Digiqole ad

“ครูเบล” อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ แนะเด็กไทย ก่อนไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เตรียมตัว 1-2 ปี

 “ครูเบล” อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ แนะเด็กไทย ก่อนไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เตรียมตัว 1-2 ปี
Social sharing
Digiqole ad

“ครูเบล” อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ แนะเด็กไทย ก่อนไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เตรียมตัว 1-2 ปี

แนวโน้มผู้ปกครองต้องการส่งบุตร-หลานไปเรียนต่อที่ประเทศสิงคโปร์ มีเพิ่มขึ้นทุกปี ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศสิงคโปร์มีระบบการศึกษาอยู่ในอันดับต้นๆ แต่ก่อนที่จะส่งบุตร-หลานไปเรียน เด็กจำเป็นต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ 1 – 2 ปี ทั้งการติวภาษาอังกฤษ – คณิตศาสตร์ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลในประเทศสิงคโปร์ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติ


คุณศุภนุช ชือรัตนกุล (ครูเบล) อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ และเป็นครูติวสอบ Admissions Exercise for International Students (AEIS) ที่ 1 ของการเรียนประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีผู้ปกครองสอบถามเข้ามามากพอสมควรเกี่ยวกับการส่งบุตร-หลานไปเรียนต่อที่ประเทศสิงคโปร์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จะให้บุตร-หลานเรียนโรงเรียนไหนดี และสอบเข้าโรงเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ยากไหม และเพื่อตอบคำถามในฐานะที่เป็นครูเบล เคยเรียนที่โรงเรียนประเทศสิงคโปร์มาก่อน จึงอยากจะให้ผู้ปกครองทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรงเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มีอยู่ 3 ประเภท ประกอบด้วย โรงเรียนรัฐบาล, โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนอินเตอร์ เพราะแต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกันขอออธิบายไว้ ดังนี้

1.โรงเรียนรัฐบาลเป็นระบบการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ ถือว่าดีมาก และคุ้มค่าที่สุด หากเด็กได้เข้าเรียน ส่วนค่าเล่าเรียนพร้อมกินอยู่ งบประมาณอยู่ที่ 8-9 แสนบาท/ปี อย่างไรก็ตามข้อเสียของโรงเรียนรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ คือ เด็กต้องสอบเข้า AEIS ของประเทศสิงคโปร์ให้ได้ก่อน และต้องสอบแข่งขันกับเด็กทั่วโลก ถือว่าสอบเข้ายากที่สุด

กรณีไม่มีงบประมาณหรือค่าเล่าเรียน ปัจจุบันยังมีทุนเรียนฟรี เรียกว่าทุนอาเซียน (ASEAN Scholarship) ที่รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ให้จำนวนประมาณ 10 คน/ปี คือ ให้กับเด็กระดับชั้น ม.3 และ ม.5 ที่เรียนเก่ง มีProfileดี และอยากไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ บางปีให้ทุนเพียงแค่ 1-2 คน เท่านั้น ส่วนปี 2566 รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ให้ทุนเรียนฟรีถึง 28 คน ถือว่าให้มาก แต่การที่เด็กไทยจะได้รับทุนอาเซียน ทางรัฐบาลประเทศสิงคโปร์จะดูกิจกรรมที่น้องๆ ทำ (Portfolio) ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิชาการ การแข่งขันกีฬา และมีการสอบข้อเขียน ซึ่งปี 2566 เด็กๆ จะไปสอบกันที่ห้างไอคอนสยาม เมื่อเด็กสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ทางรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ จะเรียกเด็กให้ไปสัมภาษณ์ที่สถานทูต เมื่อผ่านการสัมภาษณ์แล้ว เขาจะจัดหาโรงเรียนให้น้อง ๆ ทราบ ตามลำดับต่อไป เพื่อให้เด็กไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เช่น ถ้าเด็กได้ทุนเรียนฟรี ม.3 จะได้เข้าเรียน ม.3 – ม.6 ที่ประแทศสิงคโปร์ อยู่ที่นั่นประมาณ 4 ปี ส่วนน้องคนไหนที่อายุเกิน ยังสามารถสมัครรับทุนเรียนฟรี ม.5 ได้อีก เด็กก็จะเรียนแค่ ม.5 – ม.6 ก็จบทุน ทุนอาเซียนเป็นที่นิยมกันอย่างมาก น้อง ๆ จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบ

2.โรงเรียนเอกชนที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มีชื่อเสียงจะมี 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียน SANYU Adventist School, โรงเรียน St Francis Methodist School ทั้ง 2 โรงเรียนนี้มีข้อดีคือใช้ระบบการเรียนของรัฐบาลสิงคโปร์ แต่เด็กที่จะไปต้องสอบเข้าตรงกับทางโรงเรียนสองแห่งนี้ ส่วนข้อเสียของโรงเรียนเอกชนคือค่าใช้จ่ายสูงกว่าของโรงเรียนรัฐ ผู้ปกครองต้องเตรียมประมาณ 1.2 ล้านบาท/ปี (รวมค่าเรียนและกินอยู่) เป็นเด็กระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่ผ่านมามีเด็กไทยนิยมเข้าโรงเรียน SANYU มากพอสมควร

3. โรงเรียนอินเตอร์ที่ประเทศสิงคโปร์จะใช้ระบบเช่นเดียวกับโรงเรียนของรัฐบาล เป็นที่นิยมของเด็กไทย เช่น ACS International School, Hwa Chong International School เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเด็กต้องสอบเข้า แต่ข้อสอบไม่ยากเท่าโรงเรียนของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 1.6 ล้านบาท/ปี (ทั้งค่าเทอม และค่ากินอยู่) อีกอย่าง การไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ หอพักภายในโรงเรียนจะไม่มี เพราะเป็นประเทศเล็ก เดินทางสะดวก เด็กๆ จะพักกับ Host Family ซึ่งเป็นมืออาชีพในการดูแลเด็ก ทำอาหารให้ ดูแลความเป็นอยู่

สำหรับประวัติครูเบล ติว AEIS ที่ 1 ของการเรียนสิงคโปร์ ด้วยประสบการณ์การสอนกว่า 10 ปี ครูเบลได้ศึกษาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ตอนอายุ 11 – 17 ปี แรกเริ่มเข้าตั้งแต่ป.4 และจบ sec 4 ( O-Level)โดยในระดับการศึกษา Sec 1 – 3 มีผลการเรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้นติดต่อกัน 3 ปีซ้อน สามารถติวเด็กได้หมดในการสอบเข้าโรงเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ทั้ง 3 ประเภท ซึ่งเด็กจะต้องเตรียมตัวก่อนไป 1-2 ปี วิชาที่ติวหลัก ๆ คือ ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์
หลังจากจบการศึกษาที่สิงคโปร์ได้กลับมาศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Mahidol University International College (MUIC) สาขาวิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้รับทุนรัฐบาลไทยให้ศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบัน Asian Institute of Technology (AIT) หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บ https://krubellaeis.com/about/

Facebook Comments

Related post