพียง 5 ปี  ในช่วงเวลาเดียวกันที่เขาอยู่ในตำแหน่ง  ได้มีการจับกุมลงโทษข้าราชการที่โกงกินบ้านเมืองได้มากกว่ากว่า 1 ล้านคนซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ประชาชนพอใจและสร้างความนิยมในตัวเขาได้เป็นอย่างสูง

ประธานาธิบดีสีได้ประกาศแผนพัฒนาประเทศโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป จุดประสงค์เพื่อให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกที่แท้จริง รวมถึงทำให้จีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

คำประกาศนี้มีผลให้ทั่วโลกจับจ้องจีนโดยเฉพาะกลุ่มชาติตะวันตกที่มองว่าจีนจะเติบโตเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแน่  เพราะก่อนหน้านั้นในปี 2556 สี จิ้นผิง ได้จุดพลุโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่   หรือยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiatives: BRI)  ซึ่งวันนี้มีมากกว่า 100 ประเทศที่เข้าร่วมพัฒนาโครงการต่างๆถึง 2,600 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 3.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

เชื่อกันว่าคำประกาศในปี 2560 เป็นผลให้ โดนัลด์ ทรัมป์ จงใจเปิดสงครามการค้ากับจีนในช่วง 4 ปีที่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา  แม้ทรัมป์จะไปแล้ว “โจ ไบเดน” มา  ก็ยังรับไม้ต่อในการทำงานด้วยการลากกลุ่ม G7 เข้ามาคานอำนาจจีน  หวังลดลทบาทในเวทีโลก

สหรัฐอเมริกาออกหน้าในกลุ่ม G7 เสนอแผนการ “สร้างโลกที่ดีกว่าขึ้นมาใหม่” (Build Back Better World หรือ B3W) ด้วยเม็ดเงินจูงใจ 40 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1,245 ล้านล้านบาทถึงปี 2035 เพื่อหวังดึงนานาชาติให้ออกห่างจากโครงการ BRI ของจีน

วันหนึ่งสี จิ้นผิง บอกว่าจะนำจีนคืนสู่ความยิ่งใหญ่เป็นผู้นำโลกที่แท้จริง  แต่อีกวันหนึ่งสีกล่าวว่า      “ จีนจะไม่ครองความเป็นเจ้า ไม่แผ่ขยายอำนาจ ไม่แสวงหาเขตอิทธิพล และไม่ดำเนินการแข่งขันเชิงกำลังอาวุธ”

ประโยคดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง ในฟอรั่มเอเชียโป๋อ๋าว (Boao Forum for Asia)ครั้งที่ 20 เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีที่ตำบลโป๋อ๋าว เมืองฉุงไห่ มณฑลไห่หนาน (เกาะไหหลำ)

ฟอรั่มเอเชียโป๋อ๋าว” เป็นเวทีการเจรจาระดับสูงเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในทั้งเอเชียและทั่วโลกระหว่างผู้นำรัฐบาล วงการธุรกิจ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในทวีปเอเชียและทวีปอื่นๆ ฟอรั่มดังกล่าวมุ่งจะรวบรวมกำลังทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ประเทศต่างๆในเอเชียบรรลุเป้าหมายการพัฒนา

นักวิชาการชั้นนำบางคนให้ความเห็นว่า  เวทีนี้มีความสำคัญเทียบเท่าฟอรั่มเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง “Davos” สวิตเซอร์แลนด์  แม้จะไม่มีผู้นำจากชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมก็ตาม

ผู้ติดตามการเมืองระหว่างประเทศอาจจะคิดว่าผู้นำจีน “พลิกลิ้น” เวลาพูดปลุกใจชาวจีนอย่างหนึ่ง  แต่ในเวทีนานาชาติกลับพูดอีกอย่างเพื่อลดความหวาดระแวงและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า  จีนกำลังล่าอาณานิคมด้วยโครงการ BRI ที่ใช้ทางรถไฟและสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเครื่องมือ

ตอนที่สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำใหม่ๆได้กระตุ้นจิตวิญญาณคนในชาติด้วยการประกาศ “ความฝันของจีน” หรือ จงกั๋ว เมิ่ง ให้คนจีนทั้งประเทศมาร่วมกันฟื้นฟูครั้งใหญ่แห่งประชาชาติจีน  เป็นความฝันของคนจีนยุคใหม่  เป็นสังคมนิยมจีนปัจจุบัน   นั่นคือนำประเทศสู่ความทันสมัย เปิดสู่โลกภายนอกแต่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใด  ประชาชนกินดีอยู่ดี (เสี่ยวคัง เซ่อหุ้ย) สร้างอาชีพสร้างฐานะที่ดีได้  แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของรัฐไม่ท้าทายอำนาจรัฐ  ไม่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยแบบชาวฮ่องกงที่วันนี้ถูกปราบปรามอย่างราบคาบ

ปี 2564 นี้คือปีแรกของแผนพัฒนาระยะ 5 ปี (2564-2568) ฉบับที่ 14 ของจีน  ซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญ จากที่เคยเน้นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  มาเป็นการสร้างความเติบโตแบบยั่งยืน   โดยใช้ “ยุทธศาสตร์วงจรคู่” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ทางเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นแกนหลัก  เพิ่มชนชั้นกลางภายในประเทศเพื่อสร้างการบริโภคภายใน  ขณะเดียวกันก็ยังคงขยายการเชื่อมโยงเศรษฐกิจออกสู่ภายนอกประเทศ

เป็นที่น่าจับตาว่าภายใน 5 ปีนี้จีนจะพัฒนาต่อไปได้ไกลแค่ไหน  จะไล่ทันหรือแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้เร็วกว่าคำทำนายที่นักเศรษฐศาสตร์เคยปักหมุดไว้ว่า “จีนจะแซงอเมริกาในปี 2571

Advertisement
Facebook Comments

ลิงค์สำหรับแชร์: https://bangkok-today.com/JUc5x

Related post